วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

[Mini Review] 260517 อีเวนท์ถ่ายรูปอัลบั้ม 2 ของ SKE48 ~ใบละพัน~

สวัสดีค่ะ เรา(65)ไปอีเวนท์ทูชอทของอัลบั้ม Kakumei no oka เมื่อสัปดาห์ก่อน (20/5) มา
เลยอยากมาเขียนเล่าเผื่อเป็นไกด์ไลน์ให้ใครที่จะไปลองงานทูชอทใบละพัน (จะเป็นลม...) ของอัลบั้ม 2 SKE ที่จะมีขึ้นอีกครั้งสุดสัปดาห์นี้ค่ะ ><
ส่วนตัวตอนเปิดราคามาค่อนข้างตกใจ เพราะแพงกว่าอัลบั้มAKBเป็นพันเยนเลยแถมรายละเอียดอะไรก็ไม่ค่อยมี
รู้แต่จะจัดที่ไกชิฮอลล์(แทนที่จะจัดคอน555)
เอาเป็นว่างานนี้ใจรักล้วนๆ เพราะส่วนตัวลงไป14-15ใบ คิดเป็นบัตรจับมือเดี่ยวปกติก็จะได้บัตรจับมือตั้ง 50ใบแหนะ...
แถมบัตรจับมือเดี่ยวAKBปกติเค้ามีลุ้นเซลฟี่ ลุ้นเชกิ ลุ้นไซน์อะไรกันอีก ใครจะมาบ้าลงบั้มSKEเนี่ย T_T
อ้อ เลาเอง..เพราะSKEไม่ออกซิงเกิลมาเป็นปีแล้ว...#ร้องไห้ทำไม
เริ่มเลยดีกว่าค่ะ บ่นมาเยอะล่ะ ๕๕๕

คนมหาศาล มหาประชาโอตะ


1. พันบาทหนึ่งใบ ได้อะไรบ้าง?
บัตรทูชอทหนึ่งใบก็จะได้ทูชอทกับโต๊ะ...(เอาน่ะ ยังเล็กกว่าของAKB) ขนาดประมาณโต๊ะหัวเตียง
ถ้าเป็นเคงคิวก็จะได้4ชอทกับเคงคิวอีกสามคนโดยไม่มีโต๊ะกั้น แล้วให้เคงคิวสามคนรายล้อมเราบนเก้าอี้ (ฮาเร็มมาก..)
แล้วนอกจากทูชอทแล้วก็จะให้เราเลือกได้ระหว่าง จับมือ กับ วันชอทค่ะ
โดยหลังตรวจบัตรแล้ว ก็จะมีสตาฟถามเราก่อนเข้าบูธว่าจะเลือกอะไร อะคุชู หรือ วันชอท
สมมติยื่นเกินหนึ่งใบก็เลือกได้ค่ะ จะเป็นวันชอทใบนึง จับมือใบนึงก็แล้วแต่ ไม่บังคับให้เหมือนกันหมด


2.แล้วจะเลือกวันชอทหรือจับมือดี?
วันชอทจะเป็นการให้เราถ่ายรูปเมมเบอร์ได้ตามสะดวก โดยหลังเข้าบูธไปสตาฟจะเชิญเราไปที่จุดถ่ายข้างๆ โต๊ะทูชอท ห่างประมาณเมตรกว่าๆ (ใกล้มาก) จะรีเควสท่าอะไรเมมเบอร์ก็แล้วแต่เลยค่ะ สนุกดี บางคนก็ครีเอทท่าเหลือเกิน555 ถ้านึกไม่ออกเมมก็จัดให้เอง
ส่วนจับมือจะเป็นหลังจากเราทูชอทแล้วสตาฟจะให้เราจับมือพูดคุยกับเมมและจับเวลา เท่าที่เราลองเองมาก็ประมาณ 4-5วิ แล้วสตาฟจะบอกหมดเวลา
ส่วนตัวคิดว่าไม่คุ้ม ถ้าอยากคุยคุยตอนวันชอทก็ได้ เนียนๆ ไปตอนบอกท่าก็เมาท์นู่นนี่ ยังไงกล้องก็อยู่ที่มือเรา คุมเวลาเองได้ ไม่ใช่ตอนจับมือที่สตาฟยึดกล้องเราอยู่
แนะนำว่าวันชอทคุ้มกว่าค่ะ

3. จะโล่งๆ วิ่งเล่นได้ เวลาเหลือเหมือนตอนจับมือเดี่ยวไหม?
พึงระวังไว้ค่ะ ส่วนตัวเราลงแบบไม่กลัวไปไม่ทัน
เพราะเด็กๆที่เราไปหาไม่ค่อยเป็นตัวท๊อปอยู่แล้ว ตอนจับมือเดี่ยวก็ไม่ได้รอนานมาก
แถมอัลบั้มก็แพงอีก คิดว่าคนคงมาไม่เยอะ
สรุป ผิดคาดค่ะ คนเยอะมากกก แม้แต่เด็กที่ไม่ใช่senbatsu เราต่อแถวเคงคิวไปชั่วโมงนึง orz ดีนะไม่มีใบอื่นในบุนั้น..
ตีไปเลยค่ะว่าคนละครึ่งช.ม.อย่างต่ำ เรารอพวกราระ เรียวฮะ ชูริ สุดะ 45นาที+
เคงคิวใบละ 30นาที+
มากิโกะสบายๆ หน่อยก็ยังเป็นสิบนาที
ไม่เก็บตังไปเลือกตั้งกันเลยพวกนี้ T_T
กะเวลาดีๆ นะคะ ไปจ่อก่อนบุนั้นๆ เริ่มเลย
มินิไลฟ์สุดคุ้ม


4. มินิไลฟ์
นอกจากทูชอทวันชอทจับมือแล้ว ในงานนี้จะมีมินิไลฟ์ให้ดูด้วยค่ะ และด้วยความที่ไกชิเป็นฮอลล์สำหรับจัดคอนโดยเฉพาะอยู่แล้ว (แต่วงเราเอามาถ่ายรูป55) โปรดักชั่น บรรยากาศ เลยดีกว่ามินิไลฟ์ตามงานจับมือทั่วไปมากมากมาก
และเซ็ทลิสต์ก็ดีมากจริงๆ ทั้งเพลงโซโล่ที่จูรินะแต่งเองอย่างฮานะอุราไน หรือเพลงโซโล่ของสุดะ
แถมมีทั้งยูนิตและเพลงหาดูยาก
ที่สำคัญคือบรรยากาศในไลฟ์สนุกมากๆ ทั้งการคอลล์ MC การแสดงของเด็กๆ ยิ่งพอได้ดูใกล้ๆ แล้วยิ่งรู้สึกว่าเต้นกันสุดยอดมากๆ ตั้งแต่เคงคิว เด็กรองยันเซมบัตสึใหญ่
เรียกได้ว่าถึงจะเล่นแค่ 5-6 เพลง
ก็บอกได้เลยค่ะว่า
"เทพเบอร์นี้ บัตรสองพันก็ยอมมม T_T"
(พี่อ.นามสมมติโอชิจูรินะที่มาด้วยกัน แว่วๆว่าบอกว่าขนลุกทุกเพลงเลยค่ะ อิอิ)
มินิไลฟ์จบแล้วเป็นจุดที่เต็มอิ่มมากๆ กลับไทยเลยก็ได้ ใครที่ไปต้องไปจองที่เช้าๆ เลยนะคะ เพราะมันใกล้มากจริงๆ กับไกชิฮอลล์ที่ที่นั่งลาดลงใกล้ๆ แบบสนามบอล ความสนุกและอารมณ์ร่วมคนละเรื่องกับคอนใหญ่ๆ เลย

5. ต่างด้าว
งานนี้ไม่เข้มแบบจับมือเดี่ยวAKBที่บัตรทุกใบต้องปั้มยืนยันที่อยู่ที่Informationหมด
แต่จะมีบางเลนที่เค้าดูบัตรแล้วจะงงๆ ถามๆ ว่าทำไมที่อยู่ไม่ตรง (จะตรงได้ไง ที่อยู่โรงแรม..) ก็บอกเค้าว่ามันใช้ได้มาตลอดเลยนะ บางเลนก็จะเคลิ้มๆ ปล่อยเราไป
แต่เราโดนมาเลนนึงที่เค้าเรียกซุปมาดูละซุปให้ไปInformation เราก็อ้อนว่าไม่ทันแล้วว T_T กลับมาเลนปิดพอดี เค้าเห็นแก่ความสวยของเราก็ยอมๆ ไป..(ดีนะที่สวย)
แต่แนะนำให้ไปปั้มที่ Information กันไว้ก่อนดีกว่าค่ะ โอกาสน้อยไม่ใช่ว่าจะไม่โดน
ก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ
กลับมาปุ๊บก็อยากเจอเด็กๆ อีกแล้ว ขอให้สุดสัปดาห์นี้ประกาศซิงเกิลใหม่ที T_T


[Talk] 130417 คิซากิ ยูริอะ Ace, Leader, Legend!



เส้นทาง 8ปีในฐานะไอดอลของยูริอะเป็นเส้นทางที่กำลังจะจบลงในแบบที่คงไม่มีแฟนๆ ยูริอะตั้งแต่แรกๆ คนไหนจินตนาการออกแน่ๆ หรือแม้แต่เจ้าตัวเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน
จากเคงคิวเซย์แยงกี้เลือดร้อนตัวน้อยๆ ศิษย์เอกของรุ่นพี่คุวาบาระ นักเต้นอันดับต้นๆ ของSKE จนถึงวันที่เป็นแถวหน้าของวงอย่างเต็มภาคภูมิ ขึ้นสู่ระดับTop 3ของวงและเป็นตัวเก็งที่ใครๆก็บอกว่าเป็นว่าที่กัปตันวง - เซนเตอร์คนต่อไปของ SKE
แล้วก็โดนย้ายไป AKB ในช่วงที่โมเมนตัมดีสุดๆทั้งตัววงและตัวเอง เพื่อไปหวังต่อยอด (...)
"ฉันไม่มีวันลืมเสียงเชียร์ตอนที่ได้โซโล่ Soredemo Sukidayo บนนาโกย่าโดมในคอนเสิร์ตSKEค่ะ จนถึงตอนนี้ฉันคิดว่านั่นเป็นจุดสูงสุดของชีวิตไอดอลของฉันแล้ว"
"ก่อนจะจบการศึกษาฉันอยากกลับไปยืนบนเวทีโรงละครSKEอีกเป็นครั้งสุดท้าย"
"สิ่งที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำในAKBเหรอคะ..
คงเป็นเรื่องเพลงของรุ่น3มั้งคะ..รุ่น3 SKEน่ะ รู้ว่ามันยากอยู่แหละ"
จากANNเมื่อคืนที่ยูริอะประกาศแกรต

เราว่ามันก็เหมือนที่เรนะเคยพูดตอนประกาศแกรตนะว่า
เส้นทางที่เราเลือก เราไม่มีวันรู้ว่ามันเป็นทางที่ถูกหรือไม่ถูก เพราะการจะตัดสินเส้นทางนั้นมีแต่ต้องให้เวลาผ่านไปแล้วเท่านั้น
และสุดท้ายคนที่จะสร้างเส้นทางจากทางเลือกที่เราเลือก ก็มีแต่ตัวของเราเอง
ถึงจะเสียดายยูริอะที่ไม่ได้อยู่กับSKEต่อ แต่สำหรับแฟนยูริอะคนนึงก็อยากให้เค้ามีเส้นทางที่ไม่มีอะไรติดค้างหรือเสียใจกับชีวิตไอดอลที่เค้าเลือก ดีใจที่ยูริอะได้เจอเพื่อนดีๆที่AKBอย่างอันนิน
ยูริอะเป็นคนที่ทั้งร้องเพลงดี เต้นเก่ง และแสดงเก่งเป็นอันดับต้นๆของ 48G
วงวงนี้มันคงแคบไปสำหรับน้องแล้ว

ยูริอะจะเป็นLegend Member ของSKE48ตลอดไปแน่นอน

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

(91)[100%SKE48 Vol.3] แปลบทสัมภาษณ์สุดะยูริ (สุดะ อาคาริ x คิซากิ ยูริอะ)

ทางเดียวเท่านั้นที่จะก้าวข้ามตัวเองในอดีตไปได้


The Final Peace Countdown



ในระหว่างที่คิซากิ ยูริอะประกาศเรื่องจบการศึกษาของตัวเอง ก็ได้พูดไว้ว่า “ตอนนั้นคือจุดสูงสุด”
เรื่องนี้คนที่เข้าใจเธอที่สุดอย่าง สุดะ อาคาริคิดอย่างไร?
แล้วความตั้งใจที่แท้จริงของเจ้าตัวคืออะไร?
อยากทิ้งความทรงจำเป็นความทรงจำไว้แบบนั้นหรืออยากจะก้าวข้ามมันกันแน่
หลังจากประกาศครั้งใหญ่ผ่านมาเพียง 9 ชม. เธอก็อยู่ที่นี่

(สุดะ) แม้จะเคารพการจบการศึกษาของยูริอะ แต่จากนี้ไปเวลาฉันร้องไห้ใครจะเป็นคนมาคอยปลอบล่ะ?
(ยูริอะ) คนที่ทุ่มเทมุ่งมั่นที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือดาสุ เรื่องนี้น่ะฉันมั่นใจ!

ช่วงเวลา 1 ปีก่อนตัดสินใจ



- คิซากิซังประกาศจบการศึกษาจนถึงตอนนี้ก็เพิ่งผ่านไป 9 ชม.เอง

ยูริอะ: ไม่ได้นอนเลยค่ะ (หัวเราะ)

สุดะ: ก็เธอเป็นพวกชอบทำงานหนักไง!

ยูริอะ:  ที่ต้องย้ายวันสัมภาษณ์ ขอโทษด้วยนะคะ

- พอเสนอไปว่าอยากจะสัมภาษณ์ทั้ง 2 คน ก็ได้รับแจ้งว่า “อยากจะให้รอจนถึงวันที่ 12 เดือน 4” น่ะ

ยูริอะ: ชัดเลย!

- จากนั้น ก็มีประกาศว่า All Night NIPPON วันที่ 12 คิซากิซังมาจัดรายการ ก็คิดทันทีเลยว่า “อย่าบอกนะว่า...”

สุดะ: เดาถูกเป๊ะเลย แต่ว่าเนื้อหาที่จะคุยกันก่อนประกาศกับหลังประกาศคงจะไม่เหมือนกันสินะคะ

ยูริอะ: ใช่แล้ว เพราะงั้นเลยรู้สึกว่าถ้าเป็นอีกวันหลังจากประกาศก็คงจะดีมาก

- ขอบคุณมากครับ!

ยูริอะ: ถ้าให้สัมภาษณ์ด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจก็คงไม่ดีใช่มั้ยล่ะคะ ดังนั้นเลยคิดว่าเป็นหลังจากประกาศจะดีกว่า

- แล้วก็เนื้อหาที่สัมภาษณ์วันนี้จะลงนิตยสารเฉพาะของ SKE48 ด้วยน่ะครับ

ยูริอะ: งั้นเหรอ? งั้นวันนี้ก็มาคุยเรื่อง SKE48 กันเถอะค่ะ!

- ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ ที่จะสัมภาษณ์คุณ 2 คนนี่ บก.กับนักเขียนได้บรีฟกันมาเรียบร้อยแล้วครับ แต่ในเมื่อมันกลายเป็นสัมภาษณ์หลังจากคิซากิซังประกาศจบการศึกษา เราก็คิดว่านี่คงจะเป็นการสัมภาษณ์ที่วุ่นวายมากแน่ๆ

สุดะ: ฮุๆๆๆ

- สรุปว่าเมมเบอร์ที่อยู่ตรงนั้นก็เศร้าจนร้องไห้เลยสินะครับ พอนึกภาพแบบนั้น น้ำตาก็ไหลออกมาเองเหมือนกัน เป็นพวกผู้ใหญ่ที่นั่งกินราเม็งไต้หวันกับเทบาซากิ(ปีกไก่ทอด) แล้วก็ร้องไห้อยู่ที่ร้านมิเซ็งในนาโกย่า (หัวเราะ)

ยูริอะ: จริงเหรอคะ? (ขำ)

- อยากหัวเราะก็เอาเลย!

ยูริอะ: ไม่ใช่นะคะ ฉันแค่คิดว่านี่แหละเป็นสิ่งที่สุดยอดของ SKE48 ที่ทำให้ทุกคนคิดแบบนี้ได้ เรื่องนี้ต่างหาก

- แม้ว่า ณ ตอนนั้น จะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ตาม

สุดะ: เพราะความรักไงล่ะ (หัวเราะ)

ยูริอะ: อื้ม รู้สึกได้ถึงความรักเลยล่ะ

- “ถ้าพวกเราไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ!” “เหมือนได้ดูตอนสุดท้ายของละครที่ฉายมา 7 ปีครึ่งเลย” ถ้าคิดแบบนี้ก็เข้าใจได้ล่ะนะว่าทำไมถึงร้องไห้ (หัวเราะ)

สุดะ: พูดแบบนี้ ชอบจังเลยค่ะ อุฮุๆ

ยูริอะ: เพราะแบบนี้ พวกเราถึงพยายามมาได้ ก็เป็นวงที่ตั้งมาด้วยความรักนี่นา

- ถ้ามาคิดดูดีๆตอนสุดท้ายคือเรื่องหลังจากนี้ต่างหาก เราเกริ่นนำกันมายาวเกินแล้ว อยากให้คิซากิซังพูดถึงเบื้องหลังความรู้สึกต่อการจบการศึกษาหน่อยครับ

ยูริอะ: ต้องย้อนกลับไปถึงตอน “Aozora Kataomoi” เลยค่ะ ตอนที่ได้เป็นเซมบัตสึพร้อมกับยุกโกะ (คิโนชิตะ ยูกิโกะ) และโอกิจัง (โอกิโสะ ชิโอริ) นั่นเป็นครั้งแรกที่มีความคิดว่าไม่อยากทำแล้ว ในระหว่าง 7 ปีครึ่งหลังจากนั้นก็คิดว่า “เลิกดีกว่ามั้ง” “ไม่อ่ะ พยายามต่อเถอะ” กลับไปกลับมาอย่างนี้ตลอด ทั้งคุยกับตัวเองในใจ ทั้งเคยคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ในขณะที่เป็นแบบนั้น เมื่อ 3 ปีก่อนก็ได้มาโตเกียว ได้เป็นรองกัปตันทีม 4 จากนั้นก็ได้เป็นกัปตันทีม B น่าจะเป็นช่วงก่อนจะได้เป็นกัปตันไม่นานที่ได้ปรึกษากับอากิโมโตะเซนเซย์เรื่องจบการศึกษา

- งั้นเหรอครับ!

ยูริอะ: แต่ได้รับตอบกลับมาว่า “ลองพยายามต่ออีกซักปีนึงเถอะ” ในระหว่างปีนึงจากนั้นก็ได้รับงานแสดง พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้ว แต่ว่าก่อนถึงวันเกิด (วันที่ 11 กุมภาพันธ์) ก็คิดว่า “นี่ก็ 21 แล้ว ถ้าจะอยากจะเริ่มงานแสดงละก็ มันจะไม่มีเวลาแล้วนะ” ในรายการวิทยุก็ได้พูดถึงความรู้สึกในใจของตัวเองค่ะว่า “ไอดอลน่ะเป็นมาจนอิ่มแล้วล่ะ” น่าจะเป็นช่วงนั้นแหละค่ะที่เริ่มคุยเรื่องจบการศึกษาอย่างจริงจัง

- เรื่องนี้เคยบอกกับสุดะซังมั้ยครับ?

สุดะ: เคยคุยกันค่ะ

- คุณรู้สึกยังไงตอนที่ได้ยินเธอบอกอย่างนั้น?

สุดะ: รู้มาหลายปีแล้วล่ะค่ะว่าเธอไม่ใช่พวกทำอะไรไม่คิด เราก็คุยกันว่าจะก้าวออกไปดีมั้ยอยู่บ่อยๆ แล้วก็รู้ด้วยว่าที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำอะไรครึ่งๆกลางๆอยู่แล้ว เพราะงั้นฉันไม่กังวลเลยว่าถ้าจบการศึกษาไปเธอจะเป็นยังไง อย่างเดียวที่ฉันคิดคือ ต่อไปเวลาฉันร้องไห้ใครจะมาคอยปลอบ

ยูริอะ: กังวลเรื่องนี้เองหรอกเหรอ...(หัวเราะ)

สุดะ: ถึงจะกังวลแค่เรื่องนี้ แต่ยังไงก็เคารพการตัดสินใจของยูริอะล่ะ

ยูริอะ: เราทั้งคู่ก็อายุเกิน 20 กันแล้ว ไปดื่มกันได้แล้ว เรื่องที่คุยกันก็เปลี่ยนไป แม้ฉันจะอ่อนกว่า 4 ปี...แต่ดาสุน่ะดูโตขึ้นจริงๆนะ

สุดะ: นี่!! (หัวเราะ)

ยูริอะ: วิธีการคิดของเธอน่ะเปลี่ยนไปหมดแล้ว เพราะงั้นฉันว่าถึงฉันไม่อยู่ก็คงไม่เป็นไร ทั้งๆที่ตอนที่ไปโตเกียวใหม่ๆ ผู้จัดการSKE48จะชอบโทรมาบ่อยๆว่า “ตอนนี้สภาพสุดะแย่มากเลย ช่วยคุยกับเธอหน่อยได้มั้ย?” แต่หลังๆนี่ไม่มีเรื่องแบบนั้นแล้ว ฉันคิดว่าตอนนี้ก็น่าจะยังมีร้องไห้อยู่แต่คงไม่ได้ร้องฟูมฟายแบบเมื่อก่อน

สุดะ: อื้ม

- จากมุมมองของสุดะซัง หลังจากคิซากิซังไปโตเกียวแล้วมีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างครับ?

ยูริอะ: มีกลิ่นอายคนโตเกียว อะไรงี้?

สุดะ: ที่คิดอย่างนั้นก็คือตอนที่เห็นพูดว่า “อาหารเช้า 5000 เยน”  ใน AKBINGO! เท่านั้นแหละ (หัวเราะ) มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นทุกวันอยู่แล้ว ก็คิดว่าที่พูดแบบนั้นก็เพื่อจะให้ดูน่าตื่นเต้น แล้วก็ดูเหมาะดี อะไรประมาณนั้น

ยูริอะ: ใช่ๆ ไม่ได้วางแผนไว้เลย

- คือไม่ได้วางแผนว่า “ถ้าพูดอย่างนั้นแล้วมันจะกลายเป็นแบบนี้” แล้วค่อยพูดออกมาสินะ

สุดะ: ก็ยังห่วงอยู่ว่าเขาจะฝืนตัวเองหรือเปล่า แต่ว่าพอได้เห็นเขาหาที่ทางของตัวเองเจอที่โตเกียว และได้สนิทกับเมมเบอร์คนอื่น ฉันก็สบายใจค่ะ

- ได้บอกเมมเบอร์ล่วงหน้าไปกี่คนครับว่าจะจบการศึกษา?

ยูริอะ: ถ้าไม่บอกล่วงหน้าก็โหดร้ายไปหน่อย จะบอกหรือไม่บอก มันพูดยากค่ะ...ตอนเป็นกัปตันทีม B ฉันรู้สึกไม่สบายใจมากที่เมมเบอร์ที่อยู่ทีมเดียวกันจะจบการศึกษาแล้วไม่ได้มาคุยกับฉันเลย ถึงแม้มันจะเป็นความผิดฉันเองก็เถอะ สำหรับฉันแล้ว พวกเรื่องแย่ๆที่เคยโดนคนอื่นทำฉันจะไม่ไปทำแบบนั้นกับคนอื่นเด็ดขาด แรกสุดฉันบอกดาสุกับอิริยามะ อันนะจังค่ะ เพราะเคยพูดเรื่องจบการศึกษากับเธอสองคนมาตลอด พอได้วันที่แน่นอนก็บอกกับสองคนนี้ก่อนเลย แล้วก็รีบบอกโยโกยาม่า ยุยจัง แล้วก็คนที่อยากจะบอกด้วยตัวเองคือ(ทาคาฮาชิ) จูริและเรนัจจิ (คาโต้ เรนะ) ค่ะ ส่วนเมมเบอร์รุ่นเดียวกันไปบอกด้วยตัวเองไม่ได้ก็เลยบอกไปทาง LINE น่ะค่ะ

- บอกกับสุดะซังด้วยตัวเองเลยเหรอ?

ยูริอะ: หลังจากได้วันที่แน่นอน วันรุ่นขึ้นก็ได้ทำงานที่เดียวกันค่ะ บอกไปประมาณว่า “อรุณสวัสดิ์ เป็นวันที่ 12 แหละ”

สุดะ: อยู่ดีๆก็มาบอกฉันอย่างนี้ ก็เลยงงว่า “อะไรอ่ะ? อะไรอ่ะ?”

- ได้ยินว่าเป็นรายการวิทยุสดด้วยใช่มั้ยครับ

สุดะ: ใช่ค่ะ ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย อยู่ๆนึกจะพูดก็พูด พอเปิดเพลง “10 nen sakura” ก็เลยร้องไห้ออกมา

ยูริอะ: ก็อยากให้ร้องไง (หัวเราะ) แล้วก็ได้คุยกับมิเนกิชิ มี่จัง (มิเนกิชิ มินามิ) ด้วย ตอนสมัยอยู่ทีม 4 เธอช่วยไว้เยอะ ส่วนโอกิจังที่อยู่รุ่นเดียวกันก็ติดต่อกันตลอดเลยได้คุยกันว่า “จบการศึกษาแล้ว เราไปเที่ยวเกียวโตฉลองกันเถอะ” เพราะที่ผ่านมาไม่เคยว่างตรงกันเลยไม่ได้ไปซักทีค่ะ

- หลังจากประกาศแล้ว เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยใช่มั้ย?

ยูริอะ: ก็รู้สึกเปลี่ยนไปหมดเลยค่ะ แต่เมื่อวานก็มีงานตั้งแต่เช้าพอดึกก็เริ่มเบลอๆแล้ว จำไม่ได้แล้วค่ะว่าพูดอะไรไปบ้าง พอได้อ่านข่าวในเน็ตถึงได้รู้ว่า “ฉันพูดไปอย่างนั้นเองหรอ?”

- แต่อย่างน้อย ก็น่าจะคิดไว้แล้วว่าจะพูดอะไรใช่มั้ยล่ะครับ?

ยูริอะ: ก่อนเริ่มก็มีจดนั่นนี่ไว้ว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่พอพูดไปก็รู้สึกแปลกๆแบบว่านี่ตัวฉันเองรึเปล่านะหรือไม่ใช่

สุดะ: ไม่ตื่นเต้นหรอ?

ยูริอะ: โคตรตื่นเต้นเลยล่ะ! 3 วันก่อนหน้านั้นเลยฝันแปลกๆน่ากลัวๆติดกันตั้ง 3 เรื่อง

สุดะ: ตั้ง 3 เรื่องแน่ะ (หัวเราะ)

ยูริอะ: อันแรกก็ฝันว่าผีหลอก อันที่สองก็ฝันว่าตัวเองนอนอยู่แล้วก็มีใครไม่รู้เอาสาหร่ายคอมบุมายัดปาก ตื่นขึ้นมาเพราะหายใจไม่ออก

- ดูท่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีคนฝันอย่างนี้นะครับ สาหร่ายคอมบุเนี่ย (หัวเราะ)

ยูริอะ: ไปเสิร์ชว่า “สาหร่ายคอมบุ เต็มปาก ทำนายฝัน” ก็ไม่มีอะไรออกมา แล้วจากนั้นก็ฝันว่าได้ไปแสดงหนังของผู้กำกับที่มีบุญคุณคนนึง แต่ว่าฉันทำบทหายแล้วก็ไปซ้อมทั้งอย่างงั้น พอพูดบทไปมั่วๆผู้กำกับก็โกรธ ตื่นมาเหงื่อเต็มหลังเลยค่ะ

- นี่ลองเสิร์ชดู เขาอธิบายสาหร่ายคอมบุว่า “เรื่องที่อยากทำถูกกดไว้ คงมีความเครียดอยู่ไม่น้อย”

สุดะ: ถูกเผงเลย (หัวเราะ) ก็สิ่งที่ยูริอะอยากทำคืองานแสดงนี่ มีแบบไอดอลด้วยล่ะ คือไม่ว่ายังไงถ้าเป็นไอดอลก็ต้องเคยฝันถึงแน่ๆ

- ฝันแบบไหนครับ?

สุดะ: ฝันแบบว่าไม่รู้ทั้งท่าเต้นทั้งเนื้อเพลงก็ต้องขึ้นไปยืนบนเวทีแล้ว

ยูริอะ: เคยสิ! น่ากลัวมากเลยเนอะ ฝันถึงจิตใต้สำนึกตัวเองโดยตรงเลยนี่มันฉันชัดๆ

ความอิจฉาโดยบริสุทธิ์ใจ



- คิซากิซังย้ายมาโตเกียวก็ 3 ปีกว่าแล้ว ใน 3 ปีนี้ระยะห่างของทั้งสองคนเปลี่ยนไปบ้างมั้ย?

สุดะ: มันกลับใกล้ขึ้นเนอะ?

ยูริอะ: ใกล้ขึ้นนะ พอต้องแยกกันกลับใส่ใจกันมากขึ้น ถึงจะไม่ใช่แฟนกันก็เถอะ (หัวเราะ)

สุดะ: ตั้งแต่ “Sansei Kawaii” (ปี 2013 เดือน 11) ก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นเมมเบอร์รุ่นเดียวกันเหลือน้อยลงด้วย ไปพักโรงงแรมก็อยู่ห้องเดียวกันตลอด แต่ในตอนนั้นเองยูริอะก็ต้องไปโตเกียว พอแยกกัน ก็เริ่มคิดว่า “ยูริอะจะสบายดีมั้ยนะ” “ไปโตเกียวคราวหน้าจะได้เจอกันมั้ยนะ” มากขึ้นค่ะ

- เหมือนรักทางไกลเลยนะครับ

สุดะ: นั่นสินะคะ เรารักกันมากเลย

ยูริอะ: เนอะ

- พอไปโตเกียวแล้วยูริอะก็ได้เป็นเซมบัตสึ AKB48 ได้แสดงละครทีวี ได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างจริงจัง สุดะซังคิดยังไงพอเห็นเธอแบบนั้นครับ?

สุดะ: ไม่ได้อิจฉาอะไรค่ะ แม้จะเคยมีช่วงที่อิจฉาอยู่ก็ตาม

ยูริอะ: ฉันก็เคยมีนะ

สุดะ: นั่นสินะ ฉันเข้าใจนะ

ยูริอะ: ตอนช่วงเริ่มแรกน่ะ ช่วงแรกๆ

สุดะ: ใช่ เพราะรู้ว่าช่วงแรกน่ะเคยโดนอิจฉา พอถึงตอนที่ฉันเริ่มอิจฉายูริอะก็เลยเข้าใจว่า “เมื่อก่อนยูริอะรู้สึกแบบนี้นี่เอง” เพราะงั้นเลยคิดว่าความรู้สึกอิจฉาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร

ยูริอะ: จะว่ายังไงดีนะ เป็น “ความอิจฉาโดยบริสุทธิ์ใจ” มั้ง

- ไม่เคยทะเลาะกันเลย

ยูริอะ: ใช่ค่ะ รู้สึกว่า “ถ้าเป็นฉันคงทำไม่ได้ขนาดนั้นหรอก” หลังจากได้เลื่อนขึ้นทีม S ยุกโกะกับดาสุเข้ากับทีมไม่ค่อยได้ พอเห็นพวกรุ่นพี่เอ็นดูฉัน ดาสุก็คงจะคิดอะไรมั่งล่ะ

สุดะ: แบบว่า “ทำยังไงถึงสนิทได้อ่ะ”

ยูริอะ: ใช่ ตั้งแต่ตอนนั้นแหละมั้ง ในขณะที่เราสนิทกันก็มีความรู้สึก “อิจฉาอย่างบริสุทธิ์ใจ”

สุดะ: อื้ม เป็นอย่างนั้นแหละ

- จากนั้นก็โตเป็นผู้ใหญ่ด้วยกัน

ยูริอะ: ก็เลยไม่อิจฉากันแล้ว

สุดะ: ใช่!

ยูริอะ: ช่วงนี้ดาสุก็ได้ไปออกรายการ “Tsukai TV Sukatto Japan” ด้วยไม่ใช่เหรอ ได้ดูแล้วก็รู้สึกอิจฉา แต่ว่าไม่ใช่อิจฉาริษยานะ พอคิดถึงตอนงานเลือกตั้ง AKB48 ที่ดาสุไม่ทันจะพูดอะไรก็ร้องไห้แล้วฉันก็ทิ้งเรื่องของตัวเองไปปลอบเลย ฉันก็รู้สึกดีใจที่เธอเติบโตขึ้นจากใจจริงเลยล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นได้ไปออก Sukatto Japan นะ ฉันอาจจะแบบ “เห้ยๆ ให้มันน้อยๆหน่อย!

- บทนางร้ายที่ยั่วโมโหคนดูแบบนั้นคงมีแค่สุดะซังเท่านั้นที่ทำได้

สุดะ: เล่นแบบปล่อยตัวตามสบายมากเลยค่ะ (หัวเราะ)

-  ผลัดกันวิ่งไล่ตามกันมา 7 ปีครึ่งแล้ว คงไม่อาจอธิบายความสัมพันธ์ด้วยคำว่าอิจฉาเพียงคำเดียวแล้วล่ะ

ยูริอะ: วิ่งแค่รอบเดียวน่ะยังดูไม่ออก ต้อง 3 รอบถึงจะเห็นชัด

สุดะ: เพราะเราต่างก็รู้เส้นทางข้างหน้าของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเห็นอีกคนเดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกเบาใจค่ะ

- การได้พบกับคนที่มีสายสัมพันธ์แบบนี้ช่างเป็นขีวิตที่ดีจริงๆ

สุดะ: ใช่ค่ะ ฉันคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ตลอดชีวิต

ยูริอะ: รักษาไว้ดีๆนะ (หัวเราะ)



- แล้วกับอิริยามะซังก็เป็นความสัมพันธ์ที่ต่างออกไป

ยูริอะ: นั่นสินะคะ อันนะจังก็เหมือนกัน โอกิจังก็ด้วย ทุกคนมีสายสัมพันธ์ที่ต่างกันไป

- เพราะงั้น ตอนที่สุดะซังได้อันดับ 7 ในงานเลือกตั้งก็ยินดีกับเธอจากใจ

ยูริอะ: ในงานเลือกตั้งปีที่แล้วที่ดาสุได้อันดับ 7 และสามารถพูดออกไปได้เต็มที่ ฉันน่ะดีใจมากกว่าจะมานั่งร้องไห้เจ็บใจกับเรื่องตัวเองอีกค่ะ แบบว่า “อืม อืม โตขึ้นมากเลยนะ...” คิดแล้วน้ำตาก็ไหลออกมาเอง

สุดะ: ตอนนี้พวกเราสนุกที่จะได้เห็นอีกคนทำเต็มที่น่ะค่ะ

- อยู่ที่โตเกียว 3 ปีมานี้ สำหรับคุณมันเป็นช่วงเวลาแบบไหนครับ?

ยูริอะ: นั่นสินะ 3 ปีแล้ว...จะว่าไงดี เทียบกับตอนอยู่ SKE48 แล้วเป็นการเติบโตคนละแบบค่ะ 3 ปีมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แล้วก็มีบางทีที่โกรธ ทนไม่ไหวจนเหวี่ยงออกไป “ทำยังไงถึงจะเป็นผู้ใหญ่ได้มากกว่าตอนนี้นะ” พอเริ่มรู้ตัวอย่างนั้นก็เข้าสู่ช่วงท้ายของไอดอลแล้ว

- เพื่อการนั้นก็มีแค่ต้องถอดชุดไอดอลทิ้ง

สุดะ: รู้สึกแบบนั้นสินะ

ยูริอะ: ช่วงนี้สิ่งที่ทำให้ฉันตกใจมากคือ ในบรรดาสตาฟฟ์ “Tofu Pro Wrestling” มีคนอายุแค่ 20 เองด้วย! ในที่สุดก็มีสตาฟฟ์ที่อายุน้อยกว่าตัวเองแล้ว

สุดะ: เวลาเจอสตาฟฟ์ที่อ่อนกว่าก็จะรู้สึกแปลกๆ แต่พอผ่านมา 2 ปีก็เริ่มชินแล้วล่ะ นี่แสดงว่ายูริอะโตแล้วไง ความคิดก็ด้วย ใช่มั้ยล่ะ ก่อนจะไปโตเกียวก็ยังพูดบ๊องๆอยู่เลยว่า “ฉันนี่แหละ ราชาโจรสลัด!” นี่ยกตัวอย่างเฉยๆนะ แต่ตอนนี้มีคำตอบว่า “จบการศึกษา” ในใจตัวเองแล้ว พอได้ยินแล้วฉันก็ไม่หนักใจแล้วล่ะ

ยูริอะ: 3 ปีนี้ ดาสุก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเหมือนกัน แม้เราจะได้เจอกันน้อย แต่เวลาเจอหน้ากันทีไร ฉันก็จะรู้สึก “โตขึ้นอีกแล้วหรอ!” ในรายการวิทยุก็พูดถึงเหมือนกันว่าการเป็นไอดอลของฉันน่ะ มันหยุดไปตั้งแต่หลังจากจบนาโกย่าโดม (ปี 2014 เดือน 2) แล้ว ถึงฉันจะรู้สึกว่าการเป็นไอดอลของตัวเองมันเบ่งบานเต็มที่ช่วงนาโกย่าโดม แต่คนที่ยังก้าวไปไม่หยุดก็คือดาสุนั่นแหละ ฉันก็พูดมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วว่า สำหรับฉันน่ะ คนที่มุ่งมั่นพยายามที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือ ดาสุนั่นแหละ เรื่องนี้ฉันมั่นใจมาก!

- คนที่มุ่งมั่นพยายามที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ!

ยูริอะ: ใช่ค่ะ เป็นคนที่พยายามขนาดนั้นเลยล่ะ

สุดะ: ขอบคุณนะ (หัวเราะ)

ยูริอะ:  ที่พยายามไม่หยุดมาจนถึงตอนนี้ได้เป็นอะไรที่สุดยอดมากเลย แม้บางทีเหมือนจะไปต่อไม่ไหวแล้ว แต่แค่ตบหลังเบาๆก็ฮึดขึ้นมาได้ ไม่ว่ายังไงเธอก็สุดยอดที่สุดสำหรับฉัน ไม่นานมานี้ตอนนั่งชินคันเซ็นก็ได้คุยกันเรื่องนี้ด้วย

สุดะ: ใช่ ตอนนั้นคือหลังจากสเตจจบการศึกษา (วันที่ 26 เดือน 2) ของมิกิตตี้ (ยากาตะ มิกิ) จบลง แล้วเราไปโตเกียวด้วยกัน ตอนนั้นพูดเรื่องที่หนักใจในงานออกมาหมดเลย ยูริอะก็ค่อยๆสอนฉัน วันรุ่งขึ้นมุมมองของฉันก็เปลี่ยนไปหมดเลย

ยูริอะ: ถ้าเธอหยุดอยู่กับที่ฉันก็คงกังวลมากเหมือนกัน

ดาสุ: ยูริอะน่ะเคยทำงานในสภาพแวดล้อมหลายแบบ เธอใช้ประสบการณ์ตรงนั้นมาเป็นจุดแข็งของตัวเอง เรื่องนี้ฉันเข้าใจเธอมากๆ คิดว่ามันสุดยอดมากแล้วก็รู้สึกได้รับแรงกระตุ้นด้วย

เมื่อเลือดเดือดพลุ่งพล่าน




- ที่ได้พูดในรายการ คิซากิซังบอกว่า “จุดสูงสุดของการเป็นไอดอลคือช่วงนาโกย่าโดม” เรื่องนี้คุยรายละเอียดอีกหน่อยได้มั้ยครับ? เพราะดูเหมือนจะมองว่าไม่มีทางก้าวข้ามตรงนั้นไปได้อีกแล้ว

ยูริอะ: ตอนนั้นเป็นช่วงที่ฉันสามารถทำทุกอย่างที่ฉันทำได้ เต้นได้เต็มที่แม้จะมีเถียงกันบ่อยก็ตาม อีกอย่างแฟนๆก็ร้อนแรงมาก ฉันว่านี่แหละคือไอดอล ด้วยองค์ประกอบพวกนี้ ถึงได้รู้สึกว่าช่วงนั้นเป็นจุดสูงสุด ตอนที่จะไปโตเกียวก็ได้พูดออกไปจากใจว่า “จะสู้ต่อไป โดยไม่ลืม SKE48” แต่พอมาโตเกียวแล้ว สภาพแวดล้อมมันต่างกันโดยสิ้นเชิง มันยากมากที่จะเอาสิ่งที่ทำใน SKE48 ตลอด 5 ปีมาใช้ มันทำให้ฉันรู้ด้วยว่าสิ่งที่ฉันรู้สึกสนุกก็คือช่วงที่อยู่ SKE48 ต่างหาก แฟนๆก็สนับสนุนในเรื่องนี้ แม้ตอนอยู่ SKE48 อยากเป็นเซ็นเตอร์มาก แต่ในตอนนั้นเองก็โดนย้ายมา ถึงอย่างนั้นไม่ว่ายังไงที่โตเกียวนี่ก็ยังอยากพยายามต่อไป แต่คงเพราะความหมายของจุดสูงสุดสำหรับชีวิตไอดอลที่โตเกียวมันต่างออกไปด้วยมั้งคะ เพราะโตเกียวก็มีสิ่งที่จะพบเจอได้แค่ในโตเกียวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อเทียบกับตัวเองตอนอยู่ SKE48 ฝีมือการแสดงก็พัฒนาขึ้น แต่คิซากิ ยูริอะใน SKE48 น่ะเป็นจุดสูงสุดของไอดอลแล้วค่ะ พูดให้ชัดก็คือ ตอนที่จูรินะซังไม่ได้อยู่ตรงกลาง อย่างตอนไปเล่นสเตจทางไกลที่โตเกียว (ปี 2013 เดือน 4) หรือตอนนาโกย่าโดม หรือตอนคอนเสิร์ต SSA (ปี 2014 เดือน 4) ประมาณนี้น่ะค่ะ

*T/L Note: สเตจทางไกลที่โตเกียวยูริอะได้อันเดอร์จูรินะเป็นเซ็นเตอร์ในเธียร์เตอร์อากิฮาบาระ ที่นาโกย่าโดมยูริอะได้โซโล่เพลง “Sore demo Suki dayo” และที่ SSA ยูริอะเล่นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายกับ SKE48*

- พวกนี้เราได้เห็นมาหมดแล้ว คิซากิซังที่ยืนเซนเตอร์อันเดอร์ตำแหน่งจูรินะซังน่ะเอาชนะคนดูด้วยพลังที่ท่วมท้น มีแรงผลักดันที่จะทำลายสถิติตัวเองในทุกๆวัน

ยูริอะ: หลังจากย้ายมา เวลาเล่นคอนเสิร์ตบางทีก็ได้เต้นข้างๆจูรินะซังใช่มั้ยคะ พอถึงตอนนั้นทุกครั้ง เลือด SKE48 ในร่างกายมันจะเดือดพลุ่งพล่านไปหมด

- เลือดเดือดพลุ่งพล่าน!

ยูริอะ: เหมือนได้กลับไปตอนที่อยู่ SKE48 เลยค่ะ ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่ได้หายไปเลย ดังนั้นถ้าได้กลับไปยืนบนเวทีที่นาโกย่าอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายก็คงดีค่ะ

- รออยู่เลยครับ ประโยคนี้

ยูริอะ: ถ้าจัดสเตจจบการศึกษาที่เธียร์เตอร์SKE48ได้ก็คงดี เท่านี้ฉันก็ก้าวข้ามตัวเองในตอนนั้นได้แล้ว

- อันนั้นคงเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆแล้ว แต่ถ้าพูดว่า “ตอนนั้นคือจุดสูงสุด” ก็รู้สึกเหงาอยู่ไม่น้อยนะ เพราะสำหรับพวกเราแล้ว หลังจากนี้ก็ยังอยากเห็นคิซากิซังต่อไป

ยูริอะ: ขอบคุณนะคะที่คิดอย่างนี้ เพราะงั้นฉันอาจจะก้าวข้ามตัวเองในอดีตได้ก็ได้ ยังไงก็อยากจะจัดสเตจสุดท้ายที่เธียร์เตอร์ SKE48 ค่ะ ที่เธียร์เตอร์และกิจกรรมต่างๆใน AKB48 เนี่ย จะให้ก้าวข้ามตัวเองในสมัยที่อยู่ SKE48 ถ้าพูดตามตรงมันยากมากค่ะ ถ้ามีวิวที่ดีกว่าในตอนนั้นรอฉันอยู่ก็คงจะดีมาก แต่ว่าฉันคิดอยู่ตลอดเลยล่ะ แฟนๆที่สนับสนุนฉันหลังจากย้ายมาโตเกียวแล้วก็ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ พวกเขาจะช่วยฉันก้าวข้าม “ตัวเองในสมัยอยู่ SKE48” เอง ก็ถ้าไอดอลที่ตัวเองสนับสนุนไม่เปล่งประกายอีกต่อไปแล้วก็คงรู้สึกไม่ดีใช่มั้ยคะ สิ่งนึงในเธียร์เตอร์ AKB48 กับ SKE48 ที่ฉันรับรู้ได้ว่าต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ เสียง ค่ะ

- เสียง? หมายถึงเสียงคอลล์ในสเตจอันร้อนแรงรึเปล่าครับ

ยูริอะ: ใช่ค่ะ แฟนๆของฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันใส่ใจคือเรื่องนี้ เพราะงั้นในสเตจวันเกิดก็เลยพยายามคอลล์กันสุดชีวิต ดังนั้นก่อนจะจบการศึกษาจะต้องตอบแทนแฟนๆให้ได้ เพื่อการนั้น ฉันต้องก้าวข้ามตัวเองในตอนนั้นให้ได้ค่ะ

- ถ้าได้จัด จะจัดสเตจไหนครับ?

ยูริอะ: ถ้าได้จัดสเตจที่ฉันเล่นมา 3 ปี อย่าง “Seifuku no me” ก็คงดีค่ะ

แน่นอนว่า สเตจนั้นสุดะซังก็ต้องอยู่ด้วย

สุดะ: ฮุๆๆ ยูริอะเนี่ยพอจะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากทำทีไร ก็จะเกรงใจทุกที อย่างเช่น “ถ้าเป็นไปได้” ไม่ก็ “แม้อยากได้เพลงของรุ่น 3 แต่คงยากเนอะ” อะไรแบบนี้

ยูริอะ: เพราะคิดมากไปมั้ง เลยไม่รู้จะพูดออกมายังไง

สุดะ: เพราะเธอน่ะก่อนจะพูดอะไรออกมาทุกครั้งจะต้องคิดก่อนว่าถ้าพูดไปแล้วจะทำให้ใครเสียใจหรือเปล่า

ยูริอะ: ถ้าเป็นเรื่องของตัวเองจะไม่ค่อยคิดมาก ก็เลยเจ็บตัวตลอด (หัวเราะ)

สุดะ: ก็เพราะว่าเธอใจดีไง

- สุดะซังคิดว่ายูริอะซังมีตรงไหนที่อาจโดนเข้าใจผิดมั้ยครับ?

สุดะ: มีค่ะ

ยูริอะ: แต่ก็ไม่เป็นไรนี่ ไม่มีทางทำให้คนชอบเราได้ 100% หรอก ขอแค่มีไม่กี่คนที่เข้าใจฉันก็พอแล้ว ฉันอยากต่อให้ติดกับคนไม่กี่คนตรงนี้นะ ฉันเชื่อว่าคนเหล่านี้จะสนับสนุนฉันต่อไปแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว

สุดะ: อื้ม!

- แต่ถ้าคิดแบบนี้ก็อาจจะมีบางทีที่ต้องเจ็บตัวนะ

ยูริอะ: มีสิคะ! มีอยู่แล้วล่ะ!

- ความคิดแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นไอดอลหรือหลังจากนี้จะเป็นนักแสดงก็คงไม่ดีนะครับ

ยูริอะ: ไม่หรอกค่ะ ดีแล้ว ถ้าเอาแต่ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้จะเหนื่อยเปล่าๆ อีกอย่างเพราะมีความรักที่ได้รับจากคนรอบข้างอยู่

สุดะ: ก็นะ เธอเป็นที่รักของทุกคนนี่นา

ยูริอะ: นอกจากว่าถ้ามันทำให้แฟนๆลดน้อยลง ฉันจะลองคิดเรื่องนี้ดู

สุดะ: จะว่าไป ฉันไม่มีส่วนนี้เลย ฉันน่ะ คิดว่าแม้คนที่เกลียดฉันวันนึงก็อาจเปลี่ยนมาชอบฉันก็ได้

ยูริอะ: คนละเรื่องกับฉันเลย!

สุดะ: ไม่นานมานี้ มีแฟนที่สนับสนุนฉันมาตลอดโกรธฉันล่ะ ทุกครั้งที่ฉันพูดถึงตัวเองแย่ๆ แฟนๆก็จะรู้สึกแย่ไปด้วย ฉันน่ะสามารถเอาคำพูดของพวกแอนตี้มาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้าได้ แสดงจุดอ่อนของตัวเองออกไป สร้างที่ทางของตัวเอง

ยูริอะ: งั้น คนที่สนับสนุนแม้เธอจะเป็นแบบนี้นี่ถือเป็นสมบัติตลอดชีวิตเลยนะ

สุดะ: ใช่ ฉันรับรู้ได้นะว่าแฟนๆที่มาตามฉันเนี่ยเขาคิดเพื่อฉันจริงๆ

ยูริอะ: บางทีก็แอบไปดูแถวจับมือของดาสุนะ พวกแฟนๆดูมีความสุขมากจริงๆ เพราะงั้นฉันว่าแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ

- พอได้ติดตามหลายปี ก็คงจะค่อยๆมีความคิดแบบนี้สินะครับ

สุดะ: ฉันว่าทุกคนต่างก็มีสไตล์เป็นของตัวเองค่ะ เพราะงั้นฉันคิดว่าแฟนๆเองก็มีวิธีสนับสนุนที่เป็นสไตล์ของตัวเองเหมือนกัน

ยูริอะ: ฉันเชื่อว่าแฟนๆที่แม้จะเคยห่างออกไปจะมาที่เธียร์เตอร์และงานจับมือในท้ายที่สุดค่ะ

สุดะ: ช่วงนี้มีแฟนๆมาบอกว่า “ไม่เจอกันตั้ง 5 ปี” ด้วยใช่มั้ย?

ยูริอะ: มี! แต่ว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ แม้แต่คนที่ไม่เจอกันตั้ง 7 ปีก็จะยังเป็น “แฟน” อยู่

สุดะ: จริงด้วยเนอะ! แฟนๆที่ไม่ได้มางานจับมือแต่คอยสนับสนุนเราอยู่ก็มีเหมือนกัน

บทสุดท้ายที่เก็บเอาไว้ตลอดกาล



- ถ้าพูดถึงช่วงนี้ ก็ต้องเรื่องที่คุณสองคนสู้กันในเรื่อง “Tofu Pro wrestling

สุดะ: สู้กันไปแล้วค่ะ ที่จริงสู้รอบสองก็จบไปแล้ว (ออกอากาศไปแล้ว)

ยูริอะ: ใช่ค่ะ มีการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงด้วย ที่ให้เราสองคนสู้กันเนี่ยฉันว่าสตาฟฟ์เข้าใจคิดนะ (หัวเราะ) ออกมาเป็นการต่อสู้ที่มีคุณภาพมากๆเลย มิราโนะเซนเซย์ก็ชมพวกเราด้วย

สุดะ: อื้ม

- ตอนสู้กันรอบสองเป็นยังไงครับ?

สุดะ: เป็นการล้างตาของยูริอะค่ะ

ยูริอะ: ก็ต้องทำให้รู้สึกซึ้งเป็นธรรมดาค่ะ ในบทรอบแรกน่ะฉันแพ้ แต่รอบสองชนะค่ะ ฉันเอื้อมมือไปหาดาสุที่แพ้ไปแล้ว นอนกองอยู่กับพื้น ดึงเธอขึ้นมา แล้วก็พูดทั้งน้ำตา...

- แล้วยังเพิ่มเนื้อหาสปีชเลือกตั้งลงในบทด้วย

สุดะ: ใช่ค่ะ! โยงเข้ากับตอนงานเลือกตั้งที่ยูริอะมาอยู่ข้างๆฉัน

ยูริอะ: ฉันนึกว่าคนที่เขียนบทน่ะคงไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเราหรอก เพราะงั้นเลยรู้สึกว่าสุดยอดมากที่แท้ก็ศึกษาเรื่องพวกเรามาอย่างดีเลย

- ไม่ใช่แค่ละคร แต่ได้เขียนประวัติของสองคนเอาไว้ด้วย

ยูริอะ: ลึกซึ้งมากค่ะ

สุดะ: อืม ได้อารมณ์มาก

- งั้น ในโลกความเป็นจริงคิซากิซังถูกมองยังไงครับ เพราะเท่าที่รื้อฟื้นขึ้นมาได้ ทั้งนาโกย่าเป็น Yuria Peace หมดเลย

ยูริอะ: ฮ่าๆๆๆๆ ถ้ามันแพร่หลายขนาดนั้นก็คงดีค่ะ ไม่รู้จะมีแฟนๆมาบอกมั้ยนะว่า แค่เห็นฉันเต้น “Seifuku no me” ก็น้ำตาไหลแล้ว (หัวเราะ) ฉันมั่นใจว่าแค่ตรงท่ากระโดดตอนเริ่มต้นก็ทำให้น้ำตาไหลได้แน่

สุดะ: (กำลังนึกภาพตาม) อ่า ไม่ได้นะ! ถ้าเพื่อยูริอะ ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันอยู่แล้ว วันนั้นจะต้องเป็นจุดสูงสุดครั้งใหม่แน่ๆ ไม่ใช่แค่รวบรวมความทรงจำเท่านั้น แต่ถ้าเอาความรู้สึกของความทรงจำพวกนี้มาเป็นพลังของ SKE ครั้งใหม่ได้ก็คงดี

- นั่นสิครับ ให้อาซาอิ ยูกะซัง (ผู้ชื่นชมสุดะ เป็นลูกพี่ลูกน้องของคิซากิ) ได้ยืนได้ตำแหน่งที่สุดะซังเคยยืน ส่งไม้ต่อไป

สุดะ: ดีเลยค่ะ!

ยูริอะ: ถ้าเป็นอย่างนั้นก็สุดยอดเลยล่ะ

- วันนี้เราคุยเกี่ยวกับ “SKE48 คิซากิ ยูริอะ” ไปเยอะแล้ว แล้ว “AKB48 คิซากิ ยูริอะ” ล่ะครับ คิดว่าจะลงยังไง?

ยูริอะ: หน้าที่กัปตันจะทำยังไงต่อ ใช่มั้ยคะ ทีม B ตอนนี้น่ะมีเมมเบอร์ที่เก่งๆอยู่หลายคน อย่างเช่น เซย์จัง (ฟุกุโอกะ เซย์นะ) หรือโมเอะคิ้ว (โกโต้ โมเอะ) เด็กดราฟต์ก็เก่งมากเหมือนกัน จะพยายามให้เด็กๆเหล่านี้ได้รับผลตอบแทน ได้งานมากขึ้น นี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำได้ในฐานะกัปตันค่ะ

สุดะ: ฉันเคยไปดูสเตจทีม B ครั้งนึงนะ มันดีมากเลยล่ะ รู้สึกประมาณว่าทุกคนดูมีตัวตน แล้วตอนเต้นก็มองแฟนๆอย่างทั่วถึงด้วย เป็นสิ่งที่ดีมากเลย

- คิซากิซังน่ะคิดถึงเรื่องของรุ่นน้องมากๆแต่ยังไม่เคยได้บอกออกไปชัดๆเลย อาจจะมีการเข้าใจผิดก็ได้นะครับ

ยูริอะ: ไม่หรอกค่ะ ดีแล้ว ถ้าเรื่องพวกนี้เผยออกมาในอีก 10 ปีให้หลังก็คงเท่น่าดูเลยไม่ใช่เหรอคะ อีกอย่างคือ ฉันอยากสนับสนุนโซคันโตคุโยโกยาม่า ยุยจังให้ถึงที่สุดค่ะ แม้ฉันจะจบการศึกษาไปแล้วก็ยังจะสนับสนุนเธอต่อ เพราะมันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ใน AKB48 นี่

สุดะ: พยายามมากเลยสินะ

ยูรินะ: อื้ม ได้คุยกับเธอหลายเรื่องเลยล่ะ

สุด: ฉันเองก็อยากสนิทกับโยโกยาม่าซังให้มากขึ้นเหมือนกัน

ยูริอะ: รีบเลย! ถ้ายุยฮังไม่มีเมมเบอร์ที่คอยอยู่เคียงข้างล่ะก็ น่าเป็นห่วงมากเลยนะ

- สุดท้าย เรามาปิดท้ายด้วยเรื่องเก่าๆกันหน่อย อย่างเช่นเรื่องหลังจากผ่านออดิทชั่น

สุดะ: ในคลาสซ้อมเต้น ต้องคาบตะเกียบร้องเพลง!

ยูริอะ: คิดถึงจังเลย! ฝึกยิ้มสินะ

สุดะ: ใช่แล้ว คาบตะเกียบแล้วก็ร้องเพลง “Dear my teacher

ยูริอะ: เต้นไปน้ำลายหกไป โดยเฉพาะยัยนี่

สุดะ: ไม่หกเว่อร์ขนาดนั้นซะหน่อย!

ยูริอะ: ความประทับใจแรก คือ “คนที่ขี้แย ชอบทำน้ำลายหกบ่อยๆ”

สุดะ: จำได้หลายเรื่องเลยนะ!

ยูริอะ: แม้ทุกวันจะต้องไปซ้อม แต่ก็สนุกมาก

สุดะ: ทุกคนต้องมาล้อมวงคุยกันว่าทำไมพวกเราถึงยังทำได้ไม่ดี แต่คุยยังไม่ทันรู้เรื่องพวกอิมาเดะ (ไม) ก็วิ่งไปเข้าห้องน้ำแล้ว

ยูริอะ: นอกจากอิมาเดะกับชาวาโกะ (ฮาตะ ซาวาโกะ) ก็ยังมีเด็กอีกหลายคนที่รู้สึกประหม่าตลอด ไม่ต้องพูดออกมาแค่ท่าทางของพวกเธอก็รู้สึกได้แล้ว แต่คงเพราะพวกเราทะเลาะกันแบบนี้แหละมั้งถึงออกมาดี ไม่ว่าจะเถียงกันยังไงสุดท้ายเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ดีที่สุด

- ใน LINE มีกรุ๊ปรุ่น 3 มั้ยครับ?

สุดะ: มีค่ะ

ยูริอะ: เวลาวันเกิดใครก็จะอวยพรกันใน LINE ค่ะ แต่ทุกครั้งจะลืมวันเกิดของยามาดะ เอริกะ (วันที่ 26 เดือน 12) ตลอดเลย (หัวเราะ)

- เพราะสิ้นปีเป็นช่วงที่ทุกคนยุ่งนี่นา (หัวเราะ)

ยูริอะ: ใช่ค่ะ จริงสิ เวลาที่ตัวเองรู้สึกเครียดๆฉันก็จะหยิบDVD สเตจ “Party ga hajimaru yo” ออกมาดูค่ะ บนปกเขียนไว้ว่า “เวลาที่ตัวเองลำบากมากๆให้กลับไปดูสเตจเริ่มต้น” ฉันเก็บไว้อย่างนั้นล่ะ!

- อย่างงั้นเหรอครับ!

ยูริอะ: ในตอนนั้นเราก็ร้อนแรงแบบนี้แหละค่ะ ตอนนั้นทุกคนน่ะทำไปโดยคิดว่า “พวกเราต้องเอาชนะทีมSให้ได้” พอมาคิดดูตอนนี้ จริงๆตอนนั้นสเตจปาร์ตี้ฯของพวกเราไม่ได้เฉียดใกล้ระดับนั้นเลยแม้แต่น้อย (หัวเราะ)

สุดะ: ยังรู้สึกอีกว่า “สุดยอดแล้ว!” ด้วยนะ รู้สึกว่านั่นคือขั้น max ของตัวเองแล้ว

ยูริอะ: นั่นสิน้า แผ่น DVD ช่วงเวลานั้นกับแผ่น DVD ช่วงที่ร้องแรงมากได้เป็นเซนเตอร์ทีม S ที่เมื่อกี้พูดถึงอ่ะ เป็น 2 แผ่นที่ฉันเก็บไว้อย่างดีเลย

สุดะ: เป็นสิ่งที่อยากเก็บไว้กับตัวไปตลอดชีวิตเลยเนอะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็พยายามต่อไปได้

ยูริอะ: เป็นภาพในช่วงที่กำลังรุ่งของฉันล่ะ

- งั้นช่วยออกแผ่น DVD แผ่นที่3 ที่เป็นช่วงที่กลับมารุ่งด้วยนะครับ! วันนี้ขอบคุณที่สละเวลานะครับ!


blogged by 91

[91][bsummary]

Translation

[Translation][bsummary]

Subtitle

[subtitle][bsummary]

Update

[SKEUpdate][bsummary]