วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

สัมภาษณ์พิเศษ สุดะ อาคาริ & โซวดะ ซารินะ X บัลเล่ต์ (Melos Web Magazine)

คอลัมน์ ไอดอลกับกีฬาและวัยเยาว์ ตอนที่ 8สัมภาษณ์พิเศษ SKE48 สุดะ อาคาริ & โซวดะ ซารินะ x บัลเล่ต์(ครึ่งแรก)


คอลัมน์ ไอดอลและกีฬาและวัยเยาว์ เป็นบทสัมภาษณ์ที่จะมาพูดคุยกับไอดอลผู้ซึ่งเคยมีประสบการณ์ในการเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องความทรงจำและเสน่ห์ของการแข่งกีฬา

ในตอนที่ 8 นี้ เราได้สัมภาษณ์พิเศษกับสุดะ อาคาริและโซวดะ ซารินะแห่ง SKE48 ซึ่งมีฐานอยู่ในนาโกย่า ที่จริงแล้วทั้ง 2 คน มีประสบการณ์ในการเต้นคลาสสิคบัลเล่ต์มาเหมือนกัน อีกทั้งยังเป็น "คามิไทโอ" ในงานจับมือและได้ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆของงานเลือกตั้งเซมบัตสึ AKB48 ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง เหมือนๆกันด้วย

สิ่งที่ได้เรียนรู้ในคลาสสิคบัลเล่ต์สามารถนำมาใช้กับการเป็นไอดอลได้อย่างไร ในครึ่งแรกนี้ เราได้พูดคุยถึงจุดเริ่มต้นและความทรงจำในช่วงเวลาที่ต้องผ่านการฝึกซ้อมอันเข้มงวด


วัยเยาว์ที่วนอยู่กับบัลเล่ต์เพราะความหลงใหลใน Toe shoes (รองเท้าบัลเล่ต์)



- โซวดะซัง ในบทสัมภาณ์เมื่อปี 2015 ได้พูดไว้ว่า "สุดะซังเป็นเหมือนอาจารย์" สินะครับ

แซลลี่: เป็นรุ่นพี่ที่นับถือที่สุดเลยค่ะ ตอนที่ฉันเข้า SKE48 ได้มาอยู่ทีมเดียวกับอาคาริซัง แต่ตั้งแต่ตอนนั้นเธอก็เป็นเซมบัตสึประจำของกรุ๊ปแล้ว ในงานเลือกตั้งเองก็ติดเซมบัตสึ สุดยอดมากเลยค่ะ พอได้เห็นเธอแบบนั้น ก็คิดว่า "ถ้าเราพยายามเหมือนอาคาริซัง เราอาจจะได้เป็นเซมบัตสึบ้างก็ได้" แล้วก็พยายามมาแบบนั้น

ดาสุ: ฉันเองที่มาถึงตรงนี้ได้เพราะมองหลังของรุ่นพี่ที่เก่งๆมาเหมือนกัน รุ่นน้องทุกคนเองก็พยายามกันอย่างสุดชีวิต เพราะงั้นฉันก็ต้องยึดไว้ให้มั่น

- ความพยายามของทั้งสองคนกลายเป็นแรงบวกจนผลิดอกออกผลสินะ รู้สึกได้เลยว่าที่มาของความแข็งแกร่งที่ทำให้พยายามมาอย่างต่อเนื่องได้ก็คือประสบการณ์จากคลาสสิคบัลเล่ต์ วันนี้เลยอยากทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนอื่น ไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวจุดประกายให้เริ่มเต้นคลาสสิคบัลเล่ต์ครับ? เริ่มจากสุดะซังก่อน

ดาสุ: ฉันน่ะ ตอนอายุ 5 ขวบ คุณยายแนะนำว่า "มันจะทำให้เราดูดีขึ้น" เลยเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนบัลเล่ต์แห่งนึงที่เปิดสาขาอยู่ แต่แรกๆมันไม่สนุกเลยค่ะ ฝืนๆเรียนไป ถึงขั้นบางทีก็บ่นกับคุณพ่อคุณแม่ว่า "เสียค่าเรียนเปล่าๆน่า" (หัวเราะ)

- แต่ถึงอย่างนั้น ตอนอยู่ม.4 ก็ได้อันดับ 2 ในการแข่งระดับประเทศมาด้วย (ไม่มีคนได้อันดับ 1) ทำไมถึงตัดสินใจเต้นต่อล่ะครับ?

ดาสุ: ตอนอยู่ป.ได้มีการแสดงพร้อมกับห้องเรียนห้องอื่น ตอนนั้นฉันตกหลุมรักท่าทางการยืนอันงดงามของพี่สาวชั้นม.1ที่ได้เจอกันที่นั่นค่ะ แม้ฉันเองจะใส่ Toe Shoes อยู่แต่ก็คิดว่า "เท่ชะมัดเลย! อยากลองใส่คู่นั้นอ่ะ" แต่ว่า ชั้นเรียนของฉันถ้ายังไม่ป.4 ก็จะไม่ให้ใส่ Toe Shoes เพราะงั้นเลยพยายามต่อจนกว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้น

- อย่างงี้นี่เอง

ดาสุ: ระหว่างนั้น ก็ได้ไปซ้อมที่ศูนย์ใหญ่ของโรงเรียนบัลเล่ต์กับเพื่อนๆด้วย แต่ว่าตามไม่ทันเลยสักนิด ตอนนั้นเองที่นิสัยไม่ชอบความพ่ายแพ้ของฉันมันเริ่มร้อนแรงขึ้น (หัวเราะ)

- และแล้วช่วงวัยเยาว์ก็วนอยู่กับบัลเล่ต์สินะ

ดาสุ: ใช่ค่ะ คิดถึงแต่เรื่องบัลเล่ต์จริงๆ เพราะอยากมีความมั่นใจเลยเรียนรู้จากเด็กคนอื่น ตั้งแต่ขึ้นชั้นมัธยมก็ไปเรียนทั้งคลาสเด็กประถม เรียนทั้งคลาสตัวเอง แล้วก็คลาสอื่นๆด้วย เอาแต่เต้นตลอดเลย เรียนมาเรื่อยๆจนมาเข้า SKE48 รวมแล้ว 13 ปีได้ค่ะ

- สุดยอดเลยนะครับ ว่าแต่ที่สุดะซังจดบันทึกเรื่องแฟนๆที่มางานจับมืออยู่เสมอหรือที่ร่ำลือกันว่าเป็น "ดาสุโน๊ต" นั้น สมัยที่ฝึกซ้อมบัลเล่ต์ก็มีจดบันทึกเหมือนกันมั้ยครับ?

ดาสุ: เรื่องนั้น คุณครูเป็นคนแนะนำค่ะว่า "จดบันทึกการซ้อมสิ" แต่เพราะเป็นพวกทำอะไรได้ไม่นานก็เลยไม่ได้จดต่อ จดไปได้แต่ 3 หน้าโน๊ตนั่นก็โดนทิ้งไว้ที่บ้านแล้ว (หัวเราะ)


ซ้อม 5 วันต่อสัปดาห์เพื่อจะเข้าคณะละครเวทีทาคาระซึกะ



- ต่อไป คราวนี้โซวดะซังช่วยบอกจุดประกายที่ทำให้มาเริ่มเต้นบัลเล่ต์หน่อยครับ

แซลลี่: ฉันน่ะ ตอนเด็กร่ายกายไม่แข็งแรงน่ะค่ะต้องเข้าออกโรงพยาบาลและผ่าตัดอยู่หลายครั้ง ตอนนั้นเองคุณหมอก็แนะนำมาว่า "ออกกำลังกายสิอะไรก็ได้" แต่เพราะยุ่งอยู่กับการเรียน ก็เลยซ้อมแค่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ตอนนั้นไม่ได้จริงจังอะไรเท่าไหร่ ตอนม. 3 ก็เคยเลิกไปครั้งนึง เพราะต้องสอบเข้าม.ปลายมันไม่ง่ายที่จะทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ช่วงเข้าม.ปลายคนก็เลิกเรียนกันไปเยอะค่ะ

- แล้วทำไมถึงไม่เลิกไปเลยล่ะครับ?

แซลลี่: ตั้งแต่เข้าม.ปลายก็ติดละครเวทีทาคาระซึกะค่ะ ตอนแรกๆแค่ได้ดูก็พอใจแล้ว แต่ความรู้สึกที่อยากจะไปอยู่ฝั่งคนแสดงมันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็อยากจะเข้าโรงเรียนการแสดงทาคาระซึกะ แต่ว่าบัลเล่ต์เป็นวิชาที่จำเป็นในการสอบเข้า ก็เลยต้องซ้อมแม้จะไม่ชอบก็ตาม หลังจากนั้นก็ย้ายมาเรียนคลาสบัลเล่ต์เพื่อการสอบและเริ่มซ้อมหนัก 5 วันต่อสัปดาห์

- แล้วในการสอบคุณไปได้ถึงรอบไหนครับ?

แซลลี่: ได้เข้าไปถึงรอบสุดท้ายค่ะ ทุกๆปีจะมีออกข่าวตอนประกาศรายชื่อคนที่สอบผ่านแล้วดีใจกันใช่มั้ยล่ะคะ ฉันก็อยู่ที่นั่นด้วย แต่ว่าก็ไปถึงแค่ตรงนั้น ฉันไม่ได้รับเลือกค่ะ

ดาสุ: ถึงอย่างนั้นแต่เข้าไปถึงรอบสุดท้ายก็สุดยอดแล้วนะ!

แซลลี่: แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าที่ไม่ผ่านตอนนั้นคงเป็นโชคชะตาน่ะค่ะ

ดาสุ: ใช่แล้ว ถ้าผ่านก็คงไม่ได้มาเข้า SKE48 สิเนอะ


การซ้อมบัลเล่ต์นั้นหนักกว่าที่เราเห็น



- แล้วต้องซ้อมอะไรยังไงกันบ้างครับ?

ดาสุ: การซ้อมหลักๆมี 2 อย่างค่ะ อย่างแรกคือการซ้อมกับบาร์เพื่อเช็คพวกท่าเบสิค ส่วนอีกอย่างคือซ้อมเซนเตอร์เป็นการซ้อมจริงที่ตรงกลางของห้อง

- ฟังดูง่ายนะครับ

แซลลี่: การจะเต้นให้สวย ท่าพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญค่ะ เพราะงั้นเลยต้องซ้อมแบบเดิมไปมาหลายๆรอบเพื่อเช็คท่าแต่ละท่า

ดาสุ: แต่ว่า เวลาบางทีที่คุณครูหยุดแล้วมีครูมาสอนแทนน่ะมันก็จะป่วนๆนิดๆใช่มั้ย?

แซลลี่: เข้าใจเลยล่ะ! ครูแต่ละคนก็จะเต้นต่างกันใช่มั้ยล่ะ แล้วถ้าเต้นพร้อมกับเปียโนสดๆจะเต้นด้วยอารมณ์อีกแบบเลยก็ได้

- บัลเล่ต์มักคู่กับความเจ็บปวด อย่างการลงน้ำหนักที่ปลายเท้า เรื่องพวกนี้จะค่อยๆชินไปเองเหรอครับ?

แซลลี่: เจ็บตลอดแหละค่ะ ขาพลิกขาแพลงก็เป็นเรื่องปกติ แต่เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วเราก็จะค่อยๆเลิกใส่ใจกับมันค่ะ

ดาสุ: ร่างกายต้องรับภาระหนักเป็นเรื่องปกติธรรมดาค่ะ การจะทำอะไรบางอย่างให้ดี ฉันว่ามันก็ต้องมีเจ็บปวดบ้าง งานไอดอลในตอนนี้แม้จะมีเรื่องยากลำบากบ้างก็จะรู้สึกว่า "เอาน่า ก็งี้แหละ"

- ได้มีเล่นเทรนนิ่งกล้ามเนื้อบ้างมั้ยครับ?

ดาสุ: สำหรับฉัน จำไม่ได้ว่ามีนะคะ แต่รู้ตัวอีกทีก็เริ่มมีกล้ามแล้ว ตอนนั้นเปอร์เซ็นไขมันในร่างกายนี่เลขตัวเดียวเองค่ะ รู้สึกจะ 7% มั้ง?

- สุดะซังในรายการสารคดีก็โชว์รูปตอนผอมด้วยนี่ครับ

ดาสุ: แต่ว่าตอนนั้นไม่ได้รู้สึกเลยค่ะว่าตัวเองผอม ข้าวก็กินเยอะ แกะมันฝรั่งทอดกินทุกวัน (หัวเราะ) แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อ้วน แล้วก็จะถูกถามเป็นปกติว่า "ทำไมถึงผอมอย่างนี้ล่ะ?" พอเลิกเต้นบัลเล่ต์แล้วก็อ้วนขึ้นทันทีเลย ตกใจมากเลยค่ะ

แซลลี่: ขนาด SKE48 เต้นเยอะมากๆก็ยังไม่ผอมเลยเนอะ ฉันเองตอนที่เต้นบัลเล่ต์ก็ผอมกว่าตอนนี้ตั้ง 8 กิโลแน่ะ

- ท่าเต้นบัลเล่ต์ใช้พลังงานเยอะสินะครับ

ดาสุ: ฉันว่าคงเพราะแม้แค่จะรักษาตำแหน่งยืนให้อยู่ แรงขาแรงแขนก็ยังผ่อนไม่ได้เลย กล้ามเนื้อข้างในก็ต้องใช้ด้วย เป็นสภาพแบบว่ากล้ามเนื้อหลังก็ต้องตรงน่ะค่ะ

- แน่นอนว่าท่าทางของทั้งสองคนดูดีมากเลยครับ

ดาสุ: นั่นสินะ เรื่องท่าทางมักจะได้รับคำชมบ่อยๆ คงเป็นเพราะได้เรียนบัลเล่ต์ล่ะมั้งคะ

แซลลี่: ตอนเป็นนักเรียนแม้แต่ครูใหญ่ยังชมเลยค่ะ

ดาสุ: อ๊ะ ฉันก็เหมือนกัน! ฉันถูกชมว่าโค้งทักทายได้สวยล่ะ (หัวเราะ)



---------------------------------------------------


คอลัมน์ ไอดอลและกีฬาและวัยเยาว์ ตอนที่ 8สัมภาษณ์พิเศษ SKE48 สุดะ อาคาริ & โซวดะ ซารินะ x บัลเล่ต์(ครึ่งหลัง)





การลองผิดลองถูกในการแข่งขันและงานแสดงโชว์



- คนที่จะได้ไปแข่ง เลือกจากคนที่ทำได้ดีในตอนซ้อมแต่ละวันหรือเปล่าครับ?

ดาสุ: โดยทั่วไปก็ใช่ค่ะ โรงเรียนบัลเล่ต์ของฉันน่ะคุณครูจะจัดอันดับในตอนซ้อมเซนเตอร์ จะเห็นความสามารถที่แท้จริงของแต่ละคนได้ง่ายมาก ในทุกๆคลาสคนที่จะมายืนตำแหน่งเด่นก็จะเปลี่ยนไป

แซลลี่: เอ๊ะ น่ากลัวอ่ะ...!

ดาสุ: ฉันน่ะตามหลังคนอื่นๆอยู่ แรกสุดก็เลยโดนจับไปอยู่ข้างหลัง เพราะงั้นฉันเลยซ้อมเอาเป็นเอาตายคิดว่าจะต้องเป็นเซนเตอร์ให้ได้ เวลามองเด็กที่เก่งที่สุดก็จะมองหาว่ามีตรงไหนที่ไม่เหมือนกับตัวเองแล้วก็ศึกษา แบบว่า "ไม่เหมือนกันตรงไหนนะ?" "จะทำยังไงให้ออกมาดูสวยงามกว่าเด็กคนนั้นได้นะ?" ดังนั้นตอนที่ได้รับเลือกให้ยืนตำแหน่งเซนเตอร์จริงๆก็เลยดีใจมาก ก็ประมาณ 2-3 ปีค่ะ หลังจากที่เริ่มพยายามมา

แซลลี่: ที่ๆฉันเรียน ในการซ้อมเซนเตอร์ไม่ได้มีกำหนดตำแหน่งยืนเป็นพิเศษค่ะ แต่คุณครูบอกว่า "มายืนตรงกลางข้างหน้าสิ" ตอนที่เพิ่งเข้า SKE48 มาก็เหมือนกัน คุณครูสอนเต้นก็พูดแบบเดียวกัน เพราะงั้นเลยคิดว่าทั้งบัลเล่ต์และไอดอล การแสดงอารมณ์และท่าทางออกมาให้เห็นเป็นสิ่งสำคัญค่ะ

- คลาสสิคบัลเล่ต์น่ะ นอกจากการแข่งขันแล้วก็มีการแสดงโชว์ด้วยใช่มั้ยครับ?

แซลลี่: คลาสที่ฉันเรียนจะจัดปีละครั้งในห้องเรียนค่ะ ถึงจะไม่ได้จัดใหญ่โตแต่ว่าเด็กเก่งๆก็จะได้โซโล่ เพราะงั้นเลยพยายามซ้อมโดยตั้งเป้าที่ตรงนั้น ตอนม. 2 ได้รับบทเป็นกามเทพในเรื่อง "Don quixote" ดีใจมากๆเลยค่ะ

ดาสุ: ส่วนโรงเรียนที่ฉันเรียน แต่ละสาขาจะมาจัดงานแสดงร่วมกันค่ะ แล้วก็ยังได้แสดงร่วมกับพวกผู้ใหญ่พร้อมวงออเคสตร้าสดๆด้วยค่ะ พอคนที่อยากไปออกส่งชื่อไป ก็จะเขียนประกาศว่าใครได้รับบทไหนบนผนัง มีครั้งนึงตอนม.1 ฉันได้รับบทสวอนฮิลด์ในเรื่อง "Coppelia" ตอนนั้นรู้สึกเหมือนได้อยู่จุดสูงสุดเลยค่ะ (หัวเราะ)




- เมื่อได้รับบทดีๆคุณพ่อคุณแม่ก็ดีใจสินะครับ

ดาสุ: ดีใจมากๆเลยล่ะค่ะ! ทั้งญาติๆทั้งเพื่อนๆก็มาดูกันเยอะเลย

แซลลี่: ทุกคนน่ะจะเอาดอกไม้มาให้ด้วย แล้วเราก็ให้เขาด้วยเหมือนกัน

ดาสุ: แม้จะดีใจมากที่ได้แสดง แต่มีครั้งนึงที่ฉันพูดจาแย่ๆกับคุณแม่ ตอนนั้นเพื่อไม่ให้การแสดงจริงออกมาแย่ ฉันถือเคล็ดหลายๆอย่างค่ะ เช่น ก่อนจะออกไปแสดงจะลูบตุ๊กตาช้างก่อน แต่ก็มีเต้นพลาดไปครั้งนึง ฉันก็ดันไปโทษว่า "เพราะแม่มาดูก็เลยทำพลาด" แล้วก็ไปพูดจาแย่ๆใส่คุณแม่ว่า "วันหลังไม่ต้องมาดูเลยนะ!" เพราะทำตัวแบบนั้น ทำให้ไม่ได้คุยกันไปพักนึงเลยค่ะ

แซลลี่: เรื่องนั้น คุณแม่ฉันจะเป็นประเภทเลือกคำพูดได้ดีค่ะ เคยมีบอกว่า "ถึงซารินะจะกระโดดได้สูงเด่นกว่าคนอื่น แต่ดูไม่เข้ากับคนรอบๆเลยอ่ะ ได้เต้นเดี่ยวๆก็คงดีเนอะ" (หัวเราะ) ตอนนั้นน่ะ คุณครูก็พูดเหมือนกันว่า "เหมือนเข้าไปอยู่ในอีกโลก เต้นอยู่คนเดียว เข้าไปอยู่ในโลกของตัวเองเหมือน 'หญิงสาวที่อยู่ในฝัน' เลยนะ" ที่เป็นคนแปลกๆเนี่ยแม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ค่ะ (หัวเราะ)

ดาสุ: ได้ยินแบบนั้นแล้วฉันก็วางใจ ซารินะยังเป็นเหมือนเดิมสินะ (หัวเราะ) แต่ว่า SKE48 น่ะก็มีส่วนที่ถูกสร้างจากเรื่องแบบนี้ เพราะยิ่งแต่ละคนพยายามมากเท่าไหร่ เมมเบอร์คนอื่นๆก็จะพยายามมากขึ้นเท่านั้น

แซลลี่: การที่แต่ละคนโดดเด่นในเรื่องต่างๆกันเป็นสีสันของ SKE48 เนอะ!

ดาสุ: ใช่แล้ว แม้การมานั่งจับผิดท่าเต้นกันเยอะเกินไปจะไม่ดีก็เถอะ (หัวเราะ)


ได้เรียนรู้การเอาตัวรอดในสังคมแห่งการแข่งขันผ่านการเต้นบัลเล่ต์



- ทั้ง 2 คนเอาชนะการแข่งขันที่ดุเดือดภายในกรุ๊ปมาได้ คิดว่าอาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ได้รับจากบัลเล่ต์หรือเปล่าครับ?

ดาสุ: นั่นสินะคะ ไม่นานมานี้ในซิงเกิ้ลจบการศึกษาของวาตานาเบ้ มายุซัง "11 gatsu no anklet" ก็ได้ไปถ่าย MV ด้วย และเพราะ "เต้นบัลเล่ต์ได้" ก็เลยได้ถ่ายซีนโซโล่ คนที่ได้ซีนโซโล่นอกจากมายุซังก็มีแค่ฉันคนเดียว เพราะแบบนั้นก็มีบ่อยเหมือนกันที่รู้สึกว่า "ดีจังเลยนะที่ได้เรียนบัลเล่ต์" น่ะค่ะ

- อย่างงี้นี่เอง

ดาสุ: อีกอย่าง ตอนที่เรียนบัลเล่ต์ก็เคยซ้อมเพื่อจะไล่ตามคนอื่นให้ทันมาแล้ว ดังนั้นเลยมั่นใจว่าฉันซ้อมด้วยตัวเองมามากกว่าใคร โดยเฉพาะตอนแรกเริ่มที่ไม่มีประสบการณ์ในการเต้นเลย ฉันก็ซ้อมเอาเป็นเอาตายเพื่อให้เห็นผลออกมาให้ได้

- โซวดะซังเองก็ไต่ขึ้นมาจากการเป็นดราฟต์ที่ถูกเลือกในรอบที่ 5 คงจะมีอะไรในใจใช่มั้ยครับ?

แซลลี่: "อย่าทำตามคนอื่น" เรื่องนี้เป็นสิ่งที่คุณครูสอนบัลเล่ต์สอนมาค่ะ แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเตือนตัวเองอยู่ตลอด อย่างเช่น การลองแต่งคอสเพลย์ในงานจับมือ อะไรอย่างนี้

ดาสุ: อ๊ะ ฉันจำได้! พวกชุดกี่เพ้า ชุดนางพยาบาลสินะ

แซลลี่: ตอนนั้นยังไม่มีเมมเบอร์คนไหนเคยทำเลย ฉันก็ปรับปรุงอะไรหลายๆอย่างตามเสียงตอบรับจากแฟนๆ

- ไม่ใช่แค่ให้ความพร้อมเท่านั้น แต่ที่จริงยังสามารถใช้เทคนิคและร่างกายแบบบัลเล่ต์มาโชว์ได้ด้วย อย่างเช่น สุดะซังที่ดังจากการแข่งขันตัวอ่อนในตอน "การต่อสู้ชิงตำแหน่งราชินีตัวอ่อนอันดับ 1" ของรายการ Kanjani no shiwake (ช่อง TVasahi)

ดาสุ: ใช่ค่ะ ถึงจะผ่านมาเกิน 3 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีคนพูดว่า "อ๊ะ คนตัวอ่อนนี่" อยู่เลย

แซลลี่: อันนี้ฉันก็ได้ดูอยู่ที่บ้านด้วยค่ะ ถึงตอนนั้นจะยังไม่ได้เข้า SKE48 แต่ก็จำได้เพราะมันอิมแพ็คมากๆเลย

- นอกจากนี้ ในเพลง "Kodoku na Ballerina" ของ SKE48 ก็มีพาร์ทที่ต้องเต้นเดี่ยวๆในชุดบัลเล่ต์ด้วย ท่อนนั้น ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์คงจะยากนะครับ

ดาสุ: อันที่จริง "Kodoku na Ballerina" น่ะ เกิดขึ้นเพราะเผอิญว่าเมมเบอร์ที่ได้รับบทในเพลงนี้เคยเรียนบัลเล่ต์ค่ะ เพราะงั้นฉันเลยพลอยได้รับโอกาสที่จะโชว์ไปด้วย เป็นเพลงที่น่าจดจำมาก ด้วยความที่มันมีความทรงจำแบบนั้น แน่นอนว่าคนที่ไม่มีประสบการณ์มาเล่นก็อาจจะดูอึดอัดก็ได้นะ

แซลลี่: ไม่ว่าจะจำท่าได้มากแค่ไหนแต่ท่าทางของคนที่มีประสบการณ์กับไม่มีก็จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่จริงแล้วฉันน่ะ พอได้เข้า SKE48 ปุ๊บก็ไปคุยกับคุณครูสอนเต้นเลยว่า "ฉันอยากเล่นตำแหน่ง Ballerina ค่ะเพราะเคยเต้นบัลเล่ต์มาก่อน" แล้วก็เลยได้รับโอกาสให้แสดงในสเตจที่เธียเตอร์ ผลคือมันทำให้แฟนจำฉันได้ว่า "อ๊ะ เด็กที่เป็น Ballerina นี่นา"

ดาสุ: aggressive ตั้งแต่เริ่มเลยสินะ

- พูดถึง "Kodoku na Ballerina" การหมุนตัวต่อเนื่อง 100 เมตรบนทางเดินแคบๆในคอนเสิร์ตของสุดะซังก็เป็นที่เลื่องลือมาก


ดาสุ: ทางตรงนั้นรู้สึกจะสูงประมาณ 3 เมตรค่ะ แล้วทางมันก็แคบมาก ฉันกลัวมากเลย หลังซ้อมเสร็จก็ร้องไห้ใหญ่เลยล่ะ

- แฟนๆพูดถึงกันมาก แต่เบื้องหลังเป็นแบบนี้เองสินะครับ

แซลลี่: ฉันอยู่ที่ชั้น 2 ของเวที ก็คิดอยู่เหมือนกันว่า "สุดะซัง ดีจัง..." (หัวเราะ) แต่ฉันคิดว่าถ้าตัวเองต้องทำคงจะกลัวมากๆเหมือนกันค่ะ


ไม่ว่าจะอย่างไร ก็อยากจะเต้นบัลเล่ต์ต่อไป



- คำถามสุดท้าย ต่อจากนี้ยังอยากจะเต้นบัลเล่ต์ต่อไปมั้ยครับ?

ดาสุ: อยากเต้นต่อไปเพื่อรักษารูปร่างค่ะ ปีที่แล้วได้ซ้อมหลังจากไม่ได้ซ้อมมานาน มันสนุกมากเลยล่ะ แต่เปลี่ยนชุดลำบากชะมัด (หัวเราะ) แล้วก็ ฉันไม่ค่อยชอบตัวเองตอนใส่ชุด leotard (ชุดรัดรูปชิ้นเดียวทั้งตัว) เท่าไหร่ เพราะงั้นตอนนี้ก็ซ้อมบาร์กับกำแพงที่บ้านอยู่ค่ะ

แซลลี่: ก่อนหน้านี้ฉันได้ไปเข้าคลาสบัลเล่ต์และแจ๊สแดนซ์มาค่ะ เดิมทีตัวฉันก็แข็งอยู่แล้ว แล้วนี่ยังแข็งกว่าเดิมอีก ลำบากมากเลยล่ะ รู้สึกเหมือนร่างกายมันหนักขึ้นๆ (หัวเราะ)

ดาสุ: บัลเล่ต์น่ะ ว่ากันว่าถ้าหยุดไป 1 วันต้องใช้เวลารื้อฟื้นถึง 3 วันนะ

แซลลี่: นี่ก็ไม่ได้เล่นมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนได้...(หัวเราะ) แต่ว่า ไม่ว่าจะยังไง ก็อยากจะเต้นบัลเล่ต์ต่อไปค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

แผนเดทของมัตสึอิ จูรินะ "ไปที่หนาวๆแล้วก็พันผ้าพันคอผืนยาวด้วยกันสองคน" Shukan FLASH 6 Mar'18



https://smart-flash.jp/entame/36932

10 ปีแล้วตั้งแต่เดบิวต์ในฐานะรุ่น 1 ของ SKE48 เด็กผู้หญิงประถม 6 ได้เติบโตมาเป็นหญิงสาวอายุ 20 ปีแล้ว มัตสึอิ จูรินะได้คุยกับเราดังนี้

"ฉันยังไล่ตามหลังพวกพี่สาวอยู่หลัดๆ แต่พอรู้สึกตัวอีกทีตัวเองก็กลายเป็นพวกรุ่นพี่แล้ว เวลาเห็นท่าทางเด็กๆกำลังกลุ้มใจ ภาพของตัวเองสมัยก่อนก็จะซ้อนเข้ามา เวลารับฟังเรื่องกลุ้มใจ ยื่นมือเข้าไปช่วย บางทีก็จะย้อนนึกถึงความรู้สึกตอนแรกเริ่ม ในแง่นั้นจึงถือว่าอายุ 20 เป็นปีที่ได้เริ่มอะไรใหม่ๆค่ะ"

ธีมการถ่ายทำคราวนี้คือ "Night Date" แผนเดทของจูรินะแบบผู้ใหญ่ๆคือ...

"ฉันชอบ illumination(งานแสดงแสงไฟ) มากเลยค่ะ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยไปเลย อยากไปที่ๆมีวิวสวยๆตอนกลางคืน แล้วเวลาหนาวๆก็พันผ้าพันคอผืนยาวด้วยกันสองคน (หัวเราะ)
"เรื่องที่ดูเหมือนอยู่ในมังงะ" แบบนี้ถึงจะดูบ๊องๆ แต่ว่าเพราะมันน่าเขินดีก็เลยไม่เป็นไรค่ะ ฉันชอบเวลาได้เห็นใบหน้าที่เขินอายของอีกฝ่าย อย่างในงานจับมือเวลาเจอแฟนๆที่ขี้อาย ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็รู้สึกชอบใจ"

สิ้นปี 2017 วาตานาเบ้ มายุ และฤดูใบไม้ผลิปี 2018 คิตาฮาร่า ริเอะจะจบการศึกษา การประกาศจบการศึกษาของอิโคมะ รินะ โนกิซากะ46ก็เป็นที่สนใจของผู้คน แล้วตัวเธอเองรับมือกับการจบการศึกษาอย่างไร?

"ได้อำลาเมมเบอร์มาแล้วไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แต่ก็ไม่ชินสักทีค่ะ เหงาจริงๆ ตัวฉันเองยังไม่ได้คิดถึงเวลาที่จะจบการศึกษา แต่เมื่อเดือน 11 ปีที่แล้ว (โอยะ) มาซานะซึ่งอยู่รุ่นเดียวกันได้จบการศึกษาไป รุ่น 1 ก็เหลือฉันแค่คนเดียว
เมื่อไม่มีคนที่ถึงจะไม่พูดอะไรแต่แค่สบตาก็เข้าใจความรู้สึกกันอย่างเมมเบอร์รุ่นเดียวกันแล้ว มันเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันรู้สึกว่า "สักวันเวลาที่ฉันก็จะต้องจบการศึกษาก็คงจะมาถึงเหมือนกัน" "

ท้ายสุด เมื่อเธออายุ 21 ปีในวันที่ 3 เดือน 8 เธอก็ได้พูดถึงความฝันที่อยากให้เป็นจริง

"ในส่วนของวง อยากจัดคอนเสิร์ตที่นาโกย่าโดมค่ะ ส่วนของตัวเอง ปีนี้ถ้าได้อันดับ 1 ในงานเลือกตั้งจะดีใจมากค่ะ! บางครั้งฉันก็ขี้ขลาดเพราะใส่ใจกับสิ่งรอบข้างมากเกินไป บางครั้งก็ไม่ได้พูดความรู้สึกที่อยู่ในใจออกไปตรงๆ แต่ตอนงานเลือกตั้งเมื่อสองสามปีก่อน คำพูดของแฟนๆที่บอกว่า "ฉันอยากสนับสนุนเธอนะ เพราะงั้นอยากให้เธอบอกความรู้สึกที่แท้จริงออกมาตรงๆ!" เป็นแรงผลักดันให้ฉัน ต้องขอบคุณจริงๆค่ะ ตอนนี้การได้อันดับ 1 ในงานเลือกตั้งคือความฝันของทุกคน! ฉันอยากจะบรรลุเป้าหมายนี้ให้ได้แล้วก็ทำให้ SKE48 เป็นวงที่ได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก!"

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

(91)[100%SKE48 Vol.2] แปลบทสัมภาษณ์ดาสุ (สุดะ อาคาริ)


Work Out ทะลุลิมิต DASU BOOT CAMP 
สุดะ อาคาริ
จนถึงตอนนี้ สุดะ อาคาริได้ก้าวข้ามกำแพงมาแล้วหลายกำแพง ไม่ว่ายังไง ช่วงโมเม้นต์ที่เธอคนนี้เปล่งประกายที่สุดก็คือตอนก้าวข้ามลิมิตนั่นเอง ทัศนคติเช่นนี้ ความกล้าเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย ตอนนี้เป็นอีกครั้งที่สุดะจะท้าทายกับลิมิตใหม่
ไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ทั้งสองทางเลย
- เหนื่อยหน่อยนะครับ (หัวเราะ) ไม่ว่ายังไงสุดะซังก็กล้าที่จะท้าทายเรื่องใหม่ๆตลอด ทัศนคติที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างนี้ เราก็อยากมีบ้างเหมือนกัน
สุดะ: ขอบคุณมากค่ะ! แต่ว่า...ปกติก็คงไม่ทำอะไรอย่างนี้แน่ ระหว่าง(สัมภาษณ์)นี้อย่าใช้คำที่ยกย่องขนาดนั้นเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ฉันดีใจมากที่ได้รับโอกาสนี้ ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นคนที่โชคดีมากเลย ที่จริงฉันคิดว่าตัวเองก็เป็นคนมีกล้ามเนื้อ มีแรงอยู่พอสมควรนะ แต่นี่ทำให้รู้ว่าตัวเองก็ไม่เอาไหนเหมือนกัน
- ไม่ได้เป็นหนักถึงขั้นนั้นซักหน่อย...(หัวเราะ)
สุดะ: ฉันคิดตลอดเลยล่ะว่า “ฉันนี่ ทำอะไรก็ไม่ได้ซักอย่าง” (หัวเราะ) เพราะงั้นเลยรับความท้าทายนี้มาเต็มที่เลยค่ะ
- พูดถึงความท้าทาย สุดะซังเป็นลีดเดอร์ของทีม E ที่เล่นสเตจใหม่ซึ่งไม่มีเพลงของ SKE เลยซักเพลง
สุดะ: จริงๆก็กลัวมากเหมือนกัน เดิมพวกเราคิดเหมือนทีม S ว่าจะเล่นสเตจที่ใช้เพลง SKE เท่านั้น ความจริงก็จัดกลุ่ม setlist เลือกเพลงกันเสร็จแล้วเหลือแค่เรียงลำดับเพลง แต่รู้สึกว่ามันคล้ายกับสเตจทีม S ที่เริ่มเล่นไปก่อนมากๆ ทุกคนก็ตกใจแบบว่า “จริงเหรอ!” (หัวเราะ)
- “ไม่รู้เรื่องเลยนะเนี่ย!?” ใช่มั้ยครับ (หัวเราะ)
สุดะ: เพราะงั้น เลยคุยกันว่า “ถ้าเล่นซ้ำกัน ก็อย่าเลยดีกว่านะ” พอตอนที่ปรึกษากับสตาฟฟ์อีกรอบว่าจะเอาไงดี ตอนนั้นก็มีคนเสนอว่า “ทีมเซอร์ไพรส์ล่ะเป็นไง?” แม้โมเม้นต์นั้นจะตกใจร้อง “เอ๊!!!” ออกมาแต่ก็อยากลองทำดูมากเลยค่ะ การได้ก้าวเข้าไปในที่ๆยังไม่มีใครเคยไปเป็นอะไรที่มีเสน่ห์มากๆ
- นั่นสินะครับ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกกลัวด้วย?
สุดะ: เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยลองทำมาก่อน แล้วก็เป็นสเตจที่มีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่สุดด้วยใช่มั้ยล่ะคะ ตอนแรกสุดขนาดท่าเต้นก็ยังไม่รู้ชัดเจนเลย แล้วยังต้องคิดท่าเพิ่มด้วย พวกแสงไฟก็ต้องเซ็ตใหม่หมด เรียกว่าใช้เวลา ใช้แรงไปกับมันเยอะมาก และเหนือสิ่งอื่นใดคือ กังวลว่าแฟนๆจะงงว่า “เพลงของ AKB เหรอ?” มั้ย
- เพราะพวก “คลั่งเลือดแท้” ก็เหมือนจะมีอยู่ด้วยล่ะนะครับ แต่นั้นมันก็เป็นส่วนที่แข็งแกร่งนะ
สุดะ: นั่นสินะคะ แต่ว่าก็มีความรู้สึกขึ้นมาว่า ยังไงก็ต้องทำ! น่ะค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่เริ่มเห็นว่า “น่าจะทำได้นะ” ฉันก็รู้สึกได้ว่าทุกคนน่ะตื่นเต้นกันมาก อยากให้เอาความรู้สึกแบบนี้มาผูกรวมกันค่ะ
- วันเริ่มเล่นสเตจแรก คิโมโตะ (คาน่อน) ซังก็พูดว่า “อยากให้ทีม E เป็นทีมที่เป็นตัวแทนของ SKE ได้” คำพูดนี้น่าประทับใจมาก ได้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังประกาศว่า SKE48 จะท้าทายต่อไปไม่หยุดยั้งเลย
สุดะ: ใช่ค่ะ! ฉันว่าไม่ว่าอะไรก็ทำได้
- สเตจใหม่ทีม E ก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น แต่รู้สึกว่าทิศทางลมจะเริ่มเปลี่ยนไปอีกแล้ว คุมาซากิ (ฮารุกะ) ซังและฟุรุฮาตะ (นาโอะ) ซังได้ประกาศว่าจะเป็นคนสืบทอดตำแหน่งเซ็นเตอร์ แน่นอนว่าสุดะซังเองก็คงรู้สึกได้ใช่มั้ยครับ?
สุดะ: จะว่ายังดีน้า...ไม่กี่ปีมานี้ ฉันก็เป็นตัวแทนของ SKE48 ยืนอยู่ข้างหน้าพร้อมกับ (มัตสึอิ) จูรินะซัง ก็อาจจะมีถือตัวอยู่บ้าง แม้ยังไม่ถึงขั้นมั่นใจในตัวเองแต่ก็รู้สึกว่าต้องแบกรับความรับผิดชอบอยู่เหมือนกัน ดังนั้นพอได้ยินรุ่นน้องพูดว่า “อยากจะเป็นจูรินะซังคนต่อไป” “อยากจะก้าวข้ามจูรินะซัง” ใจนึงก็คิดว่าพวกเขาพึ่งพาได้จริงๆ อีกใจก็คิดว่า “ถ้าฉันเป็นอีกคนที่พวกเขาอยากก้าวข้ามมั่งก็คงดีน้า” ไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นมันก็รู้สึกแย่นิดหน่อยค่ะ
- โอ้...”ก่อนจะถึงจูรินะซัง ลืมใครไปรึเปล่า?” อะไรประมาณนี้
สุดะ: คิดในใจว่า “ก็ฉันนี่ไง!” ในใจคิดงี้ตลอดเลยค่ะ!
- ย้ำ 2 รอบเลยนะครับ (หัวเราะ) ถ้าทุกคนได้ยินเรื่องพวกนี้ คงตัวสั่นกันหมดแล้ว
สุดะ: ก็อยากลองแกล้งถามพวกเขาดูเหมือนกันว่า “นี่ฉันไม่นับเป็นกำแพงที่อยู่หน้าพวกเธอเหรอ?” (หัวเราะ) แต่ว่าก็อยากให้พวกเขาพยายามให้เต็มที่จริงๆค่ะ ฉันเองก็พร้อมจะแข่งด้วยเหมือนกัน เฮะๆๆ
- ไม่หรอกครับ แบบนี้ถูกต้องแล้ว เราไม่ได้เห็น “Killer สุดะ” มานานแล้ว (หัวเราะ) ไม่รู้ว่าที่พูดหมายความอย่างนี้รึเปล่านะครับ แล้วสุดะซังตอนนี้จับตามองเมมเบอร์คนไหนมากที่สุดครับ?
สุดะ: ใครน้า? แต่นาโอะจังน่ะ ใน “Kin no ai, Gin no ai” มีท่อนที่เราต้องร้องด้วยกัน ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองลอยขึ้นมาเลยล่ะ เดิมฉันก็คิดว่านาโอะจังมีสิ่งที่ทำให้ขนลุกได้เสมอตั้งแต่สมัยเป็นเคงคิวเซย์แล้ว เพราะงั้นพอมองดูเธอแล้วฉันรู้ตัวว่าคงทำได้ไม่ดีเท่านั้นแน่ ก็คิดได้ว่าตัวเองต้องพยายามต่อไป อยากเชื่อมั่นว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ที่สุดของตัวเองค่ะ
- พูดถึงที่สุดของสุดะซัง ที่ผ่านมาก็ก้าวข้ามลิมิตตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งที่ดีดตัวออกไปใช้แรงอย่างมหาศาล ท้าทายกำแพงที่อยู่ข้างหน้ามาเรื่อยๆจนเป็นอย่างทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เหรอครับ
สุดะ: ฮุๆๆ ค่ะ
- จะท้าทายต่อไปหรือจะออกตามหาคุณค่าอื่นๆที่ต่างออกไป ตอนนี้เลือกทางไหนครับ?
สุดะ: เรื่องนี้นะ...เลือกทั้งสองทางเลยค่ะ! ไม่ว่าทางไหนฉันก็จะไม่ยอมแพ้ ไม่อยากให้คนพูดว่า “ไม่เห็นจำเป็นต้องยึดติดกับเซมบัตสึ AKB ก็ได้นี่?” แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจโลกภายนอกนะคะ คือภายในกรุ๊ปก็ตั้งใจพยายาม งานเดี่ยวนอกกรุ๊ปก็ทำไปพร้อมกันด้วย ที่จริงก็มีคนที่ทำแบบนี้ได้อยู่ไม่ใช่เหรอคะ งั้นฉันเองก็ต้องทำให้ได้เหมือนกัน ยังไงก็ไม่ยอมแพ้ค่ะ!

- ขอบคุณมากๆเลยครับ สำหรับคำตอบแบบ 100% สุดะ อาคารินี้!

วันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561

เรียวฮะ "ถึงตายก็จะทำให้ได้" BOMB Feb'18




เพราะว่าชอบไอดอล เลยคิดว่าถึงตายก็จะทำให้ได้

- ปีนี้เป็นปีที่ SKE48 ก่อตั้งมาครบรอบ 10 ปีสินะ

เรียวฮะ: ฉันเข้าวงมาตอนอายุ 14 พริบตาเดียวก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว ได้อยู่ในประวัติศาสตร์ของ SKE ถึงครึ่งนึงเลย พอคิดแบบนั้นก็ตกใจค่ะ

- ใน 5 ปีนี้ รู้สึกจะมีช่วงที่ลำบากมากๆด้วย

เรียวฮะ: 1 ปีที่ผ่านมานี้เป็นปีที่ลำบากที่สุดตั้งแต่เข้า SKE มาเลยค่ะ ทั้งเรื่องที่ได้เป็นลีดเดอร์ทีม S ทั้งเรื่องที่อันดับในการเลือกตั้งไม่ขึ้น ทั้งการที่มีคนสำคัญๆจบการศึกษาไปเยอะ เป็นปีที่มีบททดสอบเข้ามาเรื่อยๆค่ะ

- แต่ถึงอย่างนั้น เหตุผลที่ไม่หนีไปคือ?

เรียวฮะ: เรื่องความถึก ความอดทนฉันถนัดค่ะ พรสวรรค์ก็ไม่มี ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะได้เรื่อง ทำไปด้วยความบ้าบิ่นล้วนๆ คุณพ่อคุณแม่ยังพูดบ่อยๆเลยว่า "มีแต่ความความมานะบากบั่น" (ขำ) แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องหนักแค่ไหน เมื่อเราก้าวผ่านมันมาได้ก็จะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นแบบว่า "ฉันทำได้แล้ว" ประมาณนั้นค่ะ แน่นอนว่าระหว่างทางมันเจ็บปวด แต่ก็ทำแบบนี้มาถึง 5 ปีแล้ว อาจจะกลายเป็นชอบแบบนี้ไปแล้วก็ได้มั้งคะ!? (ขำ)

- เป็นประเภทต้องแบกรับภาระถึงจะมีไฟเหรอครับ?

เรียวฮะ: จะว่าไงดีล่ะ? แต่ว่าฉันไม่ใช่คนที่ชอบริเริ่มทำอะไรเองน่ะค่ะ อาจจะเป็นประเภทที่ถ้าไม่มีภาระกดดันอะไรก็จะไม่ทำล่ะมั้งคะ ตราบใดที่ยังอยู่ใน SKE48 ยังไงก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่เหรอคะ ถ้าฉันจำท่าเต้นไม่ได้ก็จะทำให้คนอื่นลำบาก ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง หรือแม้แต่คุณครูที่สอน เพราะงั้นต้องทำ "ด้วยชีวิต" ถ้าไม่ทำอย่างสุดชีวิตจะเป็นการเสียมารยาทต่อคนอื่นค่ะ

- การเป็นไอดอลที่คุ้มกับการทุ่มเทชีวิตให้นี่ มีด้วยเหรอครับ?

เรียวฮะ: เพราะเดิมฉันชอบไอดอลมาก ก็เลยเข้ามาเป็นไอดอลค่ะ ชอบถึงขั้นที่ว่าถึงตายก็จะทำให้ได้

- จะว่าไป ซิงเกิ้ลแรกฉลองครบรอบ 10 ปี "Muishiki no iro" ก็วางแผงแล้ว

เรียวฮะ: เนื้อเพลงลึกซึ้งมากๆเลยค่ะ ฉันว่าแต่ละคนก็มีมุมมองที่ต่างกันไป แต่ฉันน่ะตีความว่า "ความรู้สึกของแต่ละคนมีสีอยู่ เมื่อลักษณะของทุกคนมารวมกันก็จะเกิดเป็นสีที่พิเศษ" แล้วก็คอสตูมคราวนี้ที่หน้าอกก็มีแผ่นปักชื่อเพลงของ SKE48 3 เพลง ติดอยู่ด้วย ซึ่งตัวเองจะเป็นคนเลือกเพลงที่อยากมาติดเองค่ะ

- แล้วเพลงที่คิตากาว่าซังเลือกคือ?

เรียวฮะ: เพลงที่ได้ติดเซมบัตสึครั้งแรก "Sansei kawaii" เพลงที่ได้เป็นดับเบิ้ลเซนเตอร์ครั้งแรก "12 gatsu no kangaroo" แล้วก็เพลงที่รุ่น 6 ชอบร้องกัน "Mirai to wa?" ทั้งหมด 3 เพลงค่ะ แล้วก็ยังมีความรู้สึกแบบว่าอยากจะทำให้ปีที่ 10 นี้มุ่งไปสู่อนาคตที่เปล่งประกายด้วย ปีนี้อยากจะให้เป็น 1 ปีที่ได้หัวเราะกับแฟนๆทุกคนเยอะๆค่ะ


วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561

(หัวหน้าทาส)[100%SKE48 Vol.2] แปลบทสัมภาษณ์ราระ (โกโต้ ราระ)

สำหรับบทสัมภาษณ์ของราระ เราได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าทาส(มัตเระ)ในการแปลค่ะ
ขอขอบคุณหัวหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย
จะอ่านในนี้หรือตามไปอ่านบล็อกหรูๆของหัวหน้า wms21 ก็ได้ ตาม link ข้างล่างจ้า

[บทสัมภาษณ์] โกโต้ ราระ 100%SKE48 VOL.02 เพื่อให้ “ผู้อื่นสนุกและตัวเองก็สนุก” กระโดดไปเลย ไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้น! 


โกโต้ ราระ


  • ตัวเองเมื่อ 8 ปีก่อน
―สถานที่ถ่ายทำในครั้งนี้คือโอโตโกะซากะตั้งอยู่ที่โอฉะโนะมิซึภายในกรุงโตเกียว ที่ตรงนี้คือทางลาดชันที่มัตสึอิ จูรินะซังวิ่งขึ้นในฉากเปิดของ MV ‘Oogoe Diamond’ เมื่อ 8 ปีที่แล้ว
ราระ :  ค่ะ เคยดู MV เพลงนั้นก็เลยรู้จัก แต่ไม่รู้ชื่อของทางลาดชันตรงนี้เลย
 ―คงคิดว่าพอได้ลองปีนขึ้นมาแล้วน่าจะรู้สึกถึงอะไรบ้างสินะครับ
ราระ :  รู้สึกพิศวงยังไงไม่รู้ค่ะ พอคิดว่า 8 ปีต่อมาตัวเองได้มาวิ่งขึ้นบันไดที่จูรินะซังเคยวิ่งขึ้นไปเมื่อ 8 ปีก่อนแบบนี้… ก็นึกขึ้นมาว่า จูรินะซังก็เคยย่ำเหยียบลงบนบันไดพวกนี้ด้วยเหมือนกันเนอะ
#NOTE ทางลาด ‘โอโตโกะซากะ’ มีความสูงประมาณตึก 4 ชั้น

 ―เมื่อ 8 ปีก่อน ราระซังยังอยู่ป.2 อยู่เลย เป็นเด็กแบบไหนครับ?
ราระ :  ก็ใช้ชีวิตแบบเด็กปกติทั่วไปค่ะ ไปโรงเรียน เรียนเสริมบ้าง….ประมาณนั้น
―เรียนเสริมอะไรบ้างครับ?
ราระ :  คัดลายมือกับเปียโนค่ะ อ๊ะ พอดีตอนนั้นก็เริ่มเล่นกอล์ฟด้วยค่ะ เพราะคุณแม่ไปเรียนกอล์ฟ แล้วคุณครูก็มาทักว่า “ลองเล่นดูมั้ย?” ตรงนั้นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นค่ะ ตอนแรกก็แค่เล่นเอาสนุกเฉย ๆ
―แต่กลับมีพัฒนาการจนทำเบสท์สกอร์ได้ถึง 85 นี่ โลกเราอะไรก็เกิดขึ้นจริง ๆ นะครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นชอบทำอะไรบ้างครับ?
ราระ :  การแสดงบนเวทีค่ะ เริ่มการแสดงบนเวทีมาตั้งแต่ป.2 แต่ตอนนั้นเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยกล้าแสดงออกก็เลยมีแต่ฉันคนเดียวที่ไม่ผ่านออดิชั่นในบทที่อยากเล่น แต่พอปีถัดมาก็ลงออดิชั่นกับเพื่อนแล้วก็ผ่านจนได้บทมาล่ะค่ะ! ตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกสนุกกับการได้ร้องเพลง ได้เต้น ก่อนหน้านั้นฉันเป็นคนขี้อายไม่กล้าออกมายืนต่อหน้าคนอื่นน่ะค่ะ แต่แล้วฉันก็ได้สัมผัสถึงความสนุกในการได้ออกมาทำอะไรต่อหน้าคนอื่นเข้าแล้ว
―จูรินะซังเข้า SKE48 ตอนที่อยู่ป.6 และวิ่งขึ้นทางลาดโอโตโกะซากะ แล้วตอนราระซังอยู่ป.6 เป็นยังไงบ้างครับ?
ราระ :  กำลังอยู่ช่วงวัยต่อต้านเลยค่ะ เอาแต่ดื้อ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่อย่างเดียวเลย
―ไม่พอใจอะไรเหรอครับ?
ราระ :  ก็ฉันตั้งใจจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับทำเหมือนกับฉันเป็นเด็กน่ะค่ะ
―ป.6 ก็ยังเป็นเด็กจริง ๆ นั่นแหละครับ (หัวเราะ) ทำตัวดื้อแบบไหนบ้างครับ?
ราระ :  อันดับแรกเลยก็คือ ปากร้ายมากค่ะ พอมาตอนนี้ก็กลายเป็นมุกตลกของที่บ้านไปแล้ว
―ในวัยนั้น จูรินะซังก็ได้เป็นเซนเตอร์ของ AKB48 แล้ว ถ้าสมมติว่า ตัวเองไปยืนจุดนั้นบ้าง….จินตนาการออกมั้ยครับ?
ราระ :  โหย จูรินะซังสุดยอดจริง ๆ นั่นแหละค่ะ! ตอนที่ฉันได้เป็นเซมบัทสึในเพลง Mae no meri ฉันไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่เจ๋งมาก ตอนนั้นเพิ่งเข้ามาใหม่ ๆ ก็เลยไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องสุดยอดมากแค่ไหน
―นับแต่นั้นก็ผ่านมา 1 ปีแล้วนะครับ มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?
ราระ :  ก็ได้รู้แล้วว่า ตัวเองได้รับโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากแค่ไหนค่ะ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ่าย MV นี่สนุกดีจัง อารมณ์ว่า “โห เค้าถ่ายกันแบบนี้นี่เอง เย้ โอกินาว่าเจ๋งที่สุดเลย!” ประมาณนี้
―แบบนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่มีจิตใจแข็งแกร่งเอาเรื่องนะครับ
ราระ :  แต่ก็ค่อย ๆ เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วล่ะค่ะ ว่ามันเป็นเรื่องที่สุดยอดมากเกินกว่าที่จินตนาการได้ซะอีก การได้รับเลือกให้เป็นเซมบัทสึไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอกนะคะ แต่ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นเป้าให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้เหมือนกันนะ ตอนนั้นฉันรู้สึกสนุกโดยบริสุทธิ์ใจที่สุดจริง ๆ ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าตอนนี้ไม่สนุกหรอกนะคะ
―นั่นสินะครับ เมื่อได้ยืนอยู่ข้างหน้าคนอื่น ขณะเดียวกันก็ต้องกลายเป็นคนที่ยืนโต้ลมซึ่งพัดเข้าใส่ด้วยเหมือนกัน
ราระ :  เหนื่อยมากเลยค่ะ คิดขึ้นมาเลยว่า “ทำไมกันนะ” พอถึงเวลานั้น ฉันก็จะคิดในแง่ลบมากขึ้นเรื่อย ๆ
―จูรินะซังเองก็ถูกวิจารณ์หนักเอาการเหมือนกันนะครับ ถึงส่วนตัวผมจะคิดว่า “ไปพูดอะไรแบบนั้นใส่เด็กอายุ11แล้วจะได้อะไรขึ้นมา” ก็เถอะ
ราระ :  ไม่เคยมีใครมาว่าอะไรฉันตรง ๆ ในงานจับมือหรอกนะคะ แต่เคยสบตากับคนดูในโคเอ็นแล้วเค้าเมินไปทางอื่นน่ะค่ะ จริง ๆ ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้นะ…. แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเค้าเกลียดฉันรึเปล่านะ จะเริ่มคิดอะไรแง่ลบแบบนี้น่ะค่ะ
―ผ่านมาเกินกว่า 1 ปีแล้ว เข้มแข็งมากขึ้นรึยังครับ?
ราระ :  คิดว่า เข้มแข็งขึ้นแล้วนะคะ สมมติว่า ต่อให้มีใครมาว่าอะไรก็ตาม ฉันก็รั้นตอบโต้ไปว่า “ก็เราเป็นคนแบบนี้อะ ทำไมอะ”  ตั้งแต่มาเป็นเซนเตอร์ทีม E ก็เริ่มคิดอะไร ๆ ได้หลายอย่างแล้วล่ะค่ะ

  • ถ้อยคำหนึ่งของมากิโกะ

―ทีม E เริ่มโคเอ็นใหม่ในวันที่ 9 กันยายนและได้ยืนในตำแหน่งเซนเตอร์ รู้สึกยังไงบ้างครับ?
ราระ :  ต่อให้ตัวเองกำลังเต้นอยู่ ความสุดยอดของรุ่นพี่ก็ยังสะดุดตาอยู่ดีค่ะ ตรงนี้มันก็เลยทำให้คิดว่า ตัวเองมายืนอยู่ในตำแหน่งนี้จะดีเหรอ เพราะฉันรู้ดีว่าตัวฉันในตอนนั้นยังเอาชนะรุ่นพี่ไม่ได้เลย ถ้าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
―เป็นเพราะประสบการณ์ต่างกันมากเกินไปสินะครับ เราทำอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี
ราระ :  แต่ถ้าพูดออกไปแบบนั้นแล้ว….มันก็ นะ ฉันรู้ดีว่าตัวเองยังทำหน้าที่ไม่สำเร็จ จะบอกว่าเจ็บใจมั้ยก็ใช่ แต่ปวดใจมากกว่าค่ะ บางครั้งก็อยากวิ่งหนีบ้างเหมือนกัน
―ช่วงซ้อมเป็นยังไงบ้างครับ?
ราระ :  ทรมานสุด ๆ เลยค่ะ อย่างแรกก็คือ ความจำฉันแย่มากก็เลยมีอะไรที่จำไม่ได้เต็มไปหมด แถมในจุดที่ตัวเองจำได้แล้ว แต่รุ่นพี่กลับทำได้ดีกว่ามาก ๆ อีกเรื่องก็คือฉันไม่รู้ว่าจะแสดงสีหน้าแบบไหนออกไปดี อืม จริง ๆ ก็รู้นะ แต่เทียบกับรุ่นพี่แล้วยังไม่เอาไหนสุด ๆ เลย …..ทีนี้ก็จะเริ่มกดดันตัวเองว่า ทำไมคนไม่ได้เรื่องอย่างเราถึงได้เป็นเซนเตอร์นะ
―แถมยังเป็นโคเอ็นที่เต็มไปด้วยเพลงของทีมเซอร์ไพรซ์ด้วย ตัวอย่างที่มีให้ดูก็น้อยมาก แต่ก็ยังต้องจำท่าเต้นให้ได้ด้วยสินะครับ
ราระ :  ใช่ค่ะ มีแต่ท่าเต้นใหม่ ๆ เต็มไปหมด ฉันเต้นไม่ได้จนร้องไห้ออกมาเลยล่ะค่ะ ไปบอกกับอาจารย์สอนเต้นว่า “หนูไม่ไหวแล้วค่ะ” แล้วตอนนั้นมากิโกะซังก็มาดุว่า “มัวแต่ร้องไห้ไปก็ไม่มีอะไรเริ่มต้นหรอกนะ” ฉันก็เลยหยุดร้องไห้ได้ค่ะ
―แล้วตอนนั้นลีดเดอร์ สุดะ อาการิล่ะครับ?
ราระ :  ฉันแอบสงสัยมาตลอดเลยล่ะค่ะว่าสุดะซังจะคิดยังไงกับเรื่องนี้กันนะ
―คือไม่ได้คุยอะไรกันเป็นพิเศษเรื่องที่ได้เป็นเซนเตอร์สินะครับ?
ราระ :  ค่ะ สุดะซังเป็นคนที่มีความสามารถในการแสดงมาก ๆ เค้าอาจจะคิดก็ได้ว่า “ทำไมถึงเป็นราระ?” แถมตอนนั้นสุดะซังเพิ่งได้เป็นคามิ 7 ในการเลือกตั้งด้วย
―สุดะซังเองก็คงจะผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งแล้วล่ะครับ เค้าคงจะรู้สึกเจ็บใจทุกครั้งเหมือนกัน แต่ยังไงซะ ก็เป็นโชคชะตาของราระซังที่ต้องรับมันให้ได้ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม…. ยังถือว่าเร็วเกินไปสำหรับตัวเองหรือเปล่าครับ ที่จะคิดแบบนี้?
ราระ :  โชคชะตา….?
―ยังไงซะ การเป็นเซนเตอร์ก็ถือเป็นเรื่องที่กำหนดเอาไว้แล้ว และวงการนี้ไม่ใช่โลกที่จะใช้อันดับหรือความนิยมมาตัดสินทุกสิ่งด้วย
ราระ :  ก็มีความรู้สึกที่อยากลองเผชิญหน้ากับตัวเองสักตั้งบ้างนะคะ แต่ฉันยังไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ก็เลยมักวิ่งหนีอยู่เรื่อย
―ก็แปลว่า ตอนนี้ยังห่างไกลกับชื่อ “ราระ” สินะครับ
ราระ :  จริง ๆ เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายน่ะค่ะ  อือ จริง ๆ ก็มีด้านที่มองโลกในแง่บวกเหมือนกันนะคะ ฉันพยายามจะไม่คิดให้มากเกินไปนักว่าแฟน ๆ จะคิดยังไงกับฉัน เพราะจริง ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนที่คอยเชียร์ฉันมากกว่าคนที่ว่าร้าย แต่พอเป็นปัญหาของตัวเองขึ้นมาก็มักจะคิดแง่ลบเสมอเลย เพราะรุ่นพี่สุดยอดมากจริง ๆ ฉันอยากไล่ตามพวกเค้าให้ได้ แต่ทำยังไงก็ยังไล่ไม่ทันซะที
#NOTE ชื่อ ‘ราระ’(楽々) เขียนด้วยอักษร   ซึ่งมีความหมายว่า “เบิกบานใจ ง่าย ๆ สบาย ๆ ไร้กังวล”

―ใน MC วันแรกที่บอกว่า “ต่อให้เกลียดฉัน ก็อย่าเกลียดทีม E เลยนะคะ!” เรื่องนี้เป็นมายังไง?
ราระ :  ทำเล่น ๆ ไปงั้นเองค่ะ แต่นั่นแหละที่ถือว่าฉันเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับตัวเองเอาไว้แล้ว
 ―มีอะไรที่กำลังทำอยู่เพื่อขยับเข้าใกล้ความเป็นตัวเองในอุดมคติบ้างหรือเปล่า?
ราระ :  ฉันจะดูคลิปจากกล้องฟิกแล้วก็จดเอาไว้ว่าตัวเองทำพลาดตรงไหนบ้าง แต่ทำที่บ้านน่ะค่ะ ไม่อยากให้ใครเห็น อาย
 ―ดูคลิปของตัวเองแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?
ราระ :  น่าเบื่อสุด ๆ เลยค่ะ รู้สึกว่าภาพลักษณ์ตัวเองช่างราบเรียบไร้มิติ
 ―รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ลอยเด่นขึ้นมาจากกลุ่มคนอื่น ๆ?
ราระ :  ใช่ค่ะ ตัวเองกำลังเต้นอยู่แท้ ๆ นะ แต่สายตากลับโดนดึงไปหามากิโกะซังซะงั้น
 ―เพราะมีเมมเบอร์ที่ตั้งใจเต้นจริงจังอยู่เต็มไปหมดด้วยสิ
ราระ :  ฉันเป็นคนเต้นไม่แรงน่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าอยากจะเต้นแรง ๆ หรอกนะคะ แต่ฉันชื่นชมการเต้นอย่างหนักหน่วง แต่ก็ดูงดงามด้วยในขณะเดียวกันเหมือนอย่างมากิโกะซังมากเลย

  • กลัดกลุ้มผูกมัด

―วันที่ 27 ต.ค. มีโคเอ็น ‘ZERO POSITION’ ที่อากาซากะBLITZ ด้วย วันนั้นราระซังเต้นอย่างสบาย ๆ เลยนะครับ
ราระ :  วันนั้นรู้สึกกับการเปลี่ยนบรรยากาศน่ะค่ะ! ไม่รู้ทำไม? สงสัยเพราะเวทีใหญ่ ๆ จะดีว่าล่ะมั้ง?
 ―ดูท่าทางสนุกสนานมากเลยล่ะครับ
ราระ :  คงเพราะความรู้สึกมันต่างกันด้วยล่ะมั้งคะ ทำยังไงก็ยังเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองตอนขึ้นโคเอ็นทีม E ไม่ได้ซะที
―เพราะต้องเป็นเซนเตอร์รึเปล่า?
ราระ :  ก็คิดอยู่บ้างนะคะว่าเพราะอย่างนั้นรึเปล่า ก็ฉันยังปีนไปไม่ถึงจุดที่เหมาะสมกับการเป็นเซนเตอร์ของทีมเลย แต่โคเอ็นของ ‘ZERO POSITION’ เต้นด้วยความรู้สึกสนุกล้วน ๆ เลยล่ะค่ะ มีความสนุกสนานมากกว่าความรู้สึกกดดันนะ
 ―ถ้าสักวันสามารถแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงท่าทางสนุกสนานในโคเอ็นของทีม E ได้ก็คงดีไม่น้อยนะครับ
ราระ :  เรื่องนี้ตัวเองก็คิดอยู่เหมือนกันค่ะว่าต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้ รู้สึกเหมือนว่าในทีม E ตัวเองจะทำแต่ในสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำเท่านั้นเอง คิดมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
 ―มีอะไรบางอย่างผูกมัดเราไว้หรือเปล่า?
ราระ :  น่าจะเป็นอย่างนั้นนะคะ ฉันก็อยากเป็นอิสระเหมือนกันนะคะ หลังจากคิดแล้วคิดอีกก็พบว่าตัวเองกำลังตัวหดเล็กลงเรื่อย ๆ ก็รู้อยู่หรอกว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเลย
 ―ถ้าเผชิญหน้ากับมันได้อย่างสบาย ๆ ตามชื่อของตัวเอง…..ความรู้สึกก็น่าจะเปลี่ยนไปได้บ้างนะครับ
ราระ :  ฉันอยากเป็นตัวของตัวเองค่ะ คิดอยู่เหมือนกันว่าอยากเปลี่ยนความรู้สึกของตัวเองให้ได้
 ―แต่ถูกกำหนดให้ป็นเซนเตอร์ของรุ่น 7 ยังไงก็ต้องเรื่องคิดหนักอยู่ดีล่ะนะครับ
ราระ :  ถ้าไม่ใช่เซนเตอร์ก็คงไม่ได้คิดอะไรเลยล่ะค่ะ ถ้าพยายามทำตัวร่าเริง ผลมันอาจจะออกมาในทางตรงกันข้าม ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยก็ได้…..
 ―กระนั้นแล้ว อยากจะเป็น “เซนเตอร์ที่แท้จริง” ให้ได้ใช่ไหมครับ
ราระ :  นั่นสิคะ ก็มีความรู้สึกแบบนั้นนะคะ! แม้จะมีบ้างที่รู้สึกเกรง ๆ เวลาต้องยืนในตำแหน่งเซนเตอร์ แต่เพลง ‘Gonna Jump’ สนุกมากเลยค่ะ อาจเป็นเพราะว่าได้รับการประกาศในวันนั้นเลยว่าเป็นเซนเตอร์นะ ก็เลยไม่ทันได้มีเวลาคิดอะไรมาก
 ―เวลามีปัญหา ได้ปรึกษาใครบ้างหรือเปล่า?
ราระ :  ไม่ค่ะ
 ―กับพวกผู้ใหญ่ก็ด้วย?
ราระ :  ไม่ปรึกษาค่ะ
 ―คิดว่าน่าจะถูกเปรียบเทียบกับโอบาตะ ยูนะซังอยู่บ่อย ๆ นะครับ ซึ่งเราก็ไม่ปรึกษาปัญหากับโอบาตะซังเหมือนกัน?
ราระ :  เพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่า ยูนานะเค้าคิดยังไงน่ะสิคะ ยูนานะเองก็น่าจะคิดอะไรอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เค้าไม่พูด แถมฉันเองก็อ่านความคิดเค้าไม่ออกด้วย คล้าย ๆ ว่าเราสองคนพยายามที่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ล่ะมั้ง
 ―แต่ราระซังอายุ 16 เองนี่ครับ ถ้าคิดเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเองคนเดียว ยังไงก็ต้องเจอทางตันบ้างไม่ใช่เหรอ?
ราระ :  ก็ใช่น่ะสิคะ! เพราะงั้นแหละ ก็อยากปรึกษาใครบ้างนะ แต่ไม่มีคนให้ปรึกษาด้วยเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็ใช่ว่าไม่มีซะทีเดียวหรอกนะคะ ตอนคุยกับผู้จัดการก็มีคุยเรื่องปัญหาอยู่บ้างเหมือนกัน จริง ๆ อยากปรึกษากับจูรินะซังนะคะ
 ―แปลว่ายังไม่ได้ปรึกษาใครเรื่องที่เป็นเซนเตอร์ทีม E ?
ราระ :  ยังค่ะ ยังไม่มีจังหวะเลย

  • เสริมความกล้ากับความมั่นใจ

―การออดิชั่นรุ่น 8 จบลง กำหนดผู้ผ่านการคัดเลือกแล้ว รู้สึกกังวลอะไรหรือเปล่า?
ราระ :  จนถึงตอนนี้ ฉันก็ได้รับเลือกให้เป็นเซมบัทสึ ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งที่ดีนะคะ แต่ถ้ามีรุ่น 8 เข้ามาแทนที่ตัวเองก็น่ากังวลเหมือนกัน รู้สึกตื่นเต้นด้วย แต่ก็กังวลด้วยน่ะค่ะ
 ―อย่างเช่น จู่ ๆ ก็ได้เป็น W เซนเตอร์กับจูรินะซัง อะไรแบบนี้
ราระ :  แบบนั้นก็แย่สิคะ! แต่ยังไงฉันก็ต้องใจดีกับเด็กคนนั้นให้ได้เหมือนอย่างที่เรียวฮะซังใจดีกับฉันค่ะ อ๊ะ แต่ถ้าคนนั้นอายุมากกว่าจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย?
 ―ยืดอกไปเลยครับว่าเราเป็นรุ่นพี่! และอันนี้ก็เป็นคำถามที่ถามทุกคนนะครับ คิดว่าใครเป็นคู่แข่งของตัวเองในตอนนี้ครับ?
ราระ :  เอ๋? อันนี้ก็ถามกับยูนานะด้วยใช่มั้ยคะ?
 ―เดี๋ยวจะไปถามหลังจากนี้ครับ เลยยังไม่รู้ งั้นคำตอบก็ให้เป็น “โอบาตะซัง” แล้วกันนะครับ?
ราระ :  อ๊า ถ้ายูนานะไม่ตอบชื่อฉันก็น่าอายแย่เลยสิคะ (หัวเราะ) เอ้อ แต่ฉันว่ายูนานะคงจะตอบชื่อฉันแหละ งั้นให้คู่แข่งของฉันเป็นยูนานะนี่แหละค่ะ!
 ―รู้สึกกังวลกับแนวโน้มการก้าวหน้าของโอบาตะซังบ้างหรือเปล่า?
ราระ :  ยูนานะมีความเป็นไอดอลสูงนะคะ ไม่เหมือนฉันเลย เราไม่ใช่สายเดียวกันน่ะค่ะ ก็เลยไม่ค่อยกังวลอะไรมาก แต่ในจุดที่ชวนให้คิดมากก็จะคิดเหมือนกันนะ อะไรแบบนี้ แต่ช่วงแรก ๆ (โนจิมะ) คาโนะกับยูนานะนี่ สองคนนั้นเค้าไฟลุกเปรี๊ยะ ๆ ใส่กันเลยล่ะค่ะ ตอนนั้นฉันเห็นแล้วก็ขำจะตาย (หัวเราะ) แต่ตัวฉันเองน่าจะเริ่มรู้สึกถึงการแข่งขันตั้งแต่ได้เป็นเมมเบอร์ของ Love Crescendo ล่ะมั้ง
 ―จำเป็นต้องมีคู่แข่งหรือเปล่าครับ?
ราระ :  ฉันว่าจำเป็นค่ะ! ซึ่งฉันพยายามจะสร้างขึ้นด้วยตัวเอง อย่างถ้าคิดว่า “เรื่องนี้แหละที่ไม่อยากแพ้!” มันก็ทำให้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจที่จะลงมือทำนะ ฉันเป็นพวกเกลียดความพ่ายแพ้น่ะค่ะ สิ่งที่จำเป็นสำหรับตัวฉันในตอนนี้ก็คือความมั่นใจน่ะนะคะ ฉันอยากเป็นคนที่สามารถยืดอกพูดได้เต็มปากเลยว่า “ฉันนี่แหละคือเซนเตอร์!”
 ―ที่เหลือก็อยากให้สนุกให้เต็มที่นะครับ!
ราระ :  ก็จริง ฉันอาจจะลืมความสนุกไปแล้วก็ได้! ชื่อฉันเนี่ย “ราระ” มีที่มาจากความหมาย “คนอื่นก็สนุก ตัวเองก็สนุก”  นะคะ
 ―งั้นการที่ได้เข้าสู่วงการเอนเตอร์เทนเมนต์ก็ถือเป็นพรหมลิขิตสินะครับ (หัวเราะ) ไม่เป็นไรหรอกครับ เราน่าจะมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นจากการปีนขึ้นโอโตโกะซากะแล้วนี่นา
ราระ :  จริงด้วย! ฉันจะพยายามต่อไปอย่างมีความกล้ากับความมั่นใจค่ะ!
rararara

blogged by 91

[91][bsummary]

Translation

[Translation][bsummary]

Subtitle

[subtitle][bsummary]

Update

[SKEUpdate][bsummary]