วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

[แปล] บทสัมภาษณ์ exclusive กับ "ฟูจิซาว่า โนบุโยชิ" เจ้าของใหม่ของ SKE48


บทสัมภาษณ์ exclusive กับเจ้าของใหม่ SKE "3,000 ล้านเยนถูกหรือแพง"


https://headlines.yahoo.co.jp/hl?a=20190307-00000034-tospoweb-ent

บทสัมภาษณ์ exclusive เจ้าของใหม่ SKE48 (part 1)
ส่วนบริหารจัดการของวงไอดอล SKE48 นั้นได้ถูกขายจากบริษัท AKS ให้กับบริษัท SKE ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ KeyHolder บริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ JASDAQ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการควบรวมครั้งใหญ่ที่สุดในวงการไอดอลคราวนี้ด้วยราคา 3,000 ล้านเยน คือ ฟูจิซาว่า โนบุโยชิ ประธาน J trust บริษัทแม่ของ Keyholder เราได้สัมภาษณ์กับประธานฟูจิซาว่า เจ้าของใหม่ของ SKE48 แบบ exclusive โดยบทสัมภาษณ์จะมีทั้งหมด 4 part เหตุผลที่ประธานฟูจิซาว่าเลือกลงทุนในธุรกิจไอดอลคืออะไรกันนะ?

- สิ่งที่ทำให้คุณตัดสินใจเลือกธุรกิจของ SKE48 คือ?
ฟูจิซาว่า: บริษัท KeyHolder น่ะ เดิมทีทำธุรกิจเกมเซนเตอร์ แต่ผมคิดมาตลอดเลยว่าถ้าไม่เปลี่ยนมาทำธุรกิจ content จะไม่มีทางอยู่รอดได้ ในตอนนั้นเอง เราก็ได้เริ่มทำสตูดิโอที่ชินจูกุ ALTA (ที่ใช้ถ่ายทำรายการทีวี "Waratte Ii to mo!" ซึ่งก็คือ KeyStudio ในปัจจุบัน) ในเมื่อเรามีที่ทางอยู่แล้ว ก็จำเป็นที่จะผลิตพวก IP (ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ต่างๆ) ออกมา ระหว่างที่ทำธุรกิจที่ ALTA เราก็ได้ติดต่อกับอากิโมโตะ ยาสุชิ (โปรดิวเซอร์ใหญ่ของ 48 กรุ๊ป) และผู้ใหญ่ของ AKS

- ได้พบกับอากิโมโตะซังครั้งแรกเมื่อไหร่?  
ฟูจิซาว่า: รู้สึกจะเป็นช่วงกุมภา-มีนาปีที่แล้วครับ ประมาณ 1 ปีได้

- ถ้าให้เจาะจง เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มพูดคุยเรื่องการบริหารจัดการ SKE?
ฟูจิซาว่า: เราเริ่มคุยจริงจังก็ช่วงประมาณตุลาคมปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เสนอไปทางอากิโมโตะซังนะครับ เราเข้าไปคุยกับทาง AKS หลังจากประเมินด้านต่างๆแล้ว เราก็ได้ตกลงที่จะรับช่วงการบริหาร SKE ต่อ อากิโมโตะซังมาอนุมัติในตอนหลัง คือได้รับการอนุมัติหลังจากที่เราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว

- เหตุผลที่เลือก SKE คือ?
ฟูจิซาว่า: SKE เป็นวงที่อุทิศให้กับท้องถิ่นมาก ตัวผมเองก็มาจากจังหวัดกิฟุ ตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นการช่วยฟื้นฟูบ้านเกิดได้ และด้วยการบริหาร SKE นี้ก็จะเป็นการตอบแทนทุกคนใน 3 จังหวัดภูมิภาคโตไกด้วย ที่เป็น SKE ก็เพราะเข้าถึงได้ง่ายในหลายๆด้าน

- คุณรู้จัก SKE มาก่อนมั้ย?
ฟูจิซาว่า: ผมอยู่ในสิงคโปร์มาหลายปี เลยไม่รู้อะไรที่เกี่ยวข้องกับวงการไอดอลญี่ปุ่นเลย ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารายการที่น้องสาว (ไอบุ ซากิ, นักแสดง) ของภรรยา (โอโตะฮานะ ยูริ, อดีตนักแสดงละครเวที Takarazuka)ไปออกคือรายการอะไร ผมเพิ่งจะเริ่มจำชื่อเมมเบอร์เมื่อตุลาคมปีที่แล้วเอง ฮ่าๆ ผมได้ไปคอนเสิร์ตจบการศึกษาของมัตสึมุระ คาโอริซังเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ จากนั้นก็เริ่มตามทวิตเตอร์ของมัตสึมุระซัง ประมาณนั้นครับ

- รู้สึกยังไงหลังจากได้ดูคอนเสิร์ตจบการศึกษาของมัตสึมุระ คาโอริซัง
ฟูจิซาว่า: ผมไปดูด้วยความคิดว่าก็เป็นคอนเสิร์ตไอดอลธรรมดา แต่ว่าตรงช่วงที่เป็นละครสั้นเล่าประวัติช่วงค่อนชีวิตของมัตสึมุระซังนี่น่าสนใจมากๆ (หมายเหตุ: เป็นละครเกี่ยวกับชีวิตของมัตสึมุระก่อนเข้า SKE) สำหรับมัตสึมุระซังนี่คิดว่าน่าจะขายคาแรคเตอร์ได้มากกว่าเสียงร้องเพลงซะอีกนะครับ ฮ่าๆ

- คิดว่าเสน่ห์ของ SKE อยู่ที่ตรงไหน?
ฟูจิซาว่า: ผมคิดว่าเป็นส่วนผสมของไอดอลและการเป็น entertainer นี่อาจจะเป็นไอดอลแนวใหม่ก็ได้ ความประทับใจของผมก็อย่างเช่น มัตสึอิ จูรินะซังเป็นคนที่เต้นเก่ง สุดะ อาคาริซังเป็นคนตัวอ่อน แล้วก็เป็นคนที่มีความพยายามสูงมาก เมื่อธันวาคมปีที่แล้วผมไปดูออดิทชั่นรุ่น 9 ก็ได้เจอมัตสึอิซังด้วย

- คุณได้ไปเธียเตอร์ SKE ที่นาโกย่าด้วย
ฟูจิซาว่า: ผมได้ไปดูสเตจจบการศึกษาของมาจิ โอโตฮะซังเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว พอได้ดูแล้วก็แบบว่า "มันอะไรกันเนี่ย!" มันต่างจากการแสดงในเธียเตอร์ที่ผมคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง แฟนๆส่งเสียงเชียร์และโบกแท่งไฟ คนดูมีส่วนร่วมกับเมมเบอร์ มันอดไม่ได้ที่จะคิดว่าพลังพวกนี้มันมาจากไหนกัน

- การลงทุน 3,000 ล้านเยนเพื่อรับช่วงต่อธุรกิจ SKE นั้น ถือว่าคุ้มค่ามั้ย?
ฟูจิซาว่า: มันก็มีหลายวิธีที่จะประเมิน อย่างเช่น ถ้ามองว่ามันเป็นการลดระยะเวลาในการพัฒนา IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) ตั้งแต่ศูนย์จนเป็นรูปเป็นร่าง ก็ถือว่าถูกนะ แต่ถ้าดูที่มูลค่าปัจจุบันของ SKE เดี่ยวๆแล้ว มันก็อาจจะแพงไปนิด เราก็ดูอะไรหลายๆอย่าง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าการมี SKE ช่วยให้มูลค่าหุ้นโดยรวมเพิ่มขึ้นเกิน 3,000 ล้านเยน ก็มองได้ว่าถูก จนกว่าจะถึงตอนนั้น มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นรู้สึกว่า "ดีจังนะที่ซื้อมา"

- ในการควบรวมกิจการก็มีบางเคสที่ซื้อมาเพื่อเลี้ยงให้โตและรอขายต่อ แล้วกับ SKE มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแบบนั้นมั้ย?
ฟูจิซาว่า: ไม่ครับ ไม่มีทางแน่ เพราะสำหรับ SKE น่ะ ถือเป็นธุรกิจหลักแล้ว เป้าหมายของเราคือการยืนอยู่ที่ต้นน้ำของธุรกิจและขยายธุรกิจไอดอลด้วย IP ของตัวเอง เพราะเรามีแผนที่จะให้ SKE เป็นธุรกิจหลักของ KeyHolder การทิ้งธุรกิจหลักน่ะไม่มีทางเป็นไปไม่ได้เลยตราบใดที่มันไม่เลวร้ายสุดๆจริงๆ


------------------------------

เจ้าของใหม่ SKE "เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่ต้องซัพพอร์ทการฝึกไอดอลและอาชีพที่สอง (second career) ที่จะมารองรับสำหรับไอดอล"


https://headlines.yahoo.co.jp/hl?a=20190308-00000043-tospoweb-ent

บทสัมภาษณ์ exclusive เจ้าของใหม่ SKE48 (part 2)
ในบทสัมภาษณ์ exclusive ครั้งที่ 2 กับประธาน J-trust ฟูจิซาว่า โนบุโยชิ เจ้าของคนใหม่ของวงไอดอล SKE48 ได้คุยถึงแผนการพัฒนาวงในอนาคต ในนั้น เขาได้เปิดเผยแผนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปิดโรงเรียนฝึกสอนไอดอลในนาโกย่า รวมถึงการสร้างอาชีพที่สองที่จะรองรับไอดอลหลังจากจบการศึกษาจาก SKE48 เราจะมาเจาะลึก "แผนของฟูจิซาว่า" ที่จะช่วยเพิ่มความสำคัญของ SKE48 ในวงการไอดอล
   
- ก่อนมีการเปลี่ยนฝ่ายบริหารในเดือนกุมภาพันธ์ก็ได้จัดประชุมผู้ปกครองของเมมเบอร์ด้วย
ฟูจิซาว่า: ผมก็ได้ไปด้วยเหมือนกัน เพราะคิดว่าต้องอธิบายให้ชัด สื่อสารให้ชัด การทำให้พวกเขาวางใจเป็นเรื่องสำคัญ ในการประชุมก็พยายามที่จะโฟกัสว่า SKE จะยังคงทำเหมือนเดิมเหมือนที่ทำมาตลอด จะยังใกล้ชิดกับท้องถิ่นเหมือนเดิม ส่วนการพัฒนาเพิ่มเติมด้านต่างๆบริษัทเราจะเสนอและจัดการเอง

- แนวคิดในการพัฒนาต่อจากนี้คือ?
ฟูจิซาว่า: เรามีแผนที่เป็นรูปเป็นร่างเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะพูดตรงนี้ได้มากแค่ไหน ฮ่าๆ เราได้เสนอแผนหลายๆอย่างให้อากิโมโตะซังด้วย หวังว่าหลังจาก SKE เข้ามารวมแล้วก็จะค่อยๆมีอะไรออกมาเรื่อยๆ อย่างนึงในนั้นก็คือการเป็นประตูเปิดทางสำหรับคนที่อยากเป็นไอดอล เป็นที่ๆให้คนเหล่านั้นได้เข้ามาเรียนในด้านต่างๆ แบบนั้นเราก็ควรจะเปิดโรงเรียน SKE ที่สอนในด้านต่างๆทั้งการร้องเพลง การเต้น และอื่นๆในนาโกย่า เมื่อจบออกมาเขาอาจเลือกเป็นเคงคิวเซย์ของ SKE ก็ได้ เราอยากทำสิ่งที่จะช่วยให้พื้นฐานเขาเปิดกว้างมากขึ้น

- ก็เลยออกมาเป็นโรงเรียนฝึกสอนไอดอล
ฟูจิซาว่า: ใช่แล้วครับ เราจะจัดการสอนโดยครูที่เชี่ยวชาญด้านการร้อง การเต้น และช่วยให้พัฒนาตัวเองมากขึ้น อีกอย่างไอดอลน่ะ ต้องเสียสละอะไรหลายๆอย่างในชีวิตวัยเยาว์ของตัวเอง ผมเชื่อว่ามีอีกหลายๆอย่างที่พวกเขาอยากทำแต่ไม่อาจทำได้เพราะต้องโฟกัสกับการเป็นไอดอล ก็เป็นไปได้ที่เขาจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่โดยไม่มีความรู้ในอะไรหลายๆอย่าง คงไม่มีใครสามารถเป็นไอดอลไปได้ตลอดชีวิต ผมคิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารอย่างพวกเราที่จะต้องดูแลเรื่องอาชีพที่สองที่จะมารองรับพวกเขา ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่นก็ได้เหมือนกัน เราต้องซัพพอร์ทเขา เพื่อไม่ให้เขาหลงทิศหลงทาง (หลังจากจบการศึกษา)

- ผู้ปกครองของเมมเบอร์ก็คงจะวางใจได้
ฟูจิซาว่า: เราเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังขยายธุรกิจในหลายๆประเทศ แล้วก็กำลังเติบโตด้วย

- อย่างเช่น การมาเป็นครูในโรงเรียนฝึกสอนไอดอล?
ฟูจิซาว่า: ถ้ามีความสามารถที่จะเป็นครูได้ก็ทำได้นะ ไม่แค่นั้น (กลุ่มบริษัท J Trust) เรายังมีบริษัทที่ผลิตรายการทีวีอีก 2 แห่งซึ่งทำรายการประจำออกอากาศทั่วประเทศ แล้วเรายังมีสตูดิโอด้วย ในต่างประเทศเราก็มีธุรกิจธนาคาร ไม่ว่าพวกเขาอยากจะทำอะไร บริษัทสามารถเสนอทางเลือกให้ได้ อาจจะมาเป็นครูก็ได้ พวกเขาก็คงมีความคิดที่ต่างๆกันไป หลังจากจบการศึกษาจาก SKE ผมว่าก็คงมีหลายคนที่อยากเป็นไอดอล นักร้อง หรือนักพากย์เสียง (นอกจากบริษัท SKE) เราก็มีเอเจนซี่อื่นๆอยู่ พวกเขาสามารถไปต่อได้ เราอยากจะพยายามเต็มที่เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีให้พวกเขา

- สำหรับคนที่อยากลองทำสายการเงิน ก็อาจเข้า J Trust และทำงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในอินโดนีเซียหรือสิงคโปร์ได้ด้วย?
ฟูจิซาว่า: ก็เป็นไปได้ เราก็มีธนาคารพาร์ทเนอร์ในประเทศเหมือนกัน แต่ผมว่าคงไม่ค่อยมีใครผันตัวจากไอดอลมาเป็นพนักงานธนาคารเท่าไหร่หรอกครับ ฮ่าๆ แต่ก็เป็นไปได้ครับ

- ก็คือจะพยายามซัพพอร์ทเมมเบอร์ SKE แม้จบการศึกษาไปแล้วด้วยบริษัททั้งหมดที่มีในกลุ่ม
ฟูจิซาว่า: ใช่แล้ว เราจะเป็นแบคอัพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้สำหรับอาชีพที่สองของพวกเขา

- ความเป็นไปได้ต่างๆก็เปิดกว้างขึ้น
ฟูจิซาว่า: (ในกลุ่มบริษัท) เรามีบริษัทเอเจนซี่โฆษณา และมีเธียเตอร์ที่ชินจูกุ โตเกียว เรากำลังขยายธุรกิจ live house ด้วย ดังนั้นก็จะมีที่ทางให้พวกเขาได้แอคทีฟเยอะขึ้น

- แล้วจะมีการจัดการแสดงสเตจ SKE ที่ชินจูกุ ALTA ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ KeyStudio บริษัทในกลุ่มด้วย?
ฟูจิซาว่า: มีความเป็นไปได้ครับ แต่ว่าตารางงานค่อนข้างจะเต็มมากแล้ว ถ้าวางแผนล่วงหน้าหลายเดือนหน่อยก็คิดว่าทำได้

- เหมือนเป็นเธียเตอร์ SKE แห่งที่สองในโตเกียว ต่อจากแห่งแรกที่ซาคาเอะ นาโกย่า?
ฟูจิซาว่า: ก็น่าจะทำได้นะครับ



------------------------------

เจ้าของใหม่ SKE ประเด็นสำคัญที่สุดคือ "มาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมมเบอร์"


https://headlines.yahoo.co.jp/hl?a=20190309-00000028-tospoweb-ent

บทสัมภาษณ์ exclusive เจ้าของใหม่ SKE48 (part 3)
หลังจากวงไอดอล SKE48 ควบรวมเข้ากับบริษัทจดทะเบียนอย่าง KeyHolder แล้ว จะต้องเน้นการปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดขึ้น ในบทสัมภาษณ์ exclusive ครั้งที่ 3 กับประธาน J trust ฟูจิซาว่า โนบุโยชิ เจ้าของคนใหม่ของวงไอดอล SKE48 จะกล่าวถึงประเด็นนี้ ในขณะที่ยังมีแรงกระเพื่อมจากกรณีของยามากุจิ มาโฮะ NGT48 อยู่นี้ ประธานฟูจิซาว่าจึงยกประเด็นการปฏิบัติตามกฎ ที่จะเน้นในมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับเมมเบอร์

- บริษัทแม่ของ SKE อย่าง KeyHolder จะเปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินงานของ SKE ในรายงานหรือมีการจัดงานนักลงทุนสัมพันธ์หรือเปล่า?
ฟูจิซาว่า: ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยน แต่มันคงจะรวมอยู่ในรายรับและผลกำไรในส่วนของธุรกิจบันเทิงของ KeyHolder ครับ สำหรับรายงาน SKE เดี่ยวๆคงไม่มี แม้ว่าในแง่ IP (ทรัพย์สินทางปัญญา) เราจะถือว่า SKE เป็นธุรกิจหลักก็ตาม ถ้าเราดูสัดส่วนรายได้ (ในบรรดาธุรกิจบันเทิงภายใต้บริษัท  KeyHolder) SKE ก็ยังเป็นแค่ส่วนเล็กๆ แต่เพราะเราเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่ายังไงก็ต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น คิดว่าน่าจะเปิดเผยมากกว่าแต่ก่อน

- SKE ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แปลว่าเรื่องกฎต่างๆที่เมมเบอร์และสตาฟฟ์ต้องทำตามจะเข้มงวดกว่าเดิม
ฟูจิซาว่า: เราได้พูดถึงเรื่องนี้ด้วยในการประชุมกับผู้ปกครอง รวมไปถึงสิ่งที่จะขัดกับกฎ สิ่งที่ไม่ควรทำ ผู้ปกครองบางคนอาจจะไม่สบายใจ การจัดประชุมนี้ก็เพื่อให้ผู้ปกครองรู้สึกสบายใจขึ้น แต่กลายเป็นว่าทำให้พวกเขาเป็นห่วงแทน แต่แน่นอน เราจะทำให้ทุกคนมั่นใจว่าจะไม่มีเรื่องการจัดการที่หละหลวมเกิดขึ้นอีก และทุกคนก็ต้องทำตามกฎ กระแสสังคมเองก็เข้มงวดเช่นกัน สื่อเองก็คอยจับตามองอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ ยิ่งเราเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เรายิ่งต้องเข้มงวด

- ถ้าพูดให้ชัด ส่วนไหนที่เข้มงวดขึ้น?
ฟูจิซาว่า: ก็อย่างเช่นธุรกิจไหนที่เราจะเข้าไปลงทุนด้วย กลุ่มไหนที่เราจะเข้าไปร่วมมือด้วย เมมเบอร์จะรู้ข้อมูลเหล่านี้ก่อน ถ้าข้อมูลพวกนี้รั่วไหลออกไปในทวิตเตอร์หรือทางใดทางหนึ่ง คงจะทำให้มีปัญหาภายใน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นคือการควบคุมข้อมูลนี่แหละ

- เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ได้เกิดเหตุทำร้ายร่างกายยามากุจิ มาโฮะ NGT48 สื่อบางแห่งรายงานว่าเมมเบอร์ NGT บางคนต้องสงสัยว่ามีการติดต่อกับแฟนๆเป็นการส่วนตัวด้วย แล้ว SKE จะทำยังไงเพื่อไม่ให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น?
ฟูจิซาว่า: คิดว่าเราต้องเข้มงวดกับเรื่องนี้ให้มากครับ คนที่อยู่หน้างานจะต้องระวังให้มากที่สุด จริงๆแล้วผมก็ไม่แน่ใจว่า (ที่เมมเบอร์ NGT พบกับแฟนๆส่วนนึงเป็นการส่วนตัว) จริงแค่ไหน แต่วงต้องได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆ ดังนั้นเราจะปล่อยให้เมมเบอร์เลือกปฏิบัติกับแฟนๆเป็นพิเศษแค่ส่วนนึงไม่ได้ ผมว่าความเท่าเทียมและความยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องสร้างระบบเพื่อที่ป้องกันไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะมีต้นทุนเท่าไหร่ก็ตาม

- มีคนพูดกันว่ากรณี NGT นี้เกี่ยวข้องกับ "นักล่าไอดอล" ที่คอยตามหาที่อยู่ของเมมเบอร์ด้วย ผู้ปกครองเองก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเมมเบอร์
ฟูจิซาว่า: เรื่องนี้ต้องจัดการให้ดี แต่เราต้องเริ่มจากทำความเข้าใจสถานกาณ์ก่อน สตาฟฟ์ฝ่ายบริหารต้องมีความตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา ก่อนหน้านี้อาจจะเคยมีสถานการณ์ที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้ใหญ่ แต่ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จากนี้จะเป็นเวทีใหม่ เราจะต้องคิดหาทางใหม่ๆ เปลี่ยนแนวทางใหม่ มันยังมีปัญหาอีกเยอะที่ยากจะเข้าใจถ้าไม่ได้ฟังจากคนที่ปฏิบัติงาน เราจะรับฟังความเห็นเหล่านั้นให้ดีๆ เพื่อการนี้ KeyHolder ได้ส่งสตาฟฟ์ไปปฏิบัติงานตามอีเว้นท์ด้วย

- มีความเป็นไปได้ที่จะ ทำในสิ่งที่ยากจะทำได้ในสมัยก่อน?
ฟูจิซาว่า: ใช่ครับ KeyProduction บริษัทลูกของ KeyHolder ที่ผลิตรายการทีวี ก็ทำธุรกิจเอเจนซี่ให้ศิลปินหญิงอยู่เหมือนกัน ในนั้นเราดูแลเรื่องที่อยู่อาศัยและการเดินทางเป็นพิเศษ ก่อนหน้านี้ SKE จัดการอย่างไรเราจะทบทวน อะไรที่ควรทำต่อและวิธีใหม่ๆที่น่านำมาใช้ สำหรับศิลปินชาย พวกเขาเลือกจะนั่งรถไฟไปกลับเองได้ แต่สำหรับศิลปินหญิงเราทำแบบนั้นไม่ได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเราตอบสนองกับปัญหาเหล่านี้อย่างทันท่วงที เราจะทำเต็มที่เพื่อปกป้องพวกเขา มันเป็นความรับผิดชอบของพวกเราที่จะสร้างระบบให้ผู้ปกครองวางใจได้



------------------------------


ความรู้สึกของเจ้าของใหม่ที่ฝากฝังการคืนชีวิตชีวาให้ท้องถิ่นไว้กับ SKE "อยากให้เราสนุกไปด้วยกันและตอบแทนให้กับท้องถิ่น"


https://headlines.yahoo.co.jp/hl?a=20190310-00000016-tospoweb-ent

บทสัมภาษณ์ exclusive เจ้าของใหม่ SKE48 (part สุดท้าย)
เรามาถึงตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ประธาน J-trust ฟูจิซาว่า โนบุโยชิ เจ้าของคนใหม่ของวงไอดอล SKE48 ประธานฟูจิซาว่าได้พูดถึงความกระตือรือร้นที่จะคืนชีวิตชีวาสู่ท้องถิ่น ประธานฟูจิซาว่าที่เป็นทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่ของสโมสรฟุตบอล FC Gifu ในลีก J2 ด้วยนั้น การรวม SKE48 เข้ามา เขามีวิสัยทัศน์อย่างไร...

- ในปี 2012 ประธานฟูจิซาว่าได้ลงทุน 150 ล้านเยนจากเงินส่วนตัวเพื่อช่วยไม่ให้ FC Gifu สโมสรฟุตบอลในลีก J2 ต้องออกจาก J league เนื่องจากล้มละลาย
ฟูจิซาว่า: เผอิญว่าผมได้อ่านข่าวใน Yahoo News เกี่ยวกับวิกฤตของ FC Gifu ผมคิดว่าธุรกิจของผมก็โตในระดับหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่เราจะตอบแทนบ้าง ผมเลยติดต่อไปที่  FC Gifu และช่วยเหลือพวกเขา

- ก่อนหน้านั้นคุณได้ข้องกี่ยวกับ FC Gifu บ้างมั้ย?
ฟูจิซาว่า: ไม่ครับ ไม่เคยเลย ในตอนนั้น FC Gifu ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ ผลกำไรก็ติดลบทุกปี ผมเลยเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์พวกเขา และด้วยการแนะนำของท่านผู้ว่าฯและนายกเทศมนตรีกิฟุ เราก็ได้รับการรับรองจาก J League และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ FC Gifu ในตอนแรกพวกเขาไม่มีสปอนเซอร์เลยสักราย เลยต้องหาวิธีที่จะดึงความสนใจ ผมรู้จักกับ Ramos (Ruy Ramos อดีตนักฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น) เป็นการส่วนตัว เลยขอให้เขามาช่วยเป็นโค้ชให้ FC Gifu จริงๆก็ไม่ใช่รู้จักกัน ต้องบอกว่าเป็นเพื่อนดื่มมากกว่า ฮ่าๆ จากนั้นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติอย่าง คาวากุจิ โยชิคัทสึ และ Santos Alessandro ก็มาร่วมทีม ทำให้บรรยากาศดีขึ้น แต่ผมไม่ได้เข้าไปมีส่วนในการบริหารเลย

- เช่นเดียวกับ FC Gifu SKE เองก็มีทำกิจกรรมร่วมกับท้องถิ่นเหมือนกัน
ฟูจิซาว่า: พูดถึงภูมิภาคโตไก คนจะคิดถึง Chunichi Dragons (ทีมเบสบอล) Nagoya Grampus (ทีมฟุตบอล) และ SKE48 FC Gifu ก็เช่นกัน แน่นอนว่า (สำหรับคนที่อยู่ในแถบโตไก) เราโตมากับหนังสือพิมพ์ Chunichi Shimbun และ Chunichi Sports ตัวผมเองก็เป็นแฟนทีม Dragons มาแต่ไหนแต่ไร ผมอยู่รุ่นเดียวกับทัตสึนามิ คาซุโยชิ (อดีตผู้เล่น Chunichi Dragons) เมื่อก่อนปีๆนึงผมจะไปสนามนาโกย่าหลายครั้งเพื่อดูโค้ชโฮชิโนะ เซนอิจิ ดูผู้เล่นอุโนะ มาซารุ พอไปคาราโอเกะเมื่อไหร่ก็ต้องร้องเพลง "Moeyo Dragons" (เพลงเชียร์ประจำทีม Chunichi Dragons)

- อยากให้ SKE ทำให้ท้องถิ่นครึกครื้นขึ้นเช่นเดียวกับที่ Dragons และ  Grampus ทำ?
ฟูจิซาว่า: ก็คิดไว้ว่าอย่างนั้นครับ FC Gifu ก็เหมือนกัน ผมเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในตอนที่กำลังวิกฤตด้วยความตั้งใจที่จะตอบแทนบ้านเกิด ตอนนี้การจัดการทีมก็นิ่งเแล้ว การรวม SKE เข้ามาในครั้งนี้ ก็เพื่อตอบแทนทุกคนในภูมิภาคโตไก ไม่ได้จำกัดแค่กิฟุ SKE น่ะรับบทสำคัญในการคืนชีวิตชีวาสู้ท้องถิ่น ผมคิดว่า (ในบรรดา 48 กรุ๊ป) ไม่มีวงไหนอีกแล้วที่ผูกพันและอุทิศให้กับท้องถิ่นเท่า SKE

- ในบรรดาแฟนๆก็มีความรู้สึกแบบว่า "AKB มาก่อน SKE ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่" ในเรื่องนี้ ทุกคนเลยมีความคาดหวังที่สูงมากกับฝ่ายบริหารใหม่และเจ้าของใหม่ที่บ้านเกิดอยู่ในกิฟุ (อยู่ในแถบโตไกเหมือนกัน)
ฟูจิซาว่า: SKE จะทำกิจกรรมโดยมีรากฐานที่ท้องถิ่นเหมือนที่ทำมาตลอด รวมถึงการโปรโมทที่จะคืนความมีชีวิตชีวาให้กับท้องถิ่นด้วย ผมคิดว่า SKE ควรได้รับงบฯที่สมกับในส่วนที่ SKE พยายามทำมา สำหรับเราแล้ว เราอยากให้ธุรกิจเติบโตโดยมี SKE เป็นแกนหลัก รวมไปถึงการขยายธุรกิจที่ต่อเนื่องกัน ทั้งหมดนั่นเราเสนอไปที่ AKS และอากิโมโตะซัง เพื่อให้กรุ๊ปทั้งกรุ๊ปขยายออกไป

- บริษัทในกลุ่ม J Trust และ KeyHolder ก็จะแข็งแกร่งขึ้นด้วย
ฟูจิซาว่า: (ในบรรดาบริษัทที่ควบรวมในเดือน 4) เรามีการร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ มีโอกาสที่เราจะทำสินค้าศิลปินและออกวางจำหน่ายทั่วประเทศได้ นอกจากนี้ เรายังมีบริษัทผลิตรายการทีวีและเสนอกับสถานีต่างๆ อย่างเช่น สินค้าที่เมมเบอร์ SKE โปรโมททางทีวีก็จะมีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ เรากำลังมองหาทางที่จะเป็นบริษัทที่ทำครบวงจร ผมคิดว่าบริษัทบริหารจัดการไอดอลธรรมดาคงทำไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนั้น เพื่อการนั้น ผมว่าการมีบริษัทผลิตรายการทีวีในเครือถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับ SKE และการมีช่องทางเหล่านี้ก็เป็นข้อดีที่ content จะได้ขยายออกไปด้วย ถ้าเราสามารถทำครบวงจรได้ ผมคิดว่ามันจะส่งผลบวกที่ไม่อาจประมาณค่าได้ อย่างไรก็ตาม ก็หวังว่าจะทำให้สนุกตื่นเต้นขึ้นครับ


วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2562

[แปล]รวบรวมบล็อกที่พูดถึงการจบการศึกษาของยูนานะ

บล็อกมินารุน

https://ameblo.jp/ske48official/entry-12439712615.html

การประกาศของยูนะ. โอบะ มินะ.

สวัสดีค่ะ SKE48 ลีดเดอร์ทีม KII โอบะ มินะค่ะ

แม้จะกะทันหัน แต่ในโคเอ็นวันนี้ยูนะก็ได้ประกาศจบการศึกษาค่ะ
ก่อนอื่นเลยก็ ยูนะ เหนื่อยหน่อยนะ

SKE48 ต่อจากนี้ไป ยังไงก็ยังต้องการยูนะ

เด็กที่มีแก่นแท้อันมั่นคงและมุ่งตรงไปข้างหน้าน่ะไม่ได้หากันได้ง่ายๆ

ยูนะมีทั้งความสามารถทั้งเซ้นส์อยู่ในตัว ทั้งเป็นธรรมชาติและมหัศจรรย์
ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ทำให้เซอร์ไพรส์และทำให้ทุกคนหลงใหล

ฉันคิดว่าตัวตนแบบนี้แหละที่จะวิ่งนำ SKE48 ต่อไปในอนาคต

แต่ดูเหมือนว่าตัวยูนะเองจะเจอความฝันใหม่แล้ว

การจบการศึกษามันเหงาจริงๆ
ไม่อยากจะเชื่อเลย
ความรู้สึกที่ห่างไกลกัน
ไม่ได้เจอหน้ากันบ่อยๆ
เพราะมันเศร้ามากๆ ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้

แต่ว่า การจบการศึกษาน่ะไม่ใช่เรื่องแย่นะ

ที่บอกว่าอยากให้เด็กที่เราชอบได้ทำนู่นทำนี่
ให้ได้พบความฝันที่งดงามน่ะ

ถึงจะเป็นเรื่องที่ทำใจยากแต่ก็อยากให้คอยผลักดันข้างหลังเขาให้ดี

เพราะฉันเองเรื่องจบการศึกษาก็อยู่ไม่ไกลแล้ว
ไม่ว่ายังไงก็รู้สึกอยากสนับสนุน

ทั้งคาโอตันและยูนะกำลังจะออกเดินทางไป
แม้ว่าไม่มี 2 คนนี้แล้วจะเศร้ามากๆก็ตาม
แต่ฉันคิดว่าการก้าวออกไปในสิ่งใหม่ๆนั้นเป็นเรื่องที่เท่จริงๆ

ถึงจะเหลือเวลาในการเป็นไอดอลน้อยแล้ว
แต่ก็หวังว่าจะได้สร้างความทรงจำดีๆเพื่อยูนะเยอะๆ...

เหนือสิ่งอื่นใด
ขอให้ยูนะสนุกและมีความสุขด้วยเถอะ

มินารุน

--------------------------------------------------

บล็อกชูริ

https://ameblo.jp/ske48official/entry-12440161504.html

ทาคายานางิ อากาเนะ ไอดอลกับอนาคต

ขอบคุณทุกคนสำหรับคอมเม้นท์และไลค์นะคะ

เพราะมันกะทันหัน
ฉันพลาดเรื่องนี้ไป
ก็เลยจะมาพูดถึงเรื่องนี้ค่ะ

ฉันไม่ได้ขึ้นแสดงโคเอ็น
ก็เลยรู้เรื่องช้าไปหน่อย

การจบการศึกษาของโอบาตะ ยูนะจัง

ตอนที่ได้ยินจากเมมเบอร์
ก็เผลอร้อง เอ๋!!? ออกมาโดยไม่รู้ตัว

จังหวะนี้อ่ะนะ!!

ถึงจะเป็นเรื่องที่พูดในบทสัมภาษณ์ไปไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้วก็เถอะ

ตอนที่ SKE48 อยู่ในวิกฤติ
เธอเป็นเด็กที่โผล่ขึ้นมาอย่างสง่างาม เป็นคนที่นำเรื่องดีๆมาสู่ SKE48 มากมาย

ด้วยตัวตนของคนๆหนึ่ง
ด้วยพลังที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆที่อะไรๆมันเปลี่ยนไป
แต่ฉันก็ได้เห็นไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง

เพราะเธอไม่ใช่ประเภทที่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเท่าไหร่
ทั้งเรื่องที่เจ็บใจ เรื่องที่ลำบาก
คงจะมีอะไรหลายอย่าง

เธอเป็นประเภทที่หาได้ยากใน SKE48
เป็นแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน

รู้สึกเหมือน SKE48 ได้รับแสงอันเจิดจ้า

เธอเป็นเด็กมหัศจรรย์ค่ะ

เธอจะเป็นคนสร้างอนาคต ฉันจมอยู่กับความคิดนั้นโดยไม่ได้รู้เลย
ความคิดที่ว่า "(เธอจะ)จบการศึกษาไปก่อนฉันเองอีก"
มันไม่ได้อยู่ในหัวฉันเลยสักนิด

เรื่องนี้ ฉันไม่ได้พูดถึงยูนะคนเดียวนะ
คือมันเศร้ามากที่ฉันต้องเป็นคนมาอำลาส่งรุ่นน้องน่ะ

สักวันฉันอยากให้เธอมาอำลาส่งฉัน

แล้วก็อยากให้เธอปกป้องอนาคตของ SKE48 ให้ดี
อยากให้เธอสร้างมันขึ้นมา

ฉันอยากเห็นเธอในแบบนั้น
ไม่ว่ายังไง นี่ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในใจฉัน

แต่ว่ายูนะน่ะ
เป็นไอดอลแบบที่ซื่อตรงต่อตัวเอง ไม่มีบิดพลิ้ว
เป็นไอดอลที่ทำให้คนหลงใหล

คงจะทำให้ใครหลายคนซาบซึ้งจับใจ
พลางคิดไปว่า(เธอ)จะไม่เป็นจุดเปลี่ยนที่จะสร้างอะไรบางอย่างให้กับ SKE48 อีกแล้วงั้นเหรอ

แต่บางทีเธออาจเป็นไปแล้วก็ได้

ที่จริง ฉันก็ชอบของแฮนด์เมดนะ
เราชอบเรื่องนี้เหมือนกัน เลยได้ไปร้านขายอุปกรณ์ด้วยกัน 2 คน
ได้เดินดูของนู่นนี่ ซื้ออะไรมาตั้งหลายอย่าง
เป็นความทรงจำที่ดีจริงๆ

ฉันชอบของที่ยูนะทำจริงๆน้า

แม้จะเหลืออีกแค่เดือนนิดๆ
แต่ถ้าได้ไปซื้อของด้วยกันอีกก็คงดีนะ

แล้วก็จนกว่าโอบาตะ ยูนะที่เป็นไอดอลจะถึงท้ายที่สุด
ฉันจะคอยเฝ้ามองเธอเป็นอย่างดีเลยค่ะ


--------------------------------------------------

บล็อกคาโอตัน

http://www2.ske48.co.jp/blog/detail/id:20190213233927478

ยูนานะ

ยูนะที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์นี่สุดยอดจริงๆ

แน่นอนว่านอกเหนือไปกว่านั้นก็คือความพยายาม

อย่างฉันเนี่ย
ไม่ได้เกิดมาพร้อมอะไรแบบนั้น
ฉันมันเป็นพวกดิ้นรนหาทางทำอะไรสักอย่างแล้วก็เกาะมันไว้ให้แน่น
เพราะงั้นกับเด็กที่มีพร้อมอยู่แล้วเนี่ย
ฉันก็ยังอิจฉาอยู่นะ (หัวเราะ)

เซนเตอร์เดี่ยวน่ะ
ต่อจากจูรินะซังกับเรนะซัง
เธอเป็นคนที่ 3

ตั้งแต่ตอนที่เรนะซังจบการศึกษาเป็นต้นมา
ยูนะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์ SKE เลย

ในอีกแง่หนึ่ง เมื่อมองกลับไปแล้ว
10 ปีที่ผ่านมา เรามีเซนเตอร์เดี่ยวแค่ 3 คนเอง
ฉันว่ามันเป็นปัญหาทางโครงสร้างอยู่เหมือนกันนะ (หัวเราะ)

ทั้ง Igai ni mango และ Muishiki no iro
เป็นเพลงที่ดีมากๆ
การที่ยูนะเป็นเซนเตอร์
ทำให้อนาคตของ SKE มุ่งไปในทางที่สดใหม่และสดใส

เธอได้สร้างทางเส้นนั้นขึ้นมา

เพราะยูนานะไม่เคยปริปากบ่น สีหน้าก็ไม่แสดงออก
ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้สึกหนักใจ ข้องใจ หรือกดดันอะไรหรือเปล่า

เธอยืนอยู่บนเวทีพร้อมกับสายตาของรุ่นพี่อันเฉียบคมที่มองอยู่ด้านหลัง
เป็นอีกครั้งที่ฉันคิดว่า ยูนะเป็นรุ่นน้องที่พึ่งพาได้จริงๆ

เพราะงั้น
ตอนที่ฉันคิดจะเล่น Fukyowaon
ฉันก็คิดทันทีเลยว่ายังไงก็อยากให้ยูนะเป็นเซนเตอร์ แล้วก็เลยขอไป

ยูนะกับราระกับเรียวฮะ

ทั้ง 3 คนคือคนที่ฉันอยากให้รับหน้าที่สำคัญในเพลงนี้

นี่น่ะ สำหรับฉันมันเดือดมากเลยนะ (หัวเราะ)

ขอบคุณที่มอบสิ่งนี้ไว้ให้
ประกาศจบการศึกษาก็เหนื่อยหน่อยนะ

ที่จริงแล้วสเตจนี้จะต้องเป็นสเตจวันเกิดของฉัน
แต่เพราะฉันข้อเท้าพลิก ก็เลยต้องเลื่อนออกไป กลายเป็นสเตจปกติแทน

เพราะคิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสดูสเตจ KII ในฐานะคนดูมากเท่าไหร่
พอมีโอกาสก็เลยคิดว่าไปดูที่เธียเตอร์ดีกว่า
แล้วก็มีประกาศจบการศึกษา

ฉันว่าถ้ามันเป็นสเตจวันเกิดของฉันล่ะก็ เธอคงไม่ได้ประกาศ
ก็เลยรู้สึกว่าดีแล้วที่เธอสามารถประกาศได้เร็วขึ้น แม้นิดนึงก็ยังดี

อันที่จริง ยังไงเธอก็ยังเป็นคนที่ SKE จำเป็นต้องมีอยู่
ฉันไม่อยากให้จบการศึกษาเลย
แต่ยูนะบอกว่าได้เป็นไอดอลมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้วและได้เจอเป้าหมายใหม่แล้ว
เมื่อเห็นแบบนั้น ก็คิดว่าคงเปล่าประโยชน์ที่จะหยุดมัน

จนกว่าจะสิ้นเดือน 3 ก็ฝากด้วยนะ

แผ่นหลังที่สุดเท่นั้นจะทำให้คนหลงใหลจนถึงท้ายที่สุดเลยแหละ

คาโอตัน


--------------------------------------------------

บล็อกราระ

http://www2.ske48.co.jp/blog/detail/id:20190212222720262

สิ่งที่คิดในตอนนี้

วันนี้ยูนานะประกาศจบการศึกษาล่ะค่ะ

ยูนานะที่ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะเดินไปข้างหน้า ขัดกับท่าทางภายนอกนั้น
มันเท่มากเหมือนกันนะ

ฉันว่ามันเป็นการลาจากที่เบาบางเหมือนสายลมอยู่นะ

แฟนๆทุกคนเองก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน
เพราะคิดว่ายังไงยูนานะก็คงอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง

ตอนที่ได้ข่าวก็ตกใจมากเลยล่ะ

ทำไมกัน?
เพราะอะไร?

ความรู้สึกแบบนั้นมันรุนแรงมาก

น้ำตามันไหลไม่หยุด
รู้สึกเหมือนในใจฉันมันมีรูโหว่

ยูราระ

เราถูกเรียกแบบนั้นบ่อยๆ

ตอนที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นดับเบิ้ลเซนเตอร์น่ะ
ฉันรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมากๆเลย
ความรู้สึกที่ไม่อยากยอมแพ้มันแรงกล้ามาก

เธอเป็นคนๆเดียวที่ทำให้ความรู้สึกนั้นส่องสว่างในใจฉัน การที่ยูนานะจะจบการศึกษามันทำให้ฉันเศร้ามาก คิดไม่ถึงเลยล่ะ

แม้แต่ตอนนี้ที่รู้เรื่อง(จบการศึกษา)แล้ว ฉันก็ยังคิดอยู่เลยว่าอยากจะพยายามไปด้วยกันสองคนให้มากขึ้นกว่านี้

ตัวฉันคนเดียวไม่อาจตั้งเป้าที่ตรงนั้นได้หรอก

แต่ถ้าเป็นเราสองคนก็อาจจะทำได้

ฉันรู้สึกแบบนั้น

แต่ว่า ยูนะกำลังจะมุ่งไปในทางที่ยูนะคิด

เพราะงั้น ราระเองก็จะมุ่งไปในทางที่ตัวเองคิดเหมือนกัน

ตอนนี้ตัดสินใจแล้วล่ะ

ถึงจะพูดแบบนั้น
เส้นทางที่ตัวฉันเองคิดมันก็ไม่ได้ชัดเจนเท่าไหร่หรอก

แต่ฉันจะมุ่งไปโดย
ไม่ลืมที่จะเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ลืมที่จะมีความเชื่อมั่นในตัวเอง
ไม่ลืมความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อแฟนๆ
ไม่ลืมที่จะคิดลงไปลึกๆไม่ใช่คิดอะไรตื้นๆ

ฉันมองเห็นหนทางท่ามกลางหมอกหนานี้ได้ไกลขึ้นอีกนิดนึงแล้วรึเปล่านะ

ฉันคิด

สำหรับฉัน คนที่มีตัวตนเหมือนยูนะน่ะ
นอกจากยูนะก็คงไม่มีอีกแล้ว
รู้สึกว่าต่อจากนี้ก็คงไม่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว

เธอเป็นคนที่สำคัญกับฉันมากๆขนาดนั้นเลยล่ะ

เพราะงั้น
ไม่ว่ายังไงก็อยากให้ยูนะเปล่งประกายในทางที่เลือกแล้วให้ได้

ฉันคิดอย่างนั้นแหละ

--------------------------------------------------

บล็อกไอริ

http://www2.ske48.co.jp/blog/detail/id:20190213212113836

เกี่ยวกับการจบการศึกษาของยูนานะ มิซุโนะ ไอริ

[เกี่ยวกับการจบการศึกษาของยูนานะ]

ฉันอาจจะไม่มีความสามารถเรื่องคำศัพท์เท่าไหร่แต่ฉันจะเขียนเพื่อสื่อถึงทุกคนให้ดีที่สุดค่ะ

ฉันรู้มานานแล้วว่ายูนะจะจบการศึกษา

เพราะตัวเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการประกาศจบการศึกษาเลยไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงแต่คิดว่าคงต้องมีความกล้ามากๆ

ฉันคิดว่ายูนานะได้ทำหน้าที่ในฐานะไอดอลต่อหน้าแฟนๆได้สมบูรณ์ 100% เลยล่ะ

ฉันจะพูดแค่ตรงนี้นะคะ ตอนช่วงประมาณ Igai ni mango ที่ยูนะแจ้งเกิด  ตอนที่ยูนะคิดเรื่องสปีชที่จะพูดนั้น

เธอคงมีเรื่องที่หนักใจ เรื่องแย่ๆอยู่มากมายแน่ๆ แต่การถูกเลือกให้เป็นเซนเตอร์ Mango แล้วจะบอกว่ารู้สึกแย่ ก็กลัวว่าถ้าพูดไปจะถูกคนต่อว่า
เธอเลยไม่ส่งเสียงใดๆ เรื่องนั้นฉันมองเห็นอยู่นะ

ในขณะที่ยินดีกับการได้เป็นเซนเตอร์ในตอนนั้น ก็มีความคับข้องใจที่กดดันอยู่โดยพวกเราไม่ได้รู้สึกถึง

ฉันน่าจะให้กำลังใจเธอได้มากกว่านั้นนะ มาคิดได้เอาตอนนี้มันก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
ยูนานะน่ะ ไม่ว่าจะมีอะไร เธอก็สามารถยืนบนเวทีด้วยรอยยิ้มได้

ตัวฉันน่ะ ถ้ามีเรื่องที่ไม่ชอบก็จะออกมาทางสีหน้า จะพูดออกมาเลย แต่ยูนะน่ะเป็นภาพสะท้อนของไอดอลที่แท้จริง

ช่วงนี้โอโนะ (ชื่อเรียกคู่หูยูนานะกับไอริ) ก็เริ่มมีงานเพิ่มขึ้น

ตอนที่ถ่ายกราเวียร์โอโนะลงใน BUBKA

ตอนที่ทำงานก่อนหน้านั้นก็เหมือนจะเคยพูดไปว่าอยากให้มีงานของโอโนะบ้าง

เป็นเพราะยูนะ ก็เลยได้ถ่ายงานของนิตยสารนี้รึเปล่านะ? ฉันดีใจมากจริงๆ

เพราะมีงานอดิเรกเหมือนกับยูนะ เราก็เลยสนิทกัน

ไม่คิดว่าจะได้รับงาน ได้เล่นด้วยกันทุกวันผ่านการเป็นคู่หูโอโนะแบบนี้

บอกตามตรง มิซุโนะเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีกับการที่จะไม่มีเพื่อนรักที่สนิทกันอยู่ด้วยแล้ว มันรู้สึกเหงามากๆเลยล่ะ
ยูนะจบการศึกษาน่ะเป็นเรื่องดีมากนะ
เธอบอกว่าเป็นไอดอลมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้วสินะ
มันเท่มากๆเลยไม่ใช่เหรอ

ตัวฉันเองยังห่างชั้นกับยูนะ ยังเอื้อมไม่ถึงก็จริงอยู่ แต่ฉันอยากจะใช้ชีวิตแบบนั้นล่ะ!
ความคิดนี้มันแรงกล้ามาก
พอได้ฟังคำพูดของยูนะแล้วก็มีแรงฮึดขึ้นมาเลย

จากนี้ก็จะพูดถึงมิซุโนะบ้าง
แล้วรูโหว่ของยูนะนี้ถมให้เต็มยังไง? มีแฟนๆเขียนแบบนั้น

ความเห็นของมิซุโนะคือ รูโหว่อะไรนั่นไม่มีหรอกค่ะ
ด้วยตัวตนเพียงหนึ่งเดียวของยูนะกับความพยายามของเด็กคนนี้ มันถึงออกมาเป็นแบบในตอนนี้ ไม่ว่าใครก็มาแทนยูนานะไม่ได้

แต่ที่ทำได้ก็คือเรื่องที่พูดว่าตั้งเป้าที่จะเซมบัตสึกับเป็นเซนเตอร์ค่ะ

ตอนเริ่มแรกฉันพูดอยู่บ่อยๆว่าจะพยายามเต็มที่เพื่อจะกำลังสำคัญให้ SKE48 ให้ได้

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ฉันเริ่มไม่ได้พูดถึงมัน

งั้นฉันจะพูดเป้าหมายนั้นอีกครั้งค่ะ

ฉันอยากเป็นเซมบัตสึและเป็นเซนเตอร์ของ SKE48 ค่ะ

จะพยายามเต็มที่โดยไม่ลืมความรู้สึกที่พลุ่งพล่านในตอนนั้น

ฉันจะพูดถึงสเตจก่อนหน้านี้สักหน่อยแล้วกันนะคะ

ไอดอลน่ะ ไม่รู้ว่าตอนจบจะมาถึงเมื่อไหร่

ในขณะที่ไอดอลเปล่งประกายอยู่ก็อยากให้สนับสนุนเต็มที่โดยไม่มารู้สึกเสียใจภายหลัง ฉันคิดอย่างนั้นค่ะ

ชีวิตไอดอลของยูนะจะสิ้นสุดลงในสิ้นเดือน 3
จนกว่าจะถึงท้ายที่สุดก็อยากเชียร์ยูนะให้เต็มที่
ขอฝากให้แฟนๆสนับสนุนยูนะเป็นอย่างดีด้วยนะคะ

ถึงจะเลิกไปแต่เราก็เป็นเพื่อนกันตลอดไป

โอโนะน่ะไม่มีวันตาย

รักเธอนะ

จาก มิซุโนะ ไอริ



--------------------------------------------------

บล็อกยูกิ


[ยูนะ] อาราอิ ยูกิ 82

อาราอิ ยูกิค่ะ!
Ameblog ครั้งที่ 82

สวัสดีค่ะตอนเย็น!
เมื่อวานไม่มีเวลาก็เลยไม่ได้โพสต์บล็อก

เขียนเสร็จแล้วก็เลยจะโพสต์ล่ะค่ะ
ถ้าโพสต์เร็วกว่านี้หน่อยก็คงดี

เมื่อวานมีสเตจ KII ค่ะ
แล้วก็มีการประกาศจบการศึกษาของยูนะ

ยูน้าาาา

ยูนะบอกฉันแล้วก่อนหน้านี้
ถึงจะมีเวลาทำใจสักพักแล้ว แต่ตอนที่ประกาศก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่ดี

อยากให้มันเป็นเรื่องโกหกจัง

การได้เห็นท่าทางที่แสดงอย่างเต็มที่บนเวที
ได้เห็นท่าทางที่มุ่งมั่นเต็มที่กับการทำงานนี้
จะเลิกจริงๆงั้นเหรอ??
ฉันคิดอย่างนั้นวนไปวนมาไม่รู้กี่รอบ

แต่ว่านั่นคือจุดที่ดีของยูนะล่ะ
เต็มที่จนกว่าจะถึงท้ายที่สุด เท่มากเลย

ถึงจะมองดูน่ารัก
แต่ภายในน่ะบ้าบิ่นน่าดู

ยิ่งได้รู้จักยูนะมากขึ้น
ความรู้สึกนับถือมันก็ยิ่งท่วมท้น

เด็กที่ลงตัวพอดีแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆนะ!
เป็นไอดอลที่สุดยอดเลยล่ะ
รักนะ

จบการศึกษาแล้วก็มาเป็นเพื่อนกันเนอะ

จาก ยูกิ


--------------------------------------------------

บล็อกยูซึกิ


(ส่วนที่พูดถึงยูนานะ)

แล้วก็ตอนจบของสเตจวันนี้ ก็มีประกาศจบการศึกษาจากยูนะล่ะ!

ร้องไม่ได้นะ แม้ฉันบอกตัวเองแบบนั้น
แต่คิดแบบนั้นไปก็ไร้ประโยชน์
เพราะฉันก็ร้องอยู่ดี ฮ่าๆๆ

ทุกคนบอกฉันว่านึกว่าจะร้องหนักกว่านี้ซะอีก
แต่ก็คิดว่า จะมาร้องไห้ยิ่งกว่าเจ้าตัวที่ประกาศได้ไง
ก็เลยพยายามกลั้นไว้
แต่ก็กลั้นไม่ได้เลยซักนิด

การที่ยูนะมีความฝันใหม่เนี่ยเป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ
แน่นอนว่าฉันจะคอยสนับสนุน

จากนี้ต่อไปฉันจะทำแบบนั้นล่ะ
ยูนะที่คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับฮิดากะน่ะ 
ทั้งเปล่งประกายแล้วก็น่ารักมากๆ

คนที่สนิทด้วยรอบตัวฉันจะจบการศึกษาไปอีก 1 คนแล้ว
พูดตามตรง มันก็เจ็บปวด
แต่พอคิดว่า
ถ้าผ่านมันไปได้ จะได้เห็นอะไรเพิ่มอีกมั้ยนะ
เพราะงั้นฉันจะทะนุถนอมทุกๆวันที่เหลืออยู่

เพราะคิดว่าถึงจะจบการศึกษาไปก็ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์เราจะจบลงไปด้วยซะหน่อย
ก็เลยไม่กังวลอะไร

จนกว่าจะถึงท้ายที่สุด
ฉันอยากเป็นคนที่ยูนะจะฝากใจไว้ ทำให้เธอสบายใจได้

ฉันกินบราวนี่ที่ยูนะทำให้ระหว่างทางกลับบ้าน
อร่อยมากๆเลยล่ะ

ขอบคุณนะ!
ที่ประกาศไปก็ เหนื่อยหน่อยนะ

(รูป: ถึงจะใส่ฟิลเตอร์แต่ฮิดากะก็ตาแดงมากเลย)

ทุกคนที่คอยสนับสนุนเอง
ก็คงจะสะเทือนใจกันอยู่
ค่อยๆ มุ่งไปข้างหน้าไปด้วยกันเนอะ
ยังไงทางข้างหน้าก็ยังอีกยาวไกล

งั้นก็

ขอบคุณที่อ่านกันนะคะ

แผนที่จะไปเที่ยวกับยูนะ
ขอให้ได้ไปเร็วๆด้วยเถอะ

by ยูซึกิ


--------------------------------------------------

บล็อกคุมะ


ยูนะจิ

การประกาศจบการศึกษาของยูนานะ
ไม่ว่ายังไงพอได้เห็นท่าทางตอนประกาศ ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา

เหงาจริงๆ

ได้รอยยิ้มของยูนานะช่วยเยียวยามาตั้งเท่าไหร่...

คุมะจิกับยูนะจิ
พอคิดว่าจะไม่ได้เรียกกันแบบนี้เหมือนปกติแล้วก็อดรู้สึกเหงาไม่ได้

ต่อจากนี้แน่นอนว่า ถึงจะจบการศึกษาไปแล้วก็ยังเจอกันได้
แต่ไม่ว่ายังไงก็เหงาอยู่ดี...

แต่ว่า การตัดสินใจเดินไปในเส้นทางใหม่ของตัวเองเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ ไม่ใช่ง่ายเลย...

เพราะงั้น ฉันสนับสนุนความรู้สึกของยูนะจินะ

ไอดอลที่ชื่อว่าโอบาตะ ยูนะน่ะ สุดยอดจริงๆ

ไอดอลน่ะ แม้จะจบการศึกษา
แต่พวกเธอจะยังคงต้องเปล่งประกายต่อไปแน่ๆ

เรื่องนี้แฟนๆทุกคนก็คงจะรู้ดีอยู่

ระยะเวลาจนกว่าจะจบการศึกษา

มาสร้างความทรงจำกับยูนะจิเยอะๆกันเถอะ!

ยูนะจิ รักนะ!

--------------------------------------------------

บล็อกรันรัน


เรื่องยินดีกับเรื่องเหงาๆ ยูนาน้าาา
(ส่วนที่พูดถึงยูนานะ)

สวัสดีตอนเย็นค่ะ
รันรัน ยามาอุจิ สุซุรันค่ะ

ก่อนอื่น..

การประกาศจบการศึกษาของโอบาตะ ยูนะ

ยูนาน้าาาา...เหงาชะมัด

ยูนานะที่พูดว่าชอบสุซุรันซังมาตลอดเลยค่ะ
เพราะอยู่กันคนละทีมเลยไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันเท่าไหร่
พอเวลาเจอกันก็คิดว่าอยากจะคุยด้วยจังนะ
แต่เพราะนิสัยขี้อายนิดๆของฉัน ทำให้ตื่นเต้น
ก็เลยพูดไม่ออกบ่อยๆ
พอมีประกาศ ช่วงเวลาแบบนั้นเป็นอะไรที่ฉันรู้สึกเสียดายมาตลอดเลย...

เพราะงั้นเลยอยากอยู่ข้างๆยูนานะให้ใกล้ขึ้นอีก
อยากสนิทกันจังเลยน้า

เป็นคนเดียว ที่พูดว่าชอบฉัน
เป็นรุ่นน้องคนสำคัญเลยล่ะ...ร้องไห้

รุ่นน้องที่บอกว่าชอบฉันน่ะ
ล้ำค่ามากจริงๆล่ะ!!! ร้องไห้

ยูนานะ
ยินดีด้วยที่ประกาศจบการศึกษา
ฉันคิดว่า มันคงเป็นผลที่ออกมาจากความหนักใจมากๆ
ฉันเองก็เคยคิดกลับไปกลับมาเหมือนกัน
ตั้งกี่ครั้งที่อยากจบการศึกษา...ไม่จบดีกว่า...
การตัดสินใจครั้งนี้ คงเป็นการตัดสินใจที่แน่วแน่

แล้วเธอก็เพิ่งจะ 17 เองนี่นะ
เรื่องที่อยากทำ เรื่องที่สนุกๆ อนาคตที่ยังไม่เคยเห็น
ฉันอยากให้เธอไปให้สุดเลย!!

ยูนานะ ช่วงเวลาจนกว่าจะจบการศึกษา
เพราะสัญญาไว้แล้วว่า เมื่อเราเจอกันก็มาอยู่ด้วยกันเยอะๆนะ
ดังนั้นฉันจะทำให้เต็มที่เลย!! สัญญา!

อ่าาาา แต่ถึงอย่างนั้น
ก็ยังเหงาอยู่ดี

โอชิเมมจบการศึกษา 
ความรู้สึกมันเป็นอย่างนี้นี่เองสินะ
ถ้าตอนที่ชอบ ปล่อยเวลาผ่านไป
ไม่พยายามมาเจอ ไม่สนับสนุน ไม่ให้กำลังใจ อย่างเต็มที่
ก็จะต้องเสียดายแน่ๆ...

ฉันเองตอนที่อยากพยายาม
แต่ไม่ได้พยายามให้เต็มที่ ก็เสียดายเหมือนกัน

การจบการศึกษาของเมมเบอร์
ทำให้มีความรู้สึกที่หลากหลาย

เด็กที่น่ารักขนาดนั้นจบการศึกษา
ไม่วายังไงก็เศร้าจริงๆ แต่...
เพื่อให้ยูนานะเป็นเด็กผู้หญิงที่งดงามยิ่งๆขึ้น
ฉันจะสนับสนุนเต็มที่ๆๆ

จนกว่าจะสิ้นเดือน 3 ก็ฝากตัวด้วยนะ!!!!




วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

[Talk] ยูนานะจบการศึกษา



สำหรับแฟนๆแล้ว การจบการศึกษาของไอดอลเป็นเรื่องที่ทั้งสุขและเศร้าไปพร้อมๆกัน
สุขที่ได้เห็นเขาก้าวไปอีกก้าว ไปในเส้นทางที่เขาตัดสินใจเลือกเอง
เศร้าที่เราจะไม่ได้เห็นเขาในฐานะเมมเบอร์วงไอดอลที่เรารักอีกต่อไปแล้ว
เป็นอารมณ์ที่ถ้าไม่ได้มาตามไอดอลก็คงไม่มีวันได้รู้

ที่ผ่านมา SKE มีเด็กที่เป็นดาวรุ่งมากมายหลายคน จบการศึกษาออกไปในขณะที่อนาคตในวงกำลังสดใสแบบสุดๆ
แต่สำหรับเรา คงไม่มีครั้งไหนอิมแพ็คเท่ากับครั้งนี้ ถือเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของ SKE เลยก็ว่าได้
เมื่อเด็กที่ถูกวางตัวให้เป็นเอซคนต่อไปของวง เด็กเพียงคนเดียวที่ได้เป็นเซนเตอร์เดี่ยวต่อจากระดับตำนานอย่างจูรินะกับเรนะ เด็กที่ทุกคนมองว่าเป็นอนาคตอันสดใสของ SKE อยู่ดีๆก็ประกาศจบการศึกษาโดยไม่มีวี่แววมาก่อน
ทุกคนก็คงตกใจแล้วก็มีคำถามผุดขึ้นมาเต็มในหัวไปหมดเหมือนๆกัน

มันเกิดอะไรขึ้น? เพราะอะไร?
ทำไมยูนานะถึงทำแบบนี้?
ไหนเคยบอกว่าจะเป็นคนที่พาวงนี้ไปไง?
ไหนที่เคยบอกว่าจะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงอิมเมจของวง?
ไหนที่เคยบอกว่าอยากจะไปนาโกย่าโดมด้วยกัน?
ไหนที่เคยบอกว่าจะไปงานขาว-แดงด้วยกัน?
ไหนที่เคยบอกว่าจะเป็นเซนเตอร์คู่กับราระ?
มันหายไปไหนหมดแล้ว?

เราพยายามจัดการกับความรู้สึกตัวเองอยู่นาน (นานกว่าตอนเรนะโอชิคนแรกของเราแกรดซะอีก)
กว่าจะกล้าเข้าไปอ่านบล็อกของยูนานะที่พูดถึงเรื่องนี้แบบเต็มๆ



อ่านไป แปลไป น้ำตาก็ไหลออกมาเอง

แฟนๆอย่างพวกเรานี่มัน ช่างไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

ตั้งแต่ได้อ่านบล็อกยูนานะ คำถามในหัวเรามันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ "เพราะอะไรยูนานะถึงจบการศึกษา?"
แต่มันกลายเป็นคำถามที่เราย้อนถามตัวเองกลับว่า "ที่ผ่านมามองข้ามตัวตนจริงๆของยูนานะมานานแค่ไหน?"

ยูนานะไม่ใช่เด็กที่จะบ่นหรือแสดงอารมณ์อะไรลบๆออกมา
เป็นเด็กจิตใจดีที่ใครอยากให้ทำอะไรก็ทำ แถมยังตั้งใจทำออกมาได้ดีด้วย
ในอีกทางนึง เรามองว่าคงเป็นเพราะยูนานะโตขึ้นแล้ว
มีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วก็อยากสลัดภาพบางอย่างทิ้งไป ซึ่งก็อาจเป็นภาพที่พวกเราเองนี่แหละยัดเยียดให้

พวกเราเอาแต่มองว่ายูนานะน่ารัก แต่ไม่เคยสนใจเลยว่าแท้จริงยูนานะอยากเป็นแบบไหน
ช่วงหลังที่น้องตัดผมสั้น เปลี่ยนแนวเป็นชาวร็อค หลายคนกลับคอมเม้นต์ว่าชอบยูนานะที่น่ารักใสๆมากกว่า
พวกเรายัดเยียดความคิดของพวกเราให้น้อง โดยที่ไม่ค่อยสนใจความคิดของตัวน้องเองซักเท่าไหร่

พวกเรามัวแต่คิดว่ายูนานะคือความหวัง คือความฝัน คืออนาคตของวง
พวกเราคาดหวังสูงมากถึงมากที่สุดในตัวเด็กผู้หญิงคนนี้
แต่พวกเราไม่เคยสนใจเลยว่า จริงๆแล้วยูนานะรู้สึกยังไงกับทุกความคาดหวังที่ได้รับมา
พวกเราไม่เคยสนใจเลยว่า ตัวยูนานะต้องแบกรับความกดดันมากแค่ไหน
ไม่ใช่ในฐานะไอดอล แต่ในฐานะเด็กคนหนึ่งที่เข้ามาในวงการนี้โดยที่ไม่เคยชอบหรือรู้จักไอดอลมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ถึงในบล็อกยูนานะจะไม่ได้เขียนออกมาตรงๆ แต่ก็รับรู้ได้ว่ามันคงยากมากสำหรับยูนานะ

เมื่อเราคาดหวังกับอะไรบางอย่างไว้ แล้วผลที่ออกมามันไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็ย่อมต้องผิดหวังมากเป็นธรรมดา
แต่ในกรณีนี้เราไม่ได้ผิดหวังกับยูนานะ เราผิดหวังกับตัวเราเองมากกว่าที่ไปตั้งความคาดหวังไว้แบบนั้นโดยไม่ได้ใส่ใจตัวน้องเลย

นึกไม่ถึงจริงๆว่าการชอบไอดอลจะให้ข้อคิดชีวิตอะไรแบบนี้ได้ด้วย

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า อะไรก็ได้ ขอแค่ให้ยูนานะมีความสุข
ขอแค่ให้ยูนานะยิ้มได้ออกมาจากใจ
แค่นี้เราก็พอใจแล้ว

ระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา การมียูนานะอยู่ใน SKE สำหรับเราถือเป็นลาภอันประเสริฐแค่ไหนแล้ว (ฮาาาาา)

ก็อย่างที่ยูนานะบอกแหละค่ะว่าในฐานะไอดอลก็ได้ทำสำเร็จลุล่วง จบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
เด็กที่ใช้เวลาอยู่ในวงแค่นี้ แต่ถึงขั้นได้ยืนเป็นเซนเตอร์ซิงเกิ้ลหลัก เป็นคนจุดประกายให้วงนี้มันร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง
เป็นเด็กมหัศจรรย์จริงๆนั่นแหละ

เราชอบประโยคนึงที่พี่นกเขียนไว้ในบล็อก (พี่นกซึ่งปกติไม่ได้สนิทกับยูนานะขนาดนั้น)
ที่บอกว่า
"(เธอ)จะไม่เป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างอะไรบางอย่างให้กับ SKE48 อีกแล้วงั้นเหรอ...แต่บางทีเธออาจเป็นไปแล้วก็ได้"

มันใช่เลย ยูนานะเป็นคนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ SKE ไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้ก็อยากให้ยูนานะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างมีความสุข อัพโซเชี่ยลบ้าง พอให้ได้เห็นหน้ากัน ให้ได้รู้ว่ายูนานะมีความสุขดี
แค่นี้ก็พอแล้ว

ส่วน SKE ไม่ต้องห่วง
เรายังมีเด็กรุ่นใหม่ที่ร้อนแรงและพร้อมจะขึ้นมายืนเป็นแนวหน้าอยู่อีกเพียบ ขอแค่โอกาสที่เด็กๆจะได้แสดงออก
ถ้าจะให้พูด ก็ต้องบอกว่าสถานการณ์ช่วงนี้ดีกว่าช่วงปี 2016 แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
มีรายการเยอะมาก หลากหลายช่องทาง ทั้งฟรีทีวี ทั้งวิทยุ ทั้งสตรีมมิ่งออนไลน์
ก็หวังว่าเด็กๆจะคว้าไว้ได้เมื่อโอกาสมาถึง

จบค่ะ

ปล. เราจะเป็นหนักกับยูนานะมากหน่อย เพราะเห็นน้องมาตั้งแต่เดบิวต์เปิดตัวในงานจับมือ จนขึ้นอันเดอร์ในสเตจทีม S ครั้งแรก จนได้มาถึงตอนนี้ เหมือนเห็นลูกโต
ปล2. ไม่ว่ายูนานะจะอยู่ไหน ยูนานะก็จะเป็นลูกเราเสมอค่ะ
ปล3. ยูราระของพี่.......................................
ปล4. เดี๋ยวจะเอาที่แปลบล็อกเมมเบอร์คนอื่นที่เขียนถึงยูนานะมาลงให้อ่านอีกที

[แปล] Ameblog ยูนานะ 2019-02-13 "ความรู้สึกของฉัน"

บล็อกยูนานะ
https://ameblo.jp/ske48official/entry-12439811663.html


ความรู้สึกของฉัน โอบาตะ ยูนะ


ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์และไลค์ ใน Ameblog ครั้งก่อนนะคะ

ก่อนอื่นเลย
ฉัน
โอบาตะ ยูนะจะจบการศึกษาจาก SKE48 สิ้นเดือน 3 นี้ค่ะ!!

ขอโทษด้วยที่บล็อกที่ฉันไม่ได้เขียนมานานต้องเป็นแบบนี้

คิดว่าการประกาศที่กะทันหันนี้คงทำให้หลายๆคนตกใจ
หลายๆคนคงสงสัยว่า ทำไมกันนะ? 

ถ้าให้พูดก็คงจะยาว ฉันอยากจะบอกความรู้สึกที่ฉันต้องการจะบอกเท่านั้นค่ะ

เพราะฉันพูดไม่ค่อยเก่ง ถ้าทำให้สับสนก็ต้องขออภัยด้วยนะคะ

ก่อนอื่น
ฉันคิดเรื่องจบการศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้วค่ะ

ปีที่แล้วเป็น 1 ปีที่สนุกและไม่มีเรื่องที่น่าเจ็บใจเลย

ได้รับเลือกเป็นเซนเตอร์ใน Muishiki no iro
ในเลือกตั้ง ก็ได้ติดอันดับที่ 34 ซึ่งเป็นอันดับที่งดงาม...

ตั้งแต่หน้าร้อนจนถึงช่วงใบไม้ร่วงก็ได้เข้าร่วมอีเว้นท์ต่างๆมากมาย

ถึงขั้นว่า ถ้าให้พูดก็คงไม่หมด! เลยล่ะค่ะ
มีเรื่องที่น่ายินดีเต็มไปหมด

ในระหว่างนั้นก็มีความคาดหวังต่อฉัน...
เรื่องนี้น่ะ

เป็นเรื่องที่ฉันดีใจมากเลยค่ะ

มีคนบอกบ่อยๆว่า งานจับมือก็รออยู่นะ

แต่ว่า
ในระหว่างนั้น

พอมีคนถามว่า เป้าหมายใหม่ที่อยากทำต่อไปคืออะไรเหรอ?

ตัวฉันที่ไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้

ตัวฉันที่คิดว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะไอดอลอย่างสมบูรณ์แล้ว

ไอดอลที่จริงแล้วเป็นยังไงกันนะ? ตัวฉันเองรู้ดีที่สุดค่ะ

ฉันเข้าใจดีว่า
เราควรตั้งเป้าให้สูงขึ้น
เราจะยังพอใจที่ตรงนี้ไม่ได้

เพราะงั้น

ฉันคิดว่าการจะเป็นไอดอลด้วยความรู้สึกครึ่งๆกลางๆมันไม่ถูกต้องค่ะ

รอบตัวฉันก็มีเมมเบอร์ที่อยากทำอะไรต่างๆมากขึ้น อยากเป็นแบบนั้นแบบนี้มากขึ้น

ในระหว่างนั้น ตัวฉัน
เริ่มรู้สึกว่าการยืนอยู่ข้างหน้ามันไม่ถูกต้อง

เดิมที ตัวฉันไม่ได้รู้จักไอดอล หรือ SKE มากเท่าไหร่ เพราะคุณยายให้มาลองออดิทชั่นเลยได้เข้ามา

เริ่มทำงานด้วยความกังวล โดยที่แทบจะไม่รู้อะไรเลย

ความรู้สึกแบบว่า จะทำยังไงดีนะ? มันเต็มไปหมด

แม้จะเป็นแบบนั้นรอบตัวฉันก็มีเมมเบอร์และแฟนๆที่ร้อนแรงอยู่

วงนี้เป็นยังไงนะ?
ทำไมถึงได้ร้อนแรงกันขนาดนี้?

แต่ว่า
ในการทำงานก็เริ่มรู้สึกว่าวงนี้เป็นวงที่ดีมาก

ฉันเองก็อยากเป็นแบบนั้นบ้าง
และเริ่มมีเป้าหมาย...

เริ่มแรกสุดฉันแทบจะพูดไม่ได้เลย
มันคงทำให้แฟนๆรำคาญ

แต่ในขณะที่ทำงาน ฉันก็มีเป้าหมายที่ต้องทำให้ได้อยู่ในใจตลอดมา

แล้วก็ ที่มักจะโดนถามบ่อยๆ คำตอบของฉันก็มีแค่

ตำแหน่ง!

อยากเป็นเซนเตอร์งั้นเหรอ?
แม้จะเป็นเรื่องที่ถูกถามบ่อยๆ 
แต่ตัวฉัน จริงๆไม่ได้ยึดติดกับเรื่องตำแหน่งเท่าไหร่หรอกค่ะ

แน่นอน ถ้าถามว่า อยากเป็นเซนเตอร์เหรอ? ก็ต้องอยากเป็นอยู่แล้วล่ะค่ะ

มันเป็นตำแหน่งที่ไม่ว่าใครก็อยากเป็น
ถ้าเป็นไอดอล ก็ต้องมีตำแหน่งเป็นเป้าหมายนั่นแหละ

ก่อนจะได้เป็นเซนเตอร์

ฉันซึ่งไม่ได้ยึดติดกับเรื่องตำแหน่ง
ก็เลยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นเซมบัตสึก่อน ด้วยเป้าหมายนั้น
ฉันก็ทำเรื่องที่อยู่ตรงหน้าไปด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวของตัวเอง

และเมื่อวันเวลาผ่านไปฉันก็ได้ติดเซมบัตสึ Igai ni mango และได้เป็นเซนเตอร์

ไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่ฉันคิดว่า ฉันจะไหวมั้ยนะ?

แต่ถึงอย่างนั้น
เพราะถูกเลือกแล้ว

ฉันก็คิดว่า การที่มีเซนเตอร์แบบฉันแล้ว SKE จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็คงดีนะ

ก็เลยออกตัววิ่ง

ตัวฉันที่เดิมทีไม่มีความมั่นใจใดๆ คำพูดของทุกคนช่วยฉันไว้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่...

ต้องขอบคุณแฟนๆทุกคนจริงๆค่ะ

นั่นสิน้า
ถึงจะเขียนอะไรสะเปะสะปะไปบ้าง
แต่ก็ได้พูดอะไรที่อยากพูดล่ะ

เป้าหมายในฐานะไอดอลก็คือ
การได้ทำสิ่งต่างๆให้เป็นจริงพร้อมกับแฟนๆ
เมื่อได้รับความคาดหวังที่มากขึ้น

ฉันวิ่งมาถึงตรงนี้ด้วยความคิดว่าจะต้องพยายามไปให้ถึงเป้าหมายที่สูงขึ้นให้ได้

แต่ว่า
ตัวฉันที่คิดว่าได้ทำมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้วนั้น
ความรู้สึกที่อยากจะท้าทายอะไรใหม่ๆมันก็มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น
ฉันเลยเลือกที่จะจบการศึกษา

ไม่ว่ายังไง
การทำอะไรครึ่งๆกลางๆมันไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงๆ
มันเสียมารยาทกับคนที่เค้าเอาจริงเอาจัง

แน่นอนว่า
ในฐานะไอดอล
สเตจ งานจับมือ ไม่ว่าจะทำอะไร
ฉันไม่มีทางทำด้วยความรู้สึกครึ่งๆกลางๆแน่ค่ะ ไม่มีทาง

ฉันอยากทำให้มันสมบูรณ์จนถึงท้ายที่สุด
เพราะยังอยากตอบแทนความรู้สึกขอบคุณนี้อยู่

ทั้งการแสดง ทั้งรอยยิ้ม ทั้งความร่าเริง
ถ้าเป็นเรื่องที่ฉันสามารถทำได้
ฉันก็อยากจะตอบแทนในแบบของฉันค่ะ

สัญญาเลย

ถึงจะยาวไปหน่อย
แต่นี่เป็นความรู้สึกของฉันในตอนนี้ค่ะ

อย่างในงานจับมือ

ตอนที่ถูกถามถึงเป้าหมายว่า อยากทำอะไรต่อไปเหรอ?
แล้วไม่อาจตอบได้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ
ตอนนั้นมันเจ็บปวดมากเลยค่ะ

การไม่สามารถพูดออกมาได้ ฉันเกลียดจริงๆ

ฉันหนักใจมากที่ทำให้หลายคนสับสน

แต่เพราะมีแฟนๆที่ร้อนแรงทุกคน
ถึงมีฉันในตอนนี้

เพราะได้รับความกล้ามา
ถึงได้สังเกตเห็นความรู้สึก
ที่มันบอกว่ามุ่งไปในเส้นทางใหม่กันเถอะ
ที่มันบอกว่าอยากทำนั่นนี่

ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ เพื่อจะตอบแทนให้สมกับที่ได้รับมา
โอบาตะ ยูนะ ในฐานะไอดอลที่เปล่งประกาย
จะสนุกให้เต็มที่เลยค่ะ!

มาสร้างความทรงจำด้วยกันเยอะๆเถอะค่ะ!

จนกว่าจะถึงท้ายที่สุดก็ฝากด้วยนะคะ!!

รักนะ




(yu ❛ ڡ ❛ )na

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

(91)[100%SKE48 Vol.3] แปลบทสัมภาษณ์เอโกะชูริ (เอโกะ ยูนะ x ทาคายานางิ อากาเนะ)

HEAVENLY

นี่คือความสัมพันธ์ที่ทะนุถนอมไว้โดยไม่มีใครล่วงรู้
แต่ทว่า ไม่มีใครสามารถหยุดมันลงได้อย่างแน่นอน
แฟนๆ SKE เฝ้ามองไปที่ความรักน้อยๆอย่างใจจดใจจ่อ
เพียงแค่ผลักดันข้างหลังนั้นเบาๆ
โลกใบนี้ก็มีเพียงแค่เธอสองคน



จดหมายรักที่อ้อมค้อม


- คิดว่าที่ถ่ายทำวันนี้เป็นยังไงบ้างครับ?

ชูริ: สนุกมากค่ะ! แต่ว่าใจเต้นตึกตักไม่หยุดเลย

เอโกะ: ฮุๆๆๆ...เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ถ่ายใกล้กันขนาดนี้สินะคะ

ชูริ: ครั้งแรกจริงๆนั่นแหละ! ไม่สิๆ มันก็...(นั่งอยู่ไม่สุข)

- เป็นสองคนที่ยังไงก็ไม่กล้าสบตากัน

ชูริ: ไม่กล้ามองหน้ากันตรงๆเลยค่ะ แม้จะเคยไปนั่งร้านคาเฟ่ที่ชินจูกุด้วยกัน แต่ก็นั่งข้างๆกัน แบบนี้ถึงจะสบายใจได้ ถ้านั่งหันหน้าเข้าหากัน...จะสั่นค่ะ

เอโกะ: ฮุๆๆๆ

- ความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ มันมาจากอะไรนะ?

ชูริ: อะไรน้า...

เอโกะ: คืออะไรกันนะ?

ชูริ: ถ้าพูดถึงเรื่องตั้งแต่เริ่มต้น ก็คงจะเป็นตอนที่เอโกะซังเหมือนจะกำลังกังวลอะไรซักอย่าง ที่ฉันเข้าไปคุยคงเป็นตัวจุดประกายน่ะ สำหรับฉันมันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก แต่สำหรับเอโกะซัง นั่นเป็นการปรึกษากับคนอื่นครั้งแรก

เอโกะ: ฉันไม่เคยปรึกษากับใครมาก่อนเลยค่ะ

ชูริ: ฉันรู้มาจากแฟนๆว่าในนิตยสารมีบทสัมภาษณ์ บอกว่า “ตอนที่ชูริซังเข้ามาชวนคุย รู้สึกดีใจจริงๆ” ฉันก็คิด “เขียนอะไรไปกันเนี่ย” ตื่นเต้นขึ้นมาเลยค่ะ

- แต่ว่าพอได้ปรึกษากันคราวนั้นแล้ว ต้องเป็นเรื่องหนักๆค่อยมาปรึกษาหรือเปล่า?

ชูริ: เหมือนจดหมายรักที่อ้อมไปอ้อมมาน่ะค่ะ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นฉันติดซ้อมละครเวที AKB49 อยู่พอดีก็เลยไม่ได้เจอกัน ฉันเอาแต่คิดเรื่องของเอโกะซัง แล้วก็พบว่า “แปลกจัง? ทำไมรู้สึก...เหมือนว่าใจเต้นตึกตักเลยฟระ!

- ในระหว่างที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ความรักก็ก่อตัวขึ้น

ชูริ: ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นว่าไม่กล้าสบตากันเลย ที่จริงฉันไม่รู้หรอกว่าเธอรู้สึกพิเศษกับฉัน เรื่องนี้เธอก็ไม่ได้มาบอกกับฉันเอง ฉันรู้มาจากนิตยสารน่ะ เนอะ!

เอโกะ: ฮ่าๆๆๆ เป็นอย่างนั้นแหละค่ะ

- แต่ได้อ่านบทความก็ทำให้จิ้นได้แล้ว

ชูริ: ใช่ค่ะ แบบว่า “เอโกะซังตอนนั้น ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าแบบไหนกันนะ?”

- เป็นช่วง Coquettish Juutai chuu ครับ น่าจะประมาณ 2 ปีกว่าได้

เอโกะ: ค่ะ ตอนนั้นเรื่องที่กังวลก็คือเรื่องประกาศเซมบัตสึในวันรุ่งขึ้น

ชูริเป็นช่วงที่หลังจากเอโกะซังมาอยู่ KII แล้วก็เริ่มคุ้นเคยกันแล้ว ตอนแรกๆก็ไม่ได้ค่อยได้คุยกันบ่อยนะคะ อิมเมจในตอนนั้นคือ “เอโกะจังจากทีม S ที่น่ารักมาก ทุกคนเอ็นดู” แต่ว่าเพราะเรื่องนี้ แป๊บเดียวก็กลายเป็นประหม่าไปซะงั้น

- พูดอีกอย่างก็คือ นี่เป็นรักครั้งแรกของเอโกะซังไม่ใช่เหรอ

เอโกะ: มีแค่ที่นี่ (กองบก.BUBKA) แหละค่ะที่เรียกแบบนี้! ดันเขียนลง “100% SKE48” เล่มก่อนไปแบบนั้น...

ชูริ: ในเล่มแจกฟรีที่ TSUTAYA ก็ลงแบบนั้นนะ (หัวเราะ)

- แต่ว่า เอโกะซังไม่มีสเปคผู้ชายที่ชอบนี่ครับ ใช่มั้ย

เอโกะ: ไม่มีค่ะ

- นั่นไงล่ะ งั้นสำหรับเอโกะซังแล้วความรู้สึกที่มีต่อทาคายานางิ ไม่ใช่ “ความรัก” หรอกเหรอ?

เอโกะ: อะไรเนี่ยยยย

- ธีมของเล่ม 3 คือ “ความรัก” ไงครับ เพราะงั้นด้วยธีมนี้ถ้าไม่ลง “เอโกะชูริ” ล่ะก็ ต้องโดนประหารแน่

เอโกะ: ไม่หรอกค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าคนที่เริ่มไม่กล้าสบตาก่อนก็คือ ชูริซังไม่ใช่เหรอคะ?

ชูริ: ใช่!

เอโกะ: จากนั้นพอเอามาคุยกันใน MC ในสเตจ ฉันก็เริ่มเขินแล้วกลายเป็นว่าไม่กล้าสบตาชูริซังเหมือนกัน (หัวเราะ)

- พูดอีกอย่าง ความรู้สึกระหว่างคุณสองคน...ก็คือ “ความรัก” นั่นแหละ

ชูริ: ความรักเหรอ...แต่ว่าอันที่จริงก็เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึกกับเมมเบอร์คนไหนมาก่อนเลยล่ะ

- จะว่าไป นี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆช่วงมัธยมไม่ใช่เหรอ แบบว่า A คุงกับ B จังแม้จะชอบกันแต่ก็ต้องบอกผ่านเพื่อนชื่อ C จังว่า “A น่ะ บอกว่าชอบ B นะ” หลังจากนั้นถึงได้รู้ความรู้สึกของสองฝ่าย ประมาณนั้นน่ะ

ชูริ: นั่นแหละค่ะ! นั่นน่ะ เป็นช่วงวัยรุ่นที่มาช้ามากเลยไม่ใช่เหรอ

- นิตยสารที่ทำให้มั่นใจว่าทั้ง 2 คนมีความรู้สึกต่อกันก็คือใน 100%เล่มก่อน ตอนที่สัมภาษณ์เอโกะซัง ตอนนั้นพอพูดไปว่า “เพิ่งจะสัมภาษณ์ชูริซังไป...” อยู่ดีๆเอโกะซังก็ถามขึ้นมาอย่างตื่นเต้นว่า “เอ๋? พูดอะไรบ้างเหรอคะ?” หน้าก็เริ่มแดงนิดๆ แถมยังจับผมตัวเองแก้เขินด้วย ดูยังไงก็เป็นสีหน้าของเด็กสาวที่กำลังมีความรักชัดๆ

เอโกะ: ไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อยค่ะ!

- คติของนิตยสารเล่มนี้ก็คือ “พิสูจน์ความจริงที่เที่ยงแท้” (หัวเราะ) ตั้งแต่นั้น นิตยสารเล่มนี้ก็ได้จัดสัมภาษณ์พิเศษขึ้นมา นัดหมายกับ “เอโกะชูริ”

ชูริ: ฮ่าๆๆๆๆ

- มันคือ “ความรัก” ไงล่ะ อีกอย่างวันนี้ที่ไปถ่ายกันมาทั้งวันก็มีบรรยากาศมุ้งมิ้งเต็มไปหมด

ชูริ: มีตลอดเลยล่ะ! ตั้งแต่วันก่อนจะไปถ่าย ใจฉันก็เต้นตึกตัก นี่มันคือความรักสินะ?

- คือความรักครับ ความรักเป็นจุดกำเนิดของความสัมพันธ์

ทั้งคู่: ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ



แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว


- ทาคายานางิซังคิดว่าเอโกะซังมีตรงไหนบ้างที่ทำให้ใจเต้นแรง?

ชูริ: อืมมม ตรงไหนนะ? ไม่ใช่ความรู้สึก “น่ารักจัง” แบบพวกลูกหมาหรือเด็กน้อยน่ะค่ะ แล้วก็ไม่ใช่น่ารักแบบไอดอลด้วย...คงเป็นแบบคนๆนึง เป็นเด็กสาวคนนึงล่ะมั้ง...

เอโกะ: ฮ่าๆๆๆๆๆ

ชูริ: ยิ่งอธิบายยิ่งดูทำให้เข้าใจผิดแฮะ บ้าจริง (หัวเราะ)

- ก็ความน่ารักแบบลูกหมาหรือเด็กน้อยมันไม่มีความรู้สึกเขินหรือทำให้ใจเต้นนี่ครับ แต่กับ “เอโกะชูริ” ให้ความรู้สึกแบบนั้น

ชูริ: อ่า เพราะอะไรกันนะ? แต่ว่าถ้าใช้ตรรกะนี้หาคำตอบต่อไปล่ะก็ จะกลายเป็นว่าไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงจริงๆนะ...

- ในเมื่อต่างก็ชอบกันอยู่แล้ว แต่กลับรักษาระยะห่างไว้นิดนึง มันเหมือน “สถานการณ์แบบอิโนกิ-อาลี” เลย (สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก)

เอโกะ: อ่า ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจเลยก็เถอะ (หัวเราะ)

- พูดอีกอย่างมันเป็น “สถานการณ์แบบเอโกะ-ชูริ” น่ะครับ ถ้าเอโกะซังลองแสดงความรู้สึกที่มีต่อทาคายานางิซังล่ะ?

เอโกะ: คุยเรื่องนี้ต่อหน้าชูริซังน่าอายออกค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าจะพูดยังไงดี จริงๆก็เคยคิดเหมือนกันว่า “วันนี้ชูริซังจะอยู่มั้ยนะ”

- โอ้ๆๆ

เอโกะ: เวลามีถ่ายงานหรืองานจับมือก็ชอบคิดว่า “ได้เวลาเดียวกับชูริซังเลย” พอรู้ตัวอีกทีก็คิดแบบนี้ไปแล้ว

ชูริ: เอโกะซังมี LINE มาว่า “ช่วงนี้ไม่ได้เจอกันเลย” ตอนนั้นฉันก็คิดว่า “นี่คงเรียกว่าคาหนังคาเขาแล้วล่ะมั้ง” จะชอบทำอะไรแสดงออกมาเองโดยไม่รู้ตัวน่ะค่ะ

เอโกะ: เอ๋!!?

ชูริ: ฉันหมายความไปในทางที่ดีน่ะ แต่ดูยังไงก็เป็นการกระทำที่ไม่ได้คิดไว้ก่อนแน่ หลังจากมีประกาศว่าเอโกะซังได้เล่น “AKB49 ก็ไม่ได้เจอกันพักใหญ่เลย ฉันได้โผล่ไปดูซ้อม “AKB49” อยู่ครั้งนึง แต่เหมือนตอนนั้นเอโกะซังจะแยกซ้อมอยู่ที่ตึกอีกชั้นนึง เลยไม่ได้เจอกันเลยค่ะ

เอโกะ: ใช่ค่ะ

ชูริ:  ฉันเห็นว่ามันก็ช่วยไม่ได้ก็เลยกลับค่ะ จากนั้นเอโกะซังก็ส่ง LINE มาว่า “ชูริซังมาเหรอคะ! ทั้งที่บอกว่าอยากเจอแท้ๆ” แสดงความรู้สึกออกมาตรงๆแบบนั้น

เอโกะ: ฮุๆๆๆๆ

ชูริ: ทั้งที่ปกติออกจะเป็นเด็กขี้อายน่ะ

เอโกะ: ฉันก็พูดแบบนี้บ่อยนะคะ

ชูริ: คงเพราะตรงไปตรงมาแบบนี้ เลยรู้สึกใจเต้นแรงน่ะ

เอโกะ: แต่ว่า ถ้าอยู่ต่อหน้าคงพูดไม่ออกค่ะ ถ้าไม่ใช่ LINE ก็พูดไม่ออก

- นี่มันเหมือนเนื้อเพลงอะไรซักอย่างเลยนะครับ (หัวเราะ) จริงสิ! อากิโมโตะเซนเซย์จะต้องคิดถึงเรื่อง “เอโกะชูริ” แน่ๆถึงได้เขียนเพลง “Chicken LINE” ออกมา...

ชูริ: ไม่ใช่แล้วค่ะ!

- แต่ว่า Chicken ไม่ใช่นกเหรอครับ

เอโกะ: ฮุๆๆๆ ตลกอ่ะ (หัวเราะ)

- ประเด็นนี้ไว้ก่อนแล้วกัน (หัวเราะ) ตั้งแต่เมื่อกี้ก็รู้สึกตะหงิดๆ ทาคายานางิซังเรียกเอโกะซังว่า “เอโกะซัง”

ชูริ: เรื่องนี้มีที่มาค่ะ ฉันเคยบอกกับพวกรุ่นน้องว่า “เรียกฉันว่าชูริจังก็ได้นะ” ไม่ก็ “ไม่ต้องเติมซังก็ได้” แต่ถึงฉันพูดอย่างนั้น เอโกะซังก็เหมือนไม่ฟังเลย เพราะงั้นคงต้องเป็นฉันเองที่ต้องทำตาม เพื่อให้เท่าๆกับเอโกะซังก็เลยเรียกเธอว่า “เอโกะซัง” ค่ะ

- ใช้ “ชูริซัง” กับ “เอโกะซัง” แสดงความเสมอกัน งั้นเวลาส่วนตัวไม่รู้สึกว่าเหินห่างเหรอครับ? ที่เปลี่ยนวิธีเรียกอย่างนี้น่ะ

ชูริ: ไม่ค่ะ

- อายุห่างกัน 8 ปีใช่มั้ยครับ

ชูริ: ไม่ต้องบอกก็ได้... (หัวเราะ)

- ความรัก อายุไม่สำคัญหรอกครับ

ชูริ: นี่ นี่มันคำถามชี้นำนี่

ถูกต้องครับ คำถามชี้นำ (หัวเราะ)

เอโกะ: อุฮุๆๆๆ

ชูริ: แหม พวกคำถามแบบ “งั้นมันเป็นยังไงแน่?” นี่น่ะ คือฉันก็อยากให้แฟนๆรู้สึกสงสัยต่อไป เพราะงั้นฉันไม่ตอบหรอกค่ะ ยังไงก็ขอให้ทุกคนไปจินตนาการกันเองนะ



ทาคายานางิสุดเท่


- จะว่าไปแล้ว เอโกะซังก็เคยเขียนถึงทาคายานางิซังใน SKE48 mail ด้วยนี่ครับ

เอโกะ: ค่ะ (เขิน) เพราะไม่อยากให้ชูริซังเห็นก็เลยไม่เขียนลงบล็อก เรื่องเกี่ยวกับชูริซังที่ค่อนข้างส่วนตัวมักจะเขียนใน SKE48 mail ค่ะ

ชูริ: เรื่องนี้น่ะ แทนที่จะให้แฟนๆมาบอกฉัน ไม่คิดว่า “ฉันพูดเอง” จะดีกว่าเหรอ?

เอโกะ: ไม่ค่ะ แบบนี้ก็สนุกดี พอเขียนเรื่องพวกนี้ในเมล์แล้ว ในงานจับมือก็จะมีแฟนๆวิ่งไปบอกกับชูริซังเองค่ะ

ชูริ: แต่ว่า ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าเนื้อหาเป็นยังไง

เอโกะ: นั่นเป็นเพราะฉันบอกพวกเขาไว้ว่า “อย่าไปบอกชูริซังนะคะว่าฉันเขียนอะไร”

ชูริ: แล้วฉันก็ไปทวีตในทวิตเตอร์ว่า “ดูเหมือนว่าเอโกะซังจะเขียนเกี่ยวกับฉัน เขียนเรื่องอะไรกันแน่น้า จะไม่เขียนลงบล็อกหน่อยเหรอ ไม่งั้นฉันไม่ได้อ่านนะ” ปรากฎว่ามีแฟนๆมาตอบว่า “งั้นก็สมัครรับเมล์สิ” แต่แบบนั้นมันไม่ได้น่ะสิ ก็เอโกะซังไม่อยากให้ฉันอ่านก็เลยเขียนลงใน SKE48 mail ไง หลังจากนั้นเพราะเป็นแบบนี้ เอโกะซังก็เลยเขียนถึงฉันลงในบล็อก “บ้าง”

- สุดท้ายก็วนกลับมา ทั้งๆที่แค่อยากคุยด้วยแต่ต้องลำบากขนาดนี้ (หัวเราะ)

ชูริ: เดิมความสัมพันธ์ของ “เอโกะชูริ” น่ะจมอยู่ใต้น้ำค่ะ แต่หลังๆนี่หมือนว่าแฟนๆ SKE48 จะเริ่มสังเกตเห็นกันแล้ว แต่สื่อที่สังเกตเห็นเรื่องนี้ ก็มีแค่กองบก. 100% เท่านั้นแหละค่ะ

- แน่นอนอยู่แล้วครับ (หัวเราะ) แล้วก็แปลกใจมากด้วยที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ “เอโกะชูริ” ถ่ายแบบด้วยกันสองคน

เอโกะ: ใช่ค่ะ เมื่อก่อนไม่เคยถ่ายด้วยกันสองคนเลย

- จะว่าไป เอโกะซังเคยเขียนเรื่องพวกนี้ลงใน SKE48 mail หมดแล้วมั้ง?

เอโกะ: เอ่อ “วันนี้ชูริซังพูดมาแบบนี้ล่ะ ดีใจมากๆเลย” อะไรประมาณนั้นค่ะ...(หน้าแดง)

ชูริ: ฮ่าๆๆๆ

- ตอนนี้น่ะ เป็นสีหน้าของเด็กสาวที่กำลังอยู่ในความรักไม่ใช่เหรอครับ (หัวเราะ)

เอโกะ: ฮื่ออออ!

- ฮ่าๆๆๆๆ ไม่กี่วันก่อนตอนที่นัดกันที่ชินจูกุ ทาคายานางิซังก็ให้ของขวัญวัดเกิดเอโกะซังด้วยนี่ครับ

ชูริ
: ใช่ค่ะ เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการแต่งหน้า ที่เลือกของขวัญชิ้นนี้มันมีที่มานะคะ เพราะว่าเอโกะซังเคยบอกฉันว่าฝันอยากจะเป็นนางแบบในอนาคต นั่นเป็นตอนที่เอโกะซังยังไม่ได้บอกใครเลยเกี่ยวกับความฝันนี้

เอโกะ: ชูริซังเป็นคนแรกค่ะที่ฉันเปิดใจคุยเรื่องความฝัน ที่ผ่านมาไม่เคยบอกใครเลย ได้แต่เก็บเอาไว้

ชูริ: เพราะงั้นฉันเลยบอกว่า “จะต้องพูดความคิดของตัวเองออกมานะ” สนับสนุนผลักดันเธอแบบนั้น จากนั้นเอโกะซังก็ค่อยๆเริ่มพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกมา แล้วก็ได้งานของ LOVE berry ด้วย อีกอย่างเพราะเธอเคยบอกว่ากำลังศึกษาเทคนิคการแต่งหน้าอยู่พอดี ดังนั้นก็เลยให้เป็นอันนี้ค่ะ

เอโกะ: ชูริซังคอยคิดถึงเรื่องของฉันตลอดเลย

ชูริ: ก็เพราะว่าฉันเป็นคนแรกที่เอโกะซังเปิดใจด้วยไง ยังไงก็ต้องดูแลเป็นพิเศษน่ะ

- สายสัมพันธ์ของทั้ง 2 คน ผมคิดว่าได้สร้างกระแสใหม่ๆให้กับ SKE48 เลยนะ ทั้ง 2 คนไม่อยากลองจัด SHOWROOM ด้วยกันหน่อยเหรอครับ? แบบหันหน้าเข้าหากัน

ชูริ: ไม่ได้ๆๆๆ

เอโกะ ยังไงก็ไม่ได้ค่ะ!

ชูริ: แต่ว่า ก็อยากจะจัด SHOWROOM ด้วยกันสักวันเนอะ

เอโกะ: อยากจัดด้วยค่ะ! สักวันมาจัด SHOWROOM ด้วยกันนะคะ!

- เอโกะซังบอกไว้ในบล็อกว่า “ถ้าได้จัดรายการพิเศษกับชูริซังล่ะก็ มีเรื่องเยอะแยะเลยที่อยากคุย” ใช่มั้ยครับ อยากคุยอะไรบ้างล่ะ?

เอโกะ: อืมมม จะพูดยังไงดีนะ...ฉันเป็นพวกที่มีบางเรื่องที่ยังไงก็ไม่อยากเอามาคุยกับคนอื่น แม้แต่คนในครอบครัวก็ด้วย

ชูริ: ฉันก็เป็นเหมือนกัน

เอโกะ: ขนาดตอนที่คุยกับชูริซังครั้งแรกก็ไม่ใช่ต่อหน้านะคะ แต่ใช้คุย LINE เอาน่ะ

ชูริ: จริงด้วย ตอนที่คุยกับเอโกะซัง ทั้งที่ตอนนั้นเธอบอกว่า “ไม่มีอะไรค่ะ” แต่เย็นวันนั้นกลับส่ง LINE มา

เอโกะ: วันนั้นน่ะ ทำไมอยู่ๆถึงอยากคุยกับชูริซังกันนะ? ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

ชูริ:  ฉันก็ไม่คิดว่าจะ LINE มา

เอโกะ: มันรู้สึกแบบว่า ถ้าเป็นชูริซังล่ะก็ คงพูดได้แน่

ชูริ: ฉันว่าอาจเป็นเพราะตอนนั้นสถานการณ์ของเรา 2 คนคล้ายกันล่ะมั้ง ตอนนั้นเอโกะซังแม้จะมีเรื่องกลุ้มใจแต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ ตอนนั้นในทีมฉันเองก็อยู่ตรงจุดนั้นเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่า “ฉันก็เหมือนกัน” เลยกลายเป็นว่าสามารถพูดเรื่องที่อยู่ในใจออกมาได้

เอโกะ: ที่ได้พูดออกมามันทำให้ฉันรู้สึกดีมากค่ะ ตั้งแต่นั้นมีเรื่องอะไรก็จะ LINE บอกชูริซังตลอด

- นี่คงเป็นจุดเริ่มต้นแหละ อาจเรียกว่าเป็นโมเม้นต์ที่เอโกะซังเกิดใหม่เลยก็ได้นะครับ ได้ยินว่าไม่กี่วันก่อนในทัวร์ที่ชิบะ ทาคายานางิซังก็กอดไปหนึ่งทีด้วย

เอโกะ: ค่ะ! เพราะฉันขอชูริซังไปว่า “ช่วยบอกว่า “สู้ๆนะ” กับฉันหน่อยค่ะ”

ชูริ: ฉันเลยบอกไปว่า “สู้ๆนะ สู้ๆ ไม่ต้องร้องไห้! แล้วก็ลูบหัวๆแล้วก็เดินกลับไป

เอโกะ: เท่มากเลย!

ชูริ: จะว่าไป เอโกะซังเคยพูดเรื่องที่น่าเสียใจด้วยครั้งนึง

เอโกะ: จำได้ค่ะ!

ชูริ: เรื่องนั้นน่ะ พอได้ยินฉันก็ตกใจจนร้อง “เอ๊!?” เลยล่ะ ไม่ว่ายังไงก็ห้ามคิดแบบนี้เด็ดขาดนะ 

เอโกะ: ตอนนั้น สภาพฉันน่ะแย่มากเลยล่ะค่ะ

ชูริ:  เพราะฉันไม่อยากให้เอโกะซังคิดแบบนี้ ก็เลยดุเธอไปว่า “แบบนี้มันไม่ได้นะ”

เอโกะ: พอฉันถูกชูริซังดุก็เริ่มรู้สึกตัว หลังจากนั้นก็กลับมาเป็นปกติค่ะ

- เท่มากเลย (หัวเราะ)

ชูริ: บางทีการดุก็จำเป็นค่ะ แบบนั้นตัวเองก็จะมีความระมัดระวังด้วย เรื่องนี้เกิดขึ้นในงานจับมือช่วงคริสมาสต์เมื่อปีที่แล้ว

- จริงสิ ในงานอีเว้นท์อัลบั้มเอโกะซังก็เคยปลอบทาคายานางิซังด้วยใช่มั้ยครับ

ชูริ: มันเป็นช่วงที่ฉันกำลังย่ำแย่มากน่ะ

เอโกะ: ระหว่างที่ถ่ายรูปอยู่ พอดีเดินผ่านหน้าห้อง แล้วก็เห็นชูริซังกำลังร้องไห้อยู่

ชูริ: ตอนนั้นฉันสะดุ้งเลยค่ะ ก็ดูแน่ใจแล้วว่าไม่น่ามีใครเข้ามาแน่เลยเลือกห้องนั้นน่ะ

เอโกะ: ตอนนั้นฉันคิดในใจว่า “ชูริซังร้องไห้...” จากนั้นไม่ได้คิดอะไร ก็เดินเข้าไปในห้อง ลูบหลังชูริซังเลยค่ะ

ชูริ: ตอนนั้นมีเรื่องเสียใจที่ไม่เกี่ยวกับงานค่ะ แต่ว่าตอนทำงานน่ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องยิ้มให้ได้ อย่างเช่นตอนที่ตีแบดกับแฟนๆ  ยิ่งเป็นงานที่สนุกอย่างนี้ด้วย แต่จริงๆแล้วยังไงก็เก็บไม่อยู่เลยวิ่งไปร้องไห้ที่ห้องเก็บคอสตูม

- นี่บังเอิญผ่านไปพอดีเลยมองเห็น ดูท่าคุณสองคนจะมีด้ายแดงผูกกันอยู่นะครับ

ชูริ: นิยายเรื่องนี้ดูราคาถูกชะมัด!

เอโกะ: ถ้าชูริซังร้องไห้ ฉันคงเป็นห่วงมากเลยค่ะ

ชูริ: เมื่อ 2 ปีก่อนตอนที่ถ่ายทำ “Konya wa Join us” ก็เหมือนกัน พอเห็นฉันเดินร้องไห้ตรงทางเดิน เธอก็ LINE มาว่า “ชูริซังไม่เป็นไรนะคะ?”

เอโกะ: ก็เป็นห่วงจริงๆนี่ จริงสิ วันเกิดชูริซังเมื่อปีที่แล้วก็เหมือนกัน!

ชูริ: อ่า เรื่องนั้น ตอนวันเกิดน่ะแม้ KII ทุกคนจะมาอวยพร แต่ตัวฉันเองกลับรู้สึกว่าปีนั้นฉันไม่เติบโตขึ้นเลย ทั้งๆที่ทุกคนมาอวยพรให้ฉันอย่างมีความสุขแต่ตัวเองกลับรู้สึกไม่มีความสุขกับวันเกิดแบบนั้นได้...เกลียดตัวเองที่เป็นแบบนั้นมากก็เลยร้องไห้ออกมาค่ะ

- สายสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนข้องเกี่ยวกันบ่อยๆ งั้นขอถามซักนิดนะครับ คริสมาสต์ปีนี้นัดกันไว้ว่ายังไงบ้าง?

ชูริ: ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะ! ก็คงจะจัดปาร์ตี้กับเมมเบอร์ KII ล่ะมั้ง? ตอนนั้นแค่นั่งข้างๆกันโดยไม่รู้ตัวเหมือนปกติก็พอแล้ว ถ้าสองต่อสองล่ะก็คงไม่ไหว!

เอโกะ: ฮ่าๆๆๆๆ

- จากนั้นสองคนก็ขอตัวออกมาจากงานปาร์ตี้ก่อน...

ทั้งคู่: ไม่ค่ะ!

-  ในคืนที่หิมะตกอย่างเงียบสงบ...

ชูริ: จะจิ้นคริสมาสต์แนวอีโรติคทำม้ายยย (หัวเราะ) แต่ว่า ตอนที่ทุกคนกำลังกินข้าวด้วยกันก็จะนั่งข้างกันโดยไม่รู้ตัวตลอดเลย

เอโกะ: นั่นสินะคะ (หัวเราะ)

ชูริ: เวลาอยู่ในห้องแต่งตัวก็ใช่ ไม่ว่าใครจะเข้ามาในห้องก่อน ก็จะมีที่ว่างที่นึงอยู่ข้างๆตลอดเลย

เอโกะ: ฮ่าๆๆๆๆ

- ในทีมเขาก็รู้กันทั่วนะครับว่าสองคนสนิทกันมาก



ศัตรูของนางฟ้า


- สุดท้ายนี้ ยังไงก็ยังอยากถามเรื่องงานเลือกตั้ง AKB48 หน่อย เอโกะซัง เป้าหมายปีนี้คืออะไรครับ?

(T/L note: บทสัมภาณ์นี้สัมภาษณ์เมื่อต้นปี 2017 ดังนั้นงานเลือกตั้งในนี้จึงหมายถึงงานเลือกตั้งปี 2017)

เอโกะ: ที่ปีก่อนได้อันดับ 35 ทั้งๆที่ติดอันดับครั้งแรกแต่ก็ได้อันกับที่ดีขนาดนั้น หลังจากประกาศ เมมเบอร์ที่ติดอันดับก็จะมายืนถ่ายรูปรวมกันใช่มั้ยคะ ตอนนั้นที่กำลังแนะนำ Next Girls อยู่ รู้สึกว่าตัวเองอยากจะไปยืนอยู่แถวแรกจริงๆค่ะ วิวที่เห็นในตอนนั้นยังตรึงอยู่ในใจ เพราะงั้นปีนี้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ Under Girls ค่ะ แล้วก็ซักวันนึงถ้าได้ไปยืนร้องเพลงอยู่ข้างๆชูริซังก็คงดี

ชูริ: โอ้ (เขิน)

- ส่วนทาคายานางิซัง ก็ตัดสินใจลงสมัครเร็วมากเลย

ชูริ: หลังจากจบงานเลือกตั้งปีที่แล้ว ก็ได้จัดงานพบปะแฟนๆค่ะ ตอนนั้นก็ได้ประกาศไว้แล้ว

- มีเป้าหมายที่ตั้งไว้มั้ยครับ?

ชูริ: อันดับ 8 ค่ะ เหตุผลเหรอ อย่างแรกเลยก็เพราะปีนี้ฉันซึ่งเป็นรุ่น 2 เข้ามาอยู่ SKE48 เป็นปีที่ 8 แล้ว แล้วก็คงมีวันที่ฉันจะออกจาก SKE48 หวังว่าหลังจากนั้นทุกคนจะยังเป็นแฟน SKE48 ต่อไป อีกอย่าง พอหมุนเลข 8 ไปอีกทางก็จะเป็นอินฟินิตี้ใช่มั้ยคะ ฉันเชื่อในความรักของแฟนๆที่ไม่มีวันจบสิ้นค่ะ...นั่นแหละเป็นเหตุผลอย่างที่สอง

- ถ้าแบบนั้น ก็ไม่ได้ตั้งเป้าที่คามิ 7 แต่ตรงนี้ก็คาดหวังไว้เหมือนกันใช่มั้ยครับ?

ชูริ: ค่ะ พูดถึงอันดับ 7 ไม่ว่ายังไงก็จะนึกถึงอาคาริน (สุดะ อาคาริ) เมื่อปีที่แล้วตลอดเลย ก็ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากติดใน 7 อันดับนะคะ แต่แค่สำหรับฉันแล้ว อันดับ 8 เป็นอันดับที่เหมาะสมน่ะค่ะ

- ปีนี้ลงเลือกตั้งอย่างไม่ลังเลเลยซักนิด

ชูริ: ก็ขนาดคนที่ประกาศไปแล้วว่า “ปีนี้เป็นปีสุดท้าย” ยังลงได้เลยนี่คะ!

เอโกะ: ฮุๆๆๆๆ

ชูริ: โอบะ มินะ ก็พอกันนั่นแหละ!

- ถ้ามีเพื่อนมาด้วยเยอะขึ้นก็ไม่น่ากลัวแล้ว!

ชูริ: แต่ว่าฉันแค่อยากให้ทุกคนเข้าใจ นั่นคือจิตใจของพวกเรามันเปลี่ยนไปแล้วค่ะ!

- นั่นสินะครับ แล้วความมุ่งมั่นที่จะเป็น “วงที่คนติดอันดับมากสุด” ซึ่งหลุดมือไปเมื่อปีที่แล้ว ก็คงจะมากขึ้นด้วยสินะ?

ชูริ: ปีนี้ (โอยะ) มาซานะซังกับคาโอตัน (มัตสึมุระ คาโอริ) ก็ลงสมัครด้วย ก็มีความรู้สึกว่าเราน่าจะคว้ามันกลับมาได้

- ปีนี้ดูมองโลกในแง่ดีมากเลยนะครับ

ชูริ: ใช่ค่ะ! ไม่พูดอะไรในแง่ลบอีกแล้วล่ะ!

เอโกะ: ถ้าพูดออกมาอาจโดนตบได้น่ะค่ะ

- “ถ้าพูดอะไรในแง่ลบออกมาจะโดนตบ” สัญญากับโอบะซังไว้อย่างนี้สินะ เอโกะซัง ในงานเลือกตั้งนี่มีเมมเบอร์ที่จับตามองมั้ยครับ?

ชูริ: อ่า เรื่องนี้ฉันก็สงสัยเหมือนกัน มีเมมเบอร์ที่ไม่อยากยอมแพ้มั้ย?

เอโกะ: เอ่อออ จะว่ามีก็มีค่ะ...พูดออกมาได้ใช่มั้ยคะ?

ชูริ: แต่ว่า ฉันก็พอรู้สึกได้อยู่บ้างล่ะ เป็นเมมเบอร์ในทีมเดียวกันใช่มั้ย?

เอโกะ: ค่ะ อยู่ทีมเดียวกัน

ชูริ: นอกจากเด็กคนนั้นก็คงไม่มีใครแล้วล่ะ ไม่ต้องบอกก็ได้นะ!


- สุดท้ายก็ถูกความรักของทาคายานางิซังปกป้องไว้ได้นะ (หัวเราะ)

blogged by 91

[91][bsummary]

Translation

[Translation][bsummary]

Subtitle

[subtitle][bsummary]

Update

[SKEUpdate][bsummary]