แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Interview แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์น่อน (คิโมโตะ คาน่อน)

ได้เข้ามาเมื่ออายุ 13 เป็นเซ็นเตอร์ทีม E
ตอนนี้คิโมโตะ คาน่อน อายุ 18 ปีแล้ว
น้องเล็กของทีมกับตำแหน่งที่เคยอยู่ในสปอตไลต์และเคยได้ลิ้มรสความเจ็บปวด
ที่ครั้งนึงเรานึกไม่ออกเลยว่าจะได้เห็นเธอในแบบนี้
ความมุ่งมั่นที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงและเป้าหมายที่มั่นคงได้เปิดเผยออกมาแล้ว

เป้าหมายคือการเป็นเอซคนใหม่ที่ชาวนาโกย่าภูมิใจ ที่มีทั้งความเป็น “สายหลัก” และ “นอกลู่นอกทาง” รวมอยู่ด้วยกัน


คุณค่าของประสบการณ์จากการควบทีม


- นับตั้งแต่บทสัมภาษณ์กับ BUBKA เมื่อปี 2014 นี่ถือเป็นอีกครั้งที่ได้มาสัมภาษณ์คิโมโตะซัง

น่อน: นานมากเลยนะคะ

- มีเรื่องเข้าใจผิดมากมาย จนถูกซาซิฮาร่า(ริโนะ)ซังเอาไปล้อในคอนเสิร์ตเลยนะครับ...ต้องขอโทษด้วยนะครับ

น่อน: ฮ่าๆๆ ไม่เลยค่ะ ไม่เป็นไร (หัวเราะ)

- ขอบคุณครับ! ที่เชิญคิโมโตะซังมาสัมภาษณ์คราวนี้ เราตั้งหน้าตั้งตารอมาตลอดเลยครับ ก็เพราะเป็นถึงระดับเอซนี่นะ

น่อน: เอ๋? ขอบคุณค่ะ ว่าแต่ จริงเหรอคะ?

- จริงๆครับ! คิโมโตะซังเอง จนถึงตอนนี้ก็ได้เจอบททดสอบมากมาย ได้รับประสบการณ์ล้ำค่าจากมันมาเยอะเลยใช่มั้ยล่ะครับ

น่อน: นั่นสินะคะ ที่ผ่านมาได้ลองทำอะไรเยอะแยะไปหมด ถ้าไม่ชอบความท้าทายละก็ฉันคงต้องกังวลมากแน่ ตอนนี้โปรแกรมทัวร์ทั่วประเทศกับละครเวที (AKB49) ก็กำหนดแล้ว เป็นอะไรที่ต้องรวบรวมสมาธิทำมันออกมา รู้สึกดีค่ะ ถ้ามีเรื่องที่ยังไม่เคยลองทำก็อยากจะลองดูสักครั้ง ฉันเป็นคนประเภทนั้นล่ะ ตะกละมากเลยค่ะ (หัวเราะ)

- ฮ่าๆๆๆ ดีครับ (หัวเราะ) พูดถึง “ท้าทาย” การที่ได้ควบทีมกับ HKT48 จนถึงปีที่แล้วคงเป็นแรงกระตุ้นได้มากเลยนะครับ?

น่อน: ก็ใช่ค่ะ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ไม่คิดว่าจะสนิทกับทุกคนที่ HKT48 จนถึงตอนนี้ได้ เพราะงั้นที่ทุกคนต้อนรับอย่างดี ฉันดีใจมากค่ะ

- โดยเฉพาะโมโตมุระ (อาโออิ)ซัง แถมยังตั้งชื่อคู่กันด้วย

น่อน: เธอเป็นคนแรกสุดที่เข้ามาคุยกับฉันค่ะ จะบอกว่าเธอเป็นคนช่วยไว้ก็ได้ อาโออิทำให้ความเหงามันหายไป หลังจากนั้นก็สนิทกันมากค่ะ โอชิของอาโออิก็มาบอกกับฉันว่า “ชอบคู่นี้มากเลยล่ะ” ด้วยค่ะ เพราะได้ควบทีมถึงได้เจอกันแบบนี้ แล้วก็ได้ไปออกทัวร์ในฐานะ HKT48 ด้วย ตอนนี้ทัวร์ SKE48 ก็จะกลับมาเล่น ถ้าได้ไปที่ๆฉันเคยไปตอนควบทีม ฉันก็จะบอกกับ SKE48 คนอื่นได้ว่า “ที่นี่มันเป็นแบบนี้ๆนะ”

- คนดูที่เคยไปดู HKT48 เขามาดู SKE48 ด้วยมั้ยครับ?

น่อน: นี่แหละค่ะ! ฉันว่านี่แหละคือความหมายของการควบทีมล่ะ!

- การควบทีมนี้สิ้นสุดลงเมื่อปี 2015 สำหรับคิโมโตะซัง และ SKE48 ใน 1 ปีนี้ก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย

น่อน: รุ่นพี่รุ่น 1 จบการศึกษากันไปหลายคน ตอนนี้ทั้งมักกี้จัง (ไซโต้ มากิโกะ) ที่ได้เป็นกัปตัน ทั้งรุ่น 2 รุ่น 3 แล้วก็พวกเรารุ่น 4 ทุกคนต้องพยายามให้มากขึ้น พวกเรารู้ตัวดีว่าเรื่องที่เราเคยพึ่งพารุ่น 1 ตอนนี้ต้องเป็นพวกเราแล้วที่ทำ

- ช่วงที่สร้างทีมขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์จนเป็น SKE48 ก็คือช่วงแรกจนถึงรุ่น 4 นี่แหละนะ

น่อน: ฉันว่านี่เป็นเส้นแบ่งเลยล่ะค่ะ แต่ว่าตำแหน่งระหว่างรุ่น 4 กับเด็กๆตั้งแต่รุ่น 5 ลงไป มันค่อนข้างจะละเอียดอ่อนค่ะ

- ผมได้อ่านบล็อกล่าสุดของคิโมโตะซัง พอรุ่นเดียวกันค่อยๆแยกออกไปทีละคน เพื่อที่จะยกระดับตัวตนของรุ่น 4 ที่ยังอยู่ ดูเหมือนว่าคุณมีบางอย่างทีต้องทำ แบบว่าเหมือนเป็นภารกิจอย่างนึงน่ะครับ

น่อน: ฉันคิดว่ารุ่น 4 เต็มไปด้วยเมมเบอร์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง บางทีคนอาจมองว่าไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรเราก็จะมีส่วนร่วมตลอด ไม่ว่ายังไง SKE48 จะขาดเมมเบอร์แบบนี้ไม่ได้ค่ะ แม้จะถูกคนวิพากษ์วิจารณ์มาไม่น้อย แต่พวกเราก็รู้สึกเสมอว่าพวกเราต้องทำไรซักอย่าง (ชิบาตะ) อายะจังก็เริ่มเอาดีด้านการพูด (อุเมะโมโตะ) มาโดกะถึงจะจบการศึกษาไปแล้วแต่ก็เป็นพวกสายกีฬา (ยามาชิตะ) ยูคาริก็ได้ที่หนึ่งใน RH มาสองปีซ้อน ยูคาริเป็นความภาคภูมิใจของรุ่น 4 จริงๆค่ะ

- เพราะว่าเป็นครั้งแรกสินะครับ (ต่อจาก Kareha no Station) คิโมโตะซังพอเริ่มพูดถึงรุ่นเดียวกันแล้ว ก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาเลย ไม่ว่าจะในบล็อกหรือบนเวที ก็จะดูสดใสขึ้นมาทันที

น่อน: เพราะว่ามีความสุขค่ะ ในตอนแรกพวกเราลำบากกันมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ออกมาแย่ตลอด แล้วพวกเราก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง อยู่ในสภาพแบบนั้นนานมาก เพื่อนๆในตอนนั้น ตอนนี้ได้แบ่งกันไปอยู่คนละทีม บางส่วนก็จบการศึกษาไปแล้ว บางส่วนก็ยังแอคทีฟกันอยู่ จริงๆนะคะ แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมถึงมีความสุขขนาดนี้



ความรู้สึกที่ต้อง “อยู่ต่อ”


- ความรู้สึกแบบนี้ เป็นเป็นแรงผลักดันของคิโมโตะซังในตอนนี้หรือเปล่าครับ?

น่อน: รุ่น 4 ตอนนี้น่ะ อยู่ในช่วงที่ “คิดจะจบการศึกษา” มากที่สุด ไม่ก็ “ไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อ” มากที่สุด ในบรรดานั้นมีทั้งคนที่เลือกจะจบการศึกษา มีทั้งคนที่ตัดสินใจจะเป็นเมมเบอร์ SKE48 ต่อไป อย่างมาโดกะน่ะ ตัดสินใจจบการศึกษาเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แบบนั้นพวกเรารุ่นเดียวกันก็ดีใจ เพราะงั้นคนที่ยังอยู่ต่อก็อยากจะพยายามในส่วนของเธอด้วย ไม่อยากให้ใครพูดว่ารุ่น 4 แย่ลงเพราะมีคนจบการศึกษาค่ะ

-  “ไม่ให้ใครมาดูถูกได้หรอก!” สินะครับ

น่อน: ก็ อย่างนั้นแหละค่ะ (หัวเราะ) พอโดนดูถูกก็จะยิ่งมีแรงฮึด จิตใจเข้มแข็งมากค่ะ เมมเบอร์หลายคนคิดเหมือนกันว่า”เดี๋ยวจะทำให้ดู!”

- คิโมโตะซังก็มีด้านนี้ด้วยนะ (หัวเราะ)

น่อน: รู้สึกว่าแข็งแกร่งใช่มั้ยคะ? ที่จริงแล้วฉันเป็นคนใจเสาะมากค่ะ (หัวเราะ) ปกติจะคิดอะไรต่างๆมากมาย แต่แค่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้น

- เรื่องอะไรเหรอครับ?

น่อน: ความคิดของตัวเองค่ะ ถ้าเอาไปเขียนลงบล็อก ทุกคนก็จะแบบว่า “คาน่อนร้อนแรงขึ้นมาอีกแล้ว!” แต่ว่าสำหรับตัวเอง ฉันมองว่าไอดอลเป็นคนที่น่ารักและเปล่งประกายมาโดยตลอด ไม่สามารถแสดงอารมณ์แรงๆแบบว่า “ไม่ยอมแพ้หรอก!” ออกมาได้ ดังนั้นฉันก็เลยมีลักษณะแบบนั้นไปเองมั้งคะ

- ถ้าอย่างนั้น ก็คล้ายกับวาตานาเบ้ มายุมากเลยนะครับ?

น่อน: นั่นสินะคะ พูดอีกอย่างก็คือ เป็นคนที่ไม่ให้อารมณ์มามีอิทธิพลค่ะ อยากจะเป็น “ไอดอล” ในอุดมคติของตัวเองเท่านั้น

- แต่ผมว่าในตัวของคิโมโตะซัง ที่จริงแล้วยังมีความเป็น “สายหลัก” อยู่นะครับ

น่อน: ขอบคุณค่ะ แต่ว่าถ้าเดินในสายหลักเท่านั้นก็จะถูกกลบได้ง่าย แม้ว่าการที่มีเมมเบอร์ในสายหลักนี้ซักคนจะสำคัญมาก แต่จะไปในทางนี้ตลอดก็ไม่ได้เหมือนกัน

- คิโมโตะซังเองก็ “นอกลู่นอกทาง” อยู่บ่อยๆเหมือนกัน (หัวเราะ)

น่อน: เดิมฉันเป็นพวกที่ชอบสร้างบรรยากาศในห้องแต่งตัวอยู่แล้วค่ะ (หัวเราะ) ชอบดูรายการตลกมากๆ อย่างพวก “Gakitsukai” (Downtown no Gaki no Tsukai ya Arahende!!) แล้วก็ “24-Jikan taikyu” ดูมาตั้งแต่ก่อนรายการจะดังอีกนะคะ สมัยก่อนรายการไม่มีมุกทะลึ่งเยอะขนาดนี้ ชอบมากเลยค่ะ

- เพราะพื้นฐานเป็นอย่างนี้ก็เลยเอนเตอร์เทนเก่งละมั้งครับ อย่างคิโมโตะซังใน “Magical radio” ก็ตลกมาก ถ้ามีรายการแบบนั้นอีกก็คงดีนะครับ

น่อน: จริงค่ะ อยากทำรายการนั้นอีกจัง


ไม่ใช่ “น้องสาวของทุกคน” แล้วนะ


- คิโมโตะซังน่ะ ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ก็จะเป็นคนวัยทำงานแล้วใช่มั้ยครับ

น่อน: ใช่ค่ะ แย่แล้ว (หัวเราะ) พูดตามตรง ทีแรกฉันนึกว่าพอจบมัธยมแล้วก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ

- SKE48 เหรอครับ?

น่อน: ตอนที่เข้ามาใหม่ๆคิดไว้อย่างนั้น แต่ว่าแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไป 6 ปีแล้ว รู้สึกว่าไวขนาดนี้เลยเหรอ?

- ถ้าเทียบตัวเองในตอนนั้นกับตอนนี้ มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างมั้ยครับ?

น่อน: แน่นอนว่ามีอยู่แล้วล่ะค่ะ ทุกคนก็บอกว่าฉันเปลี่ยนไป แม้ว่าพื้นฐานของตัวเองยังเหมือนเดิม ความมุ่งมั่นแบบว่า “ยังไงก็จะทำให้ได้!” ไม่ได้เปลี่ยนไป แต่สภาพแวดล้อมก็ย่อมเปลี่ยนไปอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะคะ เดิมเคยรู้สึกว่าเป็นน้องสาวของทุกคน เป็นรุ่นน้อง แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลายเป็นรุ่นพี่แล้วค่ะ...ก็ เครียดอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ!

- อยู่ดีๆเป็นอะไรไปครับ? (หัวเราะ)

น่อน: อยากจะสนิทกับรุ่นน้องค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าหาพวกเขายังไงดี คิดหนักมากค่ะว่า “ถ้าใจดีกับพวกเขา จะเหมาะมั้ยนะ?” เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก แต่แล้วก็คิดได้ว่า ถ้าอยากจะคุยด้วยก็คุยสิ! ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้อง!

- คิดมากเกินไปแล้ว (หัวเราะ)

น่อน: ทุกคนพูดว่าฉันเป็น “รุ่นน้อง” มาตลอด แฟนๆก็เหมือนกัน มองว่ารุ่นน้องน่ะเป็นคู่แข่งของฉันหมด ฉันก็เลยเครียดแล้วก็เอาแต่หลีกหนีมัน แต่ว่าตอนนี้ควรจะเป็นรุ่นพี่ได้แล้ว ก็เลยแบบ “ย้าก ช่างมันเถอะ!” (หัวเราะ) ดังนั้นช่วงนี้ก็เลยสนิทกับทุกคนมาก (โกโต้) ราระกับสุกาวาระ (มายะ) ได้มาอยู่ทีมเดียวกัน ก็คุยกันตลอดเลย

- เท่าที่ฟังดู การเปลี่ยนแปลงของคิโมโตะซังจากปีที่แล้วมาถึงปีนี้ เกี่ยวกับที่(มัตสึอิ) เรนะซังและ มิยาซาว่าซัง (ซาเอะ) ซังจบการศึกษามากๆเลยนะครับ

น่อน: จะว่าไปมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆค่ะ ใน “Request Hour” ของ AKB48 ปีนี้พอซ้อมเสร็จ (มัตสึอิ) จูรินะซังก็เรียกเมมเบอร์ไปกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นน่ะ ทุกคนก็คุยเรื่องว่า จากนี้ SKE48 จะทำยังไงต่อดี

- พอเห็นรูปในเน็ต ก็เป็นประเด็นในหมู่แฟนๆด้วยเหมือนกัน แล้วได้ข้อสรุปว่าไงบ้างครับ?

น่อน: ก็ไม่ชอบที่มันเป็นอย่างนี้ ต้องให้นาโกย่ารักวงเราให้มากขึ้นกว่านี้อีก นาโกย่าตอนนี้น่ะ มีวงที่กำลังทำกิจกรรมอยู่มากมายเลยใช่มั้ยล่ะคะ แน่นอนว่าเราก็พอรับรู้ได้ถึงพลังเหล่านั้น ดังนั้นเลยคิดว่าพวกเราจะต้องเป็นความภาคภูมิใจของนาโกย่าให้ได้ ถึงขั้นอยากไปเดินตามถนนแล้วประกาศด้วยตัวเองเลยว่า “พวกเรามีสเตจนะคะ มาดูกันเยอะๆนะคะ” อยากจะขอบคุณทุกคนที่สนับสนุน อยากจะพยายามให้มากขึ้นโดยไม่ลืมภูมิหลังของตัวเอง พอคุยกันถึงว่า “จะทำอะไรได้มั่งนะ?” ทุกคนก็แสดงความเห็นออกมาเยอะเลยค่ะ ถึงจะอยู่ในวิกฤตก็ยังร่วมแรงร่วมใจกันพยายามต่อไป นี่แหละ SKE48 ก็ตอนนี้น่ะเป็นเวลาที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันมากที่สุด!

- คิโมโตะซัง ร้อนแรงจังเลยนะครับ!

น่อน: เมมเบอร์ทุกคนต่างก็ร้อนแรงแบบนี้เหมือนกันค่ะ พอร่วมแรงร่วมใจกันแล้วมันสุดยอดมากจริงๆ ในจุดนี้น่ะ พวกเราไม่มีทางแพ้วงอื่นแน่ แม้แต่ AKB48 ซังเองจะทำแบบนี้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันคิดว่าพวกเราต้องมีความภาคภูมิใจแบบนี้ไว้ค่ะ เมื่อพวกเรากับแฟนๆร่วมมือกัน จะต้องมีส่วนให้แฟนใหม่ๆเข้ามาเพิ่มขึ้น ดังนั้นก็เลยคิดว่าจะทำยังไงให้คนมาชอบเรามากขึ้น

- ก็คือจะบอกว่าให้ความร้อนแรงนี้ไปโอบล้อมพวกเขาให้เข้ามาสนับสนุนเพิ่มขึ้นสินะ

น่อน: ใช่ค่ะ จะว่าไป ตอนนี้ Nogizaka46 ก็กำลังมาแรงเหมือนกัน

- ตอนนี้พวกเขากำลังมาแรงสุดๆเลย สำหรับคิโมโตะซังผู้ชื่นชอบไอดอล Nogizaka46 เป็นยังไงบ้างครับ?

น่อน: พวกเขาน่ารักมากจริงๆค่ะ! หน้าตาดีชะมัดเลย!

- ฮ่าๆๆๆ ผมว่าคิโมโตะซังก็ประมาณนั้นเหมือนกันนะครับ จริงๆนะ

น่อน: ไม่เลยค่ะ...ว่ากันตามจริงแล้ว พวกเขากับ SKE48 ให้ความรู้สึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ว่าภาพที่ต้องสู้สุดแรงเกิดนั่นแหละค่ะภาพของ SKE

- นี่คงเป็นทั้งอาวุธแล้วก็เสน่ห์ของพวกคุณเลยล่ะ

น่อน: ตอนนี้น่ะ SKE48 ร้อนแรงเต็มที่แล้ว ขอแค่มีโอกาสที่จะจุดระเบิดก็พอ ในเวลาแบบนี้ ถ้าเราทำให้คนหันมามองได้ ฉันว่าไม่ว่ายังไง SKE48 ก็ไม่มีวันจบลงหรอกค่ะ


สร้างแนวทางใหม่ๆขึ้นมา


- ในขณะที่คิดถึง SKE48 คิโมโตะซังคิดยังไงกับแนวโน้มของตัวเองบ้างครับ?

น่อน: แม้ว่าจะอิงแต่ความคิดตัวเองไม่ได้ แต่ฉันก็คิดอยู่ว่าทางที่ตัวเองจะเดินไปคือทางไหนแน่ จะเป็นสายหลักหรือสายวาไรตี้ และแล้วฉันก็คิดว่าฉันจะกรุยทางใหม่ที่อยู่ระหว่างทั้งสองทางค่ะ ฉันชอบวาไรตี้ ถ้ามีโอกาสก็จะไม่ปล่อยไป แต่ก็มีแฟนๆที่ชอบฉันในด้านที่เป็นสายหลัก (ไอดอล) ซึ่งก็อยากรักษาเอาไว้เหมือนกัน ทำให้สับสนมากจริงๆ...ดังนั้นฉันคิโมโตะ คาน่อน อยากจะเป็นคนสร้างแนวทางใหม่ของตัวเองขึ้นมา

- มองเห็นชัดเจนแล้วสินะครับ

น่อน: ใช่ค่ะ ทั้งเป้าหมายที่ควรจะเป็นและที่ๆอยากตั้งเป้าไว้

- พวกเราจะตั้งหน้าตั้งตารอดู คิโมโตะซังที่วิ่งนำอยู่ในทางสายหลักไปสู่ตำแหน่งที่อยู่ใจกลางของ SKE48 ได้ใช่มั้ยครับ?

น่อน: นี่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองต่อจากนี้ค่ะ เมื่อเวลาที่ฉันจะได้ไปยืนอยู่ตรงกลางมาถึง ตอนนั้นฉันอยากทำให้ทุกคนคิดว่า “ที่แท้ SKE48 ก็มีอย่างนี้ด้วย” แน่นอนว่าก่อนอื่นจะต้องได้รับการยอมรับจากแฟนๆ แล้วก็อยากจะทำให้ความสนใจใน SKE48 เผยแพร่ออกไปมากขึ้น ดังนั้นนี่คือเป้าหมายสุดท้ายที่แท้จริงของฉันค่ะ

- ไฟที่ลุกโชนอยู่ในใจของคิโมโตะซัง ผมรับรู้ได้อย่างลึกซึ้งเลยจากการสัมภาษณ์วันนี้ สุดท้ายอยากทราบว่ารู้สึกยังไงกับงานเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในปีนี้ครับ?

น่อน: ตอนที่ฉันยังสับสนอยู่ว่า “SKE48 ยังต้องการฉันอยู่มั้ย” มาโดกะก็บอกฉันว่า “ยังไงคาน่อนก็เป็นคนที่ขาดไม่ได้นะ” เพราะเป็นคนที่คอยดูฉันมาตลอดถึงพูดประโยคนี้ออกมาได้ ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจพยายามต่อไป เป้าหมายคืออันเดอร์เกิร์ลค่ะ ฉันจะพุ่งไปข้างหน้า สู้ต่อไป

- จะรอฟังข่าวดีนะครับ ขอบคุณมากๆเลย

น่อน: ขอบคุณมากค่ะ เพื่อรุ่นเดียวกันและเพื่อ SKE48 ยังไงก็สู้ไม่ถอยค่ะ!


วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์พี่อายะ (ชิบาตะ อายะ)

พี่สาวเป็นไอดอลระดับท็อป น้องชายเป็นนักเบสบอลทีมมหาวิทยาลัยแบตเตอร์หมายเลข 4
คู่พี่น้องแบบนี้จะมีก็แค่เฉพาะในการ์ตูนเท่านั้นแหละ!
เนื่องด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างที่ถาโถมชิบาตะซังในช่วงนี้
เราจึงเปลี่ยนบรรยากาศโดยการเชิญมาดูการแข่งขันเบสบอลแทน
แต่ทว่า มันกลายเป็นการพูดคุยแบบเจาะลึกซะงั้น

สนามเบสบอลในวันที่อากาศสดใส เสียงเชียร์ของพี่สาวกึกก้องไปบนท้องฟ้า
การมาชมการแข่งขันของน้องชาย (ชิบาตะ โยชิกิ ชมรมเบสบอลมหาวิทยาลัยโฮเซย์ หมายเลข 4 เบสที่ 1)
เป็นครั้งแรก


สมาชิกของบ้านชิบาตะ


- วันนี้ เป็นครั้งแรกเลยครับที่สัมภาษณ์ไป ดูการแข่งขันเบสบอลไป

อายะ: แล้วยังเป็นวันที่อากาศแจ่มใสด้วย ดีจังเลยนะคะ

- นั่นสิครับ จะว่าไป ความสัมพันธ์กับน้องชายเป็นยังไงครับ?

อายะ: ธรรมดามากๆค่ะ ตอนที่ฉันมาโตเกียว บางทีก็ไปกินข้าวกันบ้าง ล่าสุดได้เจอกันแค่ครั้งเดียว ตอนปีใหม่มั้งคะ ช่วงนี้ก็ค่อนข้างยุ่งทั้งคู่เลยไม่ได้เจอกันค่ะ

- นั่นสินะครับ  ช่วงเดือน 2 ทีมเบสบอลมหาวิทยาลัยกำลังเก็บตัวกันพอดี คงจะไม่มีเวลา อยากทราบว่ามีช่วงที่ไม่ลงรอยกันบ้างมั้ย?

อายะ: แม้ว่าจะเรียนห่างกัน 2 ปี แต่จริงๆแล้วเราห่างกันปีเดียวเองค่ะ (ชิบาตะ อายะ เกิดวันที่ 1 เดือน 4) ดังนั้นเลยไม่มีใครโตกว่าใคร ตอนช่วงวัยรุ่นไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่แต่ตอนเด็กๆก็เล่นการ์ดยูกิด้วยกันนะ

- ตอนนี้น้องชายเป็นหมายเลข 4 ของโฮเซย์ เขาเล่นกีฬาเก่งมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า?

อายะ: ตอนอยู่อนุบาลก็เคยเล่นฟุตบอลค่ะ เบสบอลก็เริ่มเล่นมาตั้งแต่อนุบาลเหมือนกัน ตอนประถมตัวสูงมากวิ่งก็เร็วมาก เป็นพวกนักกีฬาประจำในงานกีฬาสี บ้านชิบาตะค่อนข้างเล่นกีฬาเก่งค่ะ คุณพ่อเล่นเบสบอลมาตลอดจนถึงม.ปลายเลยมั้ง ตอนนี้ก็ตีกอล์ฟเป็นประจำ เห็นบอกว่าคะแนนดีสุด 81 คะแนนแน่ะ สกีก็เล่นเก่งมากค่ะ ส่วนคุณแม่ก็เป็นพวกนักกีฬาค่ะ รู้สึกตอนสมัยเรียนก็เล่นกีฬาเหมือนกัน

- สายเลือดนักกีฬาก็เลยตกทอดมาถึงลูกสาวด้วย

อายะ: ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็คงใช่ค่ะ (หัวเราะ)

- คงมีแฟนๆไม่น้อยที่ชอบขาของชิบาตะซัง (หัวเราะ)

อายะ: ฮุๆๆ ช่วงนี้ฉันเริ่มเล่นกอล์ฟค่ะ เริ่มเข้าใจแล้วว่าต้องฝึกถึงจะเก่งขึ้น แต่ฉันไม่ชอบกีฬาหรอกค่ะ (หัวเราะ) คะแนนวิชาพละก็ไม่ค่อยดี คือฉันไม่ชอบให้เหงื่อออก

- แต่เวลาขึ้นโคเอ็นเหงื่อไหลเหมือนฝนตกเลยนะครับ (หัวเราะ)

อายะ: เพราะอย่างงั้น พอเข้า SKE48 แล้วถึงได้เหงื่อออกจริงๆจังๆครั้งแรก

- กลับมาที่เรื่องน้องชายหน่อยครับ มีช่วงที่ไม่ยอมเปิดเผยว่ามีน้องชายด้วยสินะ

อายะ: ใช่ค่ะ แค่รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องบอก เขาเป็นคนธรรมดา ไม่อยากสร้างความลำบากให้เขา แต่อยู่มาวันนึงก็ถูกเปิดเผย

- ทำไมถึงเปิดเผยละครับ?

อายะ: เป็นคนรอบตัวทางฝั่งน้องชายค่ะ พอนักข่าวกีฬารู้เรื่องนี้ก็ไปถามเขาว่า “SKE48 ชิบาตะ อายะ เป็นพี่สาวคุณใช่มั้ยครับ?” น้องชายก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ แล้วก็ได้ลงหนังสือพิมพ์ (หัวเราะ)

- แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจไม่ใช่เหรอครับ พี่สาวเป็นไอดอลที่เข้าเซมบัตสึเลือกตั้ง น้องชายก็เป็นแบตเตอร์หมายเลข 4 ของโฮเซย์

อายะ: ก็ใช่ค่ะ ที่มีข่าวเขียนถึง เขาก็ไม่ได้ไม่ชอบหรืออะไร

- เมื่อก่อนเคยมาเชียร์น้องที่สนามแข่งมั้ยครับ?

อายะ: ไม่เคยค่ะ วันนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยที่มาดูเขาแข่ง

- ครั้งแรกเหรอครับ!

อายะ: ช่วงที่โยชิกิบ้าเบสบอล ฉันกำลังยุ่งกับการเรียน ไม่ได้ออกจากบ้านเลยค่ะ แล้วเดิมก็ไม่ชอบออกไปข้างนอกอยู่แล้ว มีแค่ตอนช่วงแข่งลุ้นว่าโยชิกิจะได้ไปโคชิเอ็งมั้ย ก็ได้ดูทางทีวีนิดหน่อย

- ผมไปค้นมาแล้วครับ ตอนที่น้องยังอยู่โทโฮ (มัธยม) ม.ปลายปี 3 ช่วงฤดูร้อนได้เข้ารอบเพลย์ออฟด้วย แต่ตอนแข่งกับไอโกะไดเมเดงแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย 3 ต่อ 2 ถึงกับร้องไห้ออกมาเลย แต่สามารถไปถึงรอบเพลย์ออฟของจังหวัดไอจิได้ก็สุดยอดแล้วล่ะ!

อายะ: วันนั้นมีซ้อมพอดีค่ะ ดูไปแค่ครึ่งเดียวก็ไม่ได้ดูแล้ว รู้สึกว่าจะร้องไห้หนักมาก

- ตกรอบเพลย์ออฟช่วงฤดูร้อนม.ปลายปี 3 เป็นใครก็ต้องร้องครับ (หัวเราะ) แล้วเรื่องที่พี่สาวเป็นไอดอล น้องชายเคยพูดอะไรมั้ย?

อายะ: แรกสุดเขาก็ปิดเงียบค่ะไม่ได้พูดอะไร น่าเสียดายที่โดยเปิดเผยอย่างไว (หัวเราะ) หลังจากนั้น รู้สึกว่าจะมีเพื่อนมาบอกเขาว่า “(พี่สาวนาย) วันนี้ก็ออกทีวีด้วยนี่” จะว่าไป ตอนเลือกตั้งเขาก็โหวตด้วยเหมือนกัน แถมยังเอาโปสเตอร์เลือกตั้งไปติดที่ห้องด้วย ตลกดีค่ะ (หัวเราะ)

- เป็นน้องชายที่ดีจังเลยนะ

อายะ: แต่เขาชอบมาบอกฉันว่า “อยู่บ้านไม่เห็นจะทำอะไรเป็นเลย คนต้องตกใจแน่ๆ” เพราะฉันทำงานบ้านไม่ค่อยเป็นค่ะ ดังนั้นดาราที่น้องชอบเป็นไทป์ที่ตรงข้ามกับฉันทั้งนั้นเลย

- เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีมั้งครับ (หัวเราะ) ในโคเอ็นก็เคยบอกว่า “โอชิของน้องคือไซโต้ มากิโกะ” นี่ครับ

อายะ: เขาบอกว่าหน้าตาแบบนั้นเป็นสเปคเขา แล้วก็บอกว่า “นั่นน่ะน่ารักที่สุด! สวยมาก!”

- ขอถามอีกอย่างนะครับ พวกคุณเรียกชื่อกันยังไง?

อายะ: “อายะ” กับ “โยชิกิ” ค่ะ ฉันไม่มีความรู้สึกเป็นพี่สาวเลย เขาเองก็ทำเหมือนเป็นลูกชายคนโต แต่ว่าเขากับฉันต่างกัน เขาเป็นพวกเพื่อนเยอะ

- แต่พี่สาวกลับเป็นพวกปลีกวิเวก

อายะ: บ้านชิบาตะทุกคนมีอัธยาศัยดี เล่นกีฬาเก่งค่ะ มีแค่ฉันที่มืดหม่นเอาแต่เรียนหนังสือ (หัวเราะ)

- น้องชายเคยไปดูโคเอ็นหรือคอนเสิร์ตบ้างมั้ยครับ?

อายะ: ตอนคอนเสิร์ต “Minogashita Kimitachi e” (เมื่อปี 2011 ที่ TDC hall) ฉันเรียกเขามาค่ะ ที่จริงก็เคยมาดูโคเอ็นที่เธียร์เตอร์ในนาโกย่าเหมือนกัน (หัวเราะ) รู้สึกจะเป็นช่วงสเตจ “Saga Akari” (สมัยอยู่ทีม E) มั้งคะ ให้เขาไปยืนดู ก็รู้สึกผิดเล็กๆเหมือนกัน

- ถ้ามีคนหน้าคล้ายขนาดนั้นมายืนดู แฟนๆก็ต้องสังเกตเห็นสิครับ

อายะ: เหรอคะ?

- ก็คล้ายกันจริงๆนี่ครับ

อายะ: คล้ายเหรอ? ฉันเหมือนคุณพ่อมากกว่า ส่วนโยชิกิจะเหมือนทางคุณแม่ แต่ว่าตาของคุณพ่อคุณแม่ก็โดดเด่นทั้งคู่ล่ะมั้ง



เพื่อนดื่ม


 (ตอนนี้เริ่มการวอร์มก่อนแข่ง)
อายะ: ออกมาแล้ววววว!! ว้าว มองตรงนี้คนดูตัวเล็กไปเลย เมื่อก่อนเคยเป็นแคทเชอร์ไหล่เลยดูใหญ่

- เพราะเจ็บไหล่ เลยเปลี่ยนตำแหน่งมาอยู่เบสแทนสินะครับ

อายะ: ใช่ค่ะ แต่ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันดูเบสบอลหรอกค่ะ เมื่อก่อนก็เคยไปดูการแข่งของ Chunichi Dragons กับคุณพ่อหลายครั้ง ตอนช่วงโกเมซน่ะค่ะ

- ช่วงโกเมซ!

อายะ: หมายเลข 1 ลี หมายเลข 2 ฟุกุโทเมะ หมายเลข 3 คาซุโยชิ หมายเลข 4 โกเมซ ฉันยังอยู่ชั้นประถมอยู่เลย สมัยที่โฮชิโนะ (เซนอิจิ) เป็นโค้ช ตอนนั้นยังได้ลายเซ็นมาด้วย! ตอนนี้ก็ยังติดอยู่ที่บ้านเลยค่ะ

 (อินนิ่งที่ 5 โฮเซย์บุก เคย์โอนำอยู่ 7 แต้ม)
- ....ไม่นึกว่าการแข่งจะออกมาแบบนี้นะครับ

อายะ: ทั้งๆที่ฉันมาดูดันเป็นอย่างนี้...ก็คงต้องดื่มแล้วล่ะ!

- งั้นสั่งเลยนะครับ! โทษนะครับ ขอเบียร์หน่อยครับ!

อายะ: (อึกๆๆ) ฮ่า! นี่มันเทพธิดาแห่งชัยชนะนี่!

- ดื่มได้แค่ไหนครับ?

อายะ: ไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรหรอกค่ะ ดื่มได้แต่ก็คอยยั้งตัวเอง

- ถ้าเมาล่ะครับ จะเป็นยังไง?

อายะ: คงจะยิ้มไม่หยุดเลยมั้ง

- อย่างนี้ก็มีคนชวนดื่มบ่อยสิ!

อายะ: อุฮุฮุ ยังไงก็ไม่ไปดื่มกับผู้ชายหรอกค่ะ (อึกๆๆ) ฮ่า!

 (ตอนนี้ แบตเตอร์ตีลูกไปทางซ้าย)
อายะ: โย้ชช่า!! ตีโดนแล้ว!! แต่ว่าฉันชอบดื่มไป ฟังคนอื่นเล่าเรื่องไปน่ะค่ะ

- แล้วถ้าไปดื่มกับพวกเมมเบอร์ล่ะ?

อายะ: นั่นสินะ ไปกับใครดีน้า...

 (แบตเตอร์คนต่อมาตีลูกได้แต่บอลเบาเกินไป)
อายะ: ว้า!! อ่า  Gettsu ล่ะ!
 (Gettsu  คือ double play ในศัพท์เบสบอลหมายถึง ฝ่ายรับทำให้ฝ่ายรุกเอาท์ได้สองคนติดกัน)

- ได้ยินคำว่า “Gettsu” จากปากชิบาตะซัง รู้สึกแปลกดีนะครับ (หัวเราะ)

อายะ: จริงสิ! ถ้าได้ไปดื่มกับคาโต้ รูมิซังก็คงดีค่ะ เรื่องที่เธอเล่าน่ะมันฮามากเลย จริงๆฉันก็อยากรู้ด้วยว่าเธอคิดกับฉันยังไง แล้วก็เธอคงสอนเรื่องปลาที่น่ากินๆให้ด้วย (หัวเราะ)

- นักตกปลาตัวจริงสินะ

อายะ: แล้วก็ ไซโต้ มากิโกะซังค่ะ ดูเหมือนว่าเธอจะรับภาระการเป็นกัปตันมากเกินไป เพราะงั้นฉันเลยอยากบอกเธอว่า “สนุกกับมันให้มากกว่านี้ไม่ดีกว่าเหรอ?” ถึงมันจะไม่ได้ผลก็เถอะ...

 (ในตอนนี้ เบสแรกตีบอลฟาวล์ น้องชายทำพลาด)
- อะเร๊ะ แย่แล้วล่ะ!

อายะ: อ่า...วันนี้ดูจะไม่ได้ผลเลยน้า

- ตอนเอ็นจิ้นคงจะบอกว่า “วันนี้พี่สาวมาดูด้วยนะ”  เลยทำให้ทุกคนใจลอยรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ

อายะ: คงไม่ได้พูดหรอกค่ะ!

- ตอนที่ทีมกำลังแย่เหมือนแบบนี้ ชิบาตะซังจะทำยังไงครับ?

อายะ: ฉันเป็นพวก “ฉันก็คือฉัน” ค่ะ (หัวเราะ) แม้ว่าตอนสมัยทีม E จะมีช่วยเหลือกันบ้าง แต่ที่ทำให้ฉันเปลี่ยนไปจริงๆคือหลังจากย้ายไป KII

- สปิริตแบบ “For the team” ของทีม KII ทำให้ชิบาตะ อายะเปลี่ยนไปเหรอครับ?

อายะ: ใช่แล้วค่ะ!  สมัยก่อนน่ะจะเอาแต่คิดเรื่องผลงานของตัวเอง แต่หลังจากนั้นก็เริ่มคิดถึงชัยชนะของทีมมากขึ้น

- เปรียบเทียบจากการดูแข่งเบสบอลสินะครับ

อายะ: ผลงานของตัวฉันเองจริงๆก็ไม่ได้ดีหรอกค่ะ ตอนทีม KII น่ะ บรรยากาศของทั้งทีมดีมาก การที่ทีมได้รับความสนใจ ก็เริ่มมีคนสนใจฉันมากขึ้น ดังนั้นการชัฟเฟิลครั้งนั้นสำหรับฉันเป็นความสำเร็จค่ะ

- มีคนบอกว่า “เธอดูเปลี่ยนไปนะ” บ้างมั้ยครับ?

อายะ: บอกเยอะมากค่ะ! ฉันที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยไปกินข้าวกับทุกคนในทีมเลย นั่นเป็นครั้งแรกที่ตัวเองคิดอยากจะชวนทุกคนไปกินข้าว

- ทำการปฏิวัติ!

อายะ: ทีม E ในตอนนี้ก็มีพลังดีมากค่ะ แล้วก็มั่นคงมากด้วย ช่วงนี้กำลังเล่นชัฟเฟิลโคเอ็น ได้ขึ้นสเตจกับเมมเบอร์ทีมอื่น มันสนุกมากเลยที่ได้รู้จักอีกด้านที่ไม่เคยรู้มาก่อน เหมือน CE-PA league เลยค่ะ
(CE-PA league เป็นลีกเบสบอลที่เล่นข้ามลีกระหว่าง central league กับ pacific league)

- เอามาเปรียบกับเบสบอล ดีมากเลยครับ

อายะ: รู้สึกเหมือน WBA ละมั้ง?

- WBC ครับ (หัวเราะ)
(WBC ย่อมาจาก World Baseball Classic ถ้วยเบสบอลระดับโลก)

อายะ: อ่า ผิดสินะคะ! นั่นมันบาสเก็ตบอล

- บาสเก็ตบอลมัน NBA ครับ! เมาแล้วมั้งครับ (หัวเราะ)

อายะ: ไม่ค่ะ ไม่ได้เมา!

- งั้นสั่งเพิ่มอีกสักแก้วดีมั้ย

อายะ: ...งั้นเหรอคะ (ยิ้ม) โทษนะคะ ขอเบียร์ด้วยค่ะ (อึกๆๆๆ) ฮ่า!

- ได้ดื่มแบบนี้ดีจังเลยน้า คราวนี้มาคุยเรื่องวงกันดีกว่าครับ มีเมมเบอร์เด็กๆที่เข้าตามั่งมั้ยครับ?

อายะ: มีค่ะ! ช่วงนี้ที่ได้ขึ้นแสดงโคเอ็นด้วยกันแล้วคิดว่าดีมากเลย คือ ฮิดากะ ยูซุกิกับอาซาอิ ยูกะจังค่ะ ยูซุกิน่ะแสดงสีหน้าออกมาได้เป็นผู้ใหญ่มาก น่าชื่นชมมากๆ ส่วนอาซาอิจังรู้สึกได้ว่าเธอมีแววค่ะ แม้ว่าพูดแบบนี้อาจดูอวยเกินไปหน่อย (หัวเราะ) เพลงที่ร่าเริงสดใสเธอทำออกมาได้ดีเกินคาดค่ะ ทำได้ดีไม่แพ้เมมเบอร์ที่ขึ้นแสดงประจำเลย

- พูดอย่างนี้ แปลว่าโหวตของชิบาตะซังอาจจะเทไปให้อาซาอิ ยูกะซังสิครับ

อายะ: อย่างนั้นก็ได้ค่ะ ขอแค่โหวตของฉันเทไปให้เมมเบอร์ SKE48 ก็พอ แต่ว่าก็ยังอยากให้โหวตน่อนเมมากที่สุด (คิโมโตะ คาน่อนและซาคาอิ เม) อยากให้เด็กรุ่น 4 ขึ้นไปสูงๆค่ะ ใน SKE48 มีเด็กอยู่มากมาย ในบรรดาเด็กมัธยม อยากให้พวกเธอโดดเด่นออกมา เป็นเด็กๆที่จะแบกรับ SKE48 ต่อจากนี้ไป

- อย่างเช่น เอโกะ(ยูนะ)จัง

อายะ: ใช่ค่ะ! เอโกะจังน่ะ อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น เธอมีโพเทนเชี่ยลมากๆเลยล่ะ

- ชิบาตะซังก็ไม่ได้ลงเลือกตั้งปีนี้...

อายะ: เรื่องนี้เพราะตัดสินใจไว้แล้วน่ะค่ะ


“ความเหมาะสม” กับ “ความสามารถเฉพาะตัว”


- ต่อไปเป็นคำถามเดียวกับที่ใช้ถามเมมเบอร์คนอื่นๆที่ได้สัมภาษณ์ลงในเล่มนี้นะครับ คือมีช่วงเวลาที่วงมีบรรยกาศไม่ค่อยดี ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเริ่มดีขึ้นแล้ว ชิบาตะซังคิดว่ายังไงครับ?

อายะ: ช่วงหลังจาก Mae no Meri บรรยากาศไม่ค่อยดีจริงๆค่ะ ไม่ว่าจะแฟนๆหรือเมมเบอร์ก็โดน “Rena Loss” กันหมด แต่ว่าเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่เพิ่งผ่านไป คือ คอนเสิร์ตจบการศึกษาของ (มิยาซาว่า)ซาเอะซัง ช่วงก่อน-หลังคอนเสิร์ตก็มี “Sae-san Loss” ค่ะ

- เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ

อายะ: เป็นเพราะคำพูดของซาเอะซัง ทุกคนเลยอยากรวมใจกันเป็นหนึ่ง ทุกคนพร้อมสู้เต็มที่ค่ะ เก็บเรื่องราววันนั้นไว้แล้วพยายามสู้ต่อไปค่ะ

- ซาเอะซังเป็นศูนย์กลางของทุกคน ดูเหมือนว่าจะให้พลังความสามัคคีไว้เป็นของขวัญจบการศึกษาสินะ

อายะ: คงจะอย่างนั้นค่ะ การที่ซาเอะซังมาน่ะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ...อืม..

 (ตอนนี้มี double play เกิดขึ้นอีกครั้ง)
อายะ: ว๊า!! Gettsu (double play) อีกแล้ว กี่รอบแล้วเนี่ย!

- วันนี้ 3 รอบแล้วครับ

อายะ: เอ๊ะ เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะคะ?

- ซาเอะซังครับ (หัวเราะ)

อายะ: อ่า ใช่ๆ (หัวเราะ)

- จะว่าไป ในคอนเสิร์ตจบการศึกษา หลังจากที่ซาเอะซังลงจากเวทีไป ก็มีประกาศระบบใหม่ใช่มั้ยครับ มีการแต่งตั้งกัปตันกับรองลีดเดอร์ ทำให้เราพอเห็นฉากต่อไปของ SKE48 เป็นเรื่องที่ดีจัง

อายะ: ใช่ค่ะ!

- แต่ว่าตอนที่เรนะซังจบการศึกษาไม่มีอะไรแบบนี้ ก็เลยทำให้อารมณ์โศกเศร้ามันเหลืออยู่ในใจ

อายะ: นั่นสินะคะ ตอนนี้บรรยากาศของวงก็ผ่อนคลายลงมาก

- มีอีกเรื่องที่อยากจะถามครับ สำหรับ SKE48 ช่วงเวลาของ WMatsui เป็นช่วงที่ยาวนาน ไม่ใช่แค่สองคนนี้ แต่ยังมีช่วงที่ชิบาตะ อายะ ทาคายานางิ อากาเนะ สุดะ อาคาริ 3 คนที่แข่งกันช่วงชิงตัว “A” กันอยู่ด้วย
(T/N note: ตัว A คือตัวอักษรย่อของชื่อ เหมือนเบิ้ลอิเป็น JR เนื่องจาก 3 คนนี้ตัวอักษรย่อเป็นตัว A เหมือนกัน เลยต้องแย่งกันหน่อย)

อายะ: มีฉันเข้าไปแข่งกับเขาด้วยเหรอคะ? ขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

- ผมว่าทั้งหมดเป็นคนที่เอื้อมถึง WMatsui ได้ครับ เพื่อจะเป็นแบบนี้ได้ คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่จำเป็นต้องมีครับ?

อายะ: อะไรน้า...ฉันน่ะเป็นพวกขบถ เป็นประเภท “ไม่มีทางเข้าเซมบัตสึได้หรอก!” ตอนนั้นฉันเอาแต่แข่งกับตัวเอง เพราะอยากเข้าเซมบัตสึนั่นแหละ ฉันถึงได้พยายามสุดชีวิตทั้งในโคเอ็นและงานจับมือ แต่ว่าจะสนใจแค่งานจับมือก็ไม่ได้ มันเป็นคนละเรื่องกับการเอาชีวิตรอดในวงการบันเทิงค่ะ

- นั่นสินะครับ

อายะ: การมีแฟนๆเยอะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ว่าถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นต้องมีความสามารถเฉพาะตัวค่ะ ประมาณ 1 ปีที่ผ่านมานี้ฉันไม่ค่อยได้สนใจแล้วว่าบัตรจับมือจะขายดีมั้ย แน่นอนว่าตราบใดที่ยังอยู่ในวงฉันก็ทุ่มเทกับมันเหนือสิ่งอื่นใดอยู่แล้ว แต่เรื่องในอนาคตก็ต้องคิดค่ะ ทั้งเรื่อง“ความเหมาะสม” ทั้งเรื่อง “ความสามารถเฉพาะตัว” แล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะขยายขอบเขตมุมมองของตัวเองออกไป

- “ความสามารถเฉพาะตัว” ตรงนี้ มีเมมเบอร์ที่น่าสนใจมั้ยครับ?

อายะ: (โกโต้) ราระค่ะ! พูดอังกฤษได้ ตีกอล์ฟก็เก่ง แล้วยังตั้งใจพยายามแบบสุดๆ ความสามารถสูงมากค่ะ (ฟุรุฮาตะ)นาโอะจังก็ร้องเพลงเก่ง ฝีมือการแสดงก็ดี (อาซุม่า)ริองก็เหมือนกัน มีจุดที่น่าดึงดูดเยอะมาก น่าอิจฉาจริงๆค่ะ

- ก็คือ ตอนนี้มีรุ่นน้องหลายคนที่ทำให้รุ่นพี่อิจฉาได้

อายะ: ใช่ค่ะ! แต่ว่าก็ต้องมีเด็กอย่างยูนานะที่แฟนๆหลงหัวปักหัวปำอยู่ด้วย การที่มีเด็กๆที่ไม่เหมือนกับจูรินะซังและเรนะซังแข่งกันอยู่แบบนี้ เป็นสิ่งที่เราอยากเห็นไม่ใช่เหรอคะ

(การแข่งขันจบลง โฮเซย์แพ้ไป 1-11)
อายะ: อ๊า!! แพ้ซะแล้ว!

- อดเป็น “เทพธิดาแห่งชัยชนะ” เลยนะครับ...

อายะ: อืม...สงสัยต้องมาล้างตาซะแล้ว ตอนลีกฤดูใบไม้ร่วงคงต้องมาดูแล้วล่ะ! สัญญาเลยค่ะ!



วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์ด้งจัง (ฟุกุชิ นาโอะ)

เข้ามาในวงโดยการเป็นดราฟต์รุ่น 1 
อีก 2 ปีต่อมาได้เป็นรองลีดเดอร์ทีม E...ฟุกุชิ นาโอะ
จากคนที่คอยสนับสนุนมาเป็นเมมเบอร์ จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง
เรื่องเหล่านี้ต้องเป็นเธอเท่านั้นที่ทำได้
ด้งจังผู้รัก SKE48 มากกว่าใคร กับคำปฏิญาณตนที่มาจากจิตวิญญาณ

เพราะฉันเคยเป็นแฟนๆมาก่อนก็เลยทำได้
มาทำให้ SKE48 “ด้ง” (ตู้ม) กันเถอะ!


ครั้งที่สองที่ในหัวมันขาวโพลนไปหมด


- นี่อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าฟุกุชิซังจะได้เป็นรองลีดเดอร์ทีม E น่ะครับ! อยากทราบว่ามีวิสัยทัศน์ต่อเรื่องนี้ยังไงบ้าง เลยเชิญมาน่ะครับ 

ลูกพี่ด้ง: ไม่หรอกค่ะๆ เรื่องนี้น่ะ...(หัวเราะ) 

- เดิมเคยเป็นแฟนพันธุ์แท้มาก่อน ตอนนี้กลับได้รับตำแหน่งใน SKE48 นี่มันยอดเยี่ยมมากเลยครับ อยากจะขอให้ฟุกุชิซังแสดงความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำสักหน่อย ก่อนอื่น ยังจำโมเม้นท์ที่ประกาศได้มั้ยครับ? 

ลูกพี่ด้ง: ดราฟท์รุ่น 1 ใน 48 กรุ๊ปทั้งหมด จบการศึกษาไปแล้วถึง 3 คน ทุกคนพูดกันว่า “คนที่เหลืออยู่พยายามเข้านะ” ณ ตอนนั้น มัตสึโมโต้ จิคาโกะจังก็ถูกเรียกชื่อ ได้เป็นรองลีดเดอร์ทีมS ในใจฉันก็คิด “ถึงเวลาของดราฟต์รุ่น 1 แล้ว!” 

- ตอนนั้นคงยังรู้สึกเป็นแค่คนยืนดูเฉยๆสินะครับ

ลูกพี่ด้ง: ใช่ค่ะ (หัวเราะ) จากนั้น พอตอนที่ฉันถูกเรียกก็จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว ตอนหลังได้ยินจากสตาฟฟ์ซังว่า แม้กล้องจะจับภาพฉันอยู่ แต่อยู่ดีๆก็หายไปจากจอเฉยเลย

- ล้มลงไปเลย

ลูกพี่ด้ง: “จุกเหมือนคนโดนต่อยท้อง” เลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนนั้นถึงได้รู้ว่า ในหัวขาวโพลนไปหมดนี่มันเป็นอย่างนี้เอง

- นี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วครับที่ในหัวมันขาวโพลนไปหมด

ลูกพี่ด้ง: ครั้งที่ 2 ค่ะ ครั้งแรกคือตอนที่ถูกเลือกในงานดราฟต์ครั้งที่ 1 ตอนนั้นในใจคิดว่า “เย็นนี้กินซาโนะราเมงเสร็จก็กลับบ้านเลยแล้วกัน”

- พูดอีกอย่างคือ ในใจยอมแพ้ไปแล้วใช่มั้ยครับ

ลูกพี่ด้ง: ปรากฎว่าอยู่ดีๆก็โดนเรียกชื่อ ในหัวสมองนี่ขาวโพลนไปหมดเลยค่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้ไปกินราเมง แต่ได้ไปกินเนื้อย่างแทน (หัวเราะ)

- เนื้อย่างฉลองสินะ (หัวเราะ)

ลูกพี่ด้ง:  นับแต่นั้น แม้จะเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกว่าในหัวมันขาวโพลน แต่พอฉันรู้ตัวอีกที ลีดเดอร์สุดะ (อาคาริ) ซังก็มาอยู่ข้างๆฉันแล้ว ตอนนั้นฉันหอบจนแทบจะหายใจไม่ทันแล้วค่ะ แต่ทุกคนกลับขำ! ในใจคิด “ขำอะไรกันเนี่ย!” (หัวเราะ) คงจะเพราะว่าฉันที่เคยเป็นโอตะมาก่อน ตอนนี้กลายมาเป็นรองลีดเดอร์ เรื่องกลับตาลปัตรแบบนี้ตลกดีใช่มั้ยล่ะคะ

- ก็ต้องขำอยู่แล้วล่ะครับ (หัวเราะ)

ลูกพี่ด้ง: ตอนที่ประกาศว่า (ไซโต้) มากิโกะซังเป็นกัปตัน ฉันก็เริ่มตั้งสติได้แล้ว รู้สึกว่า “โอ้ มากิโกะซัง สุดยอด!” แต่ว่าพอมาคิดดูดีๆ ฉันเองก็เพิ่งจะโดนเรียกชื่อไปเหมือนกัน

- แต่ว่า ปฏิกิริยาจากคนดูก็ดีมากเลยนะครับ

ลูกพี่ด้ง: หลังจากนั้นก็ร้องเพลงสุดท้าย “Nakama no Uta” ได้ลงไปแตะมือกับคนดู ได้ยินคนพูดว่า “สู้ๆนะ” “ถ้าเป็นด้งจังต้องทำได้แน่” ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าที่ได้มาอยู่ SKE48 นี่มันดีจริงๆ ถึงแม้ตอนนั้นจะยังงงๆก็เถอะ

- ตอนนี้ก็ผ่านมาสักพักแล้วจากวันที่ประกาศ คิดมั้ยครับว่าทำไมถึงเป็นฉัน?

ลูกพี่ด้ง: ต้องล้อกันเล่นแน่ๆ! วันก่อนหน้านั้นก็ประกาศว่าจะกลับมาแสดง  AKB49 อีกรอบ แล้วฉันก็ได้เป็นหนึ่งในนั้นรับบทเป็นโอตะ ตอนนั้นฉันก็คิดแล้วว่าคงล้อเล่นแน่ๆ แต่วันต่อมา ฉันก็ไปถามผู้จัดการยูอาสะซังว่า “นี่ล้อเล่นใช่มั้ยคะ?” เขาตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ! แค่คิดว่าถ้าคนที่เคยเป็นแฟนอย่างฟุกุชิมาเป็นรองลีดเดอร์ จะต้องนำอะไรใหม่ๆมาสู่วง ได้แน่ๆ” ถึงตอนนั้นจะคิดว่าที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง แต่พอมาคิดตอนนี้ก็ยังมีส่วนที่รู้สึกอยู่ว่าพวกเขาล้อฉันเล่นแน่ๆ (หัวเราะ)

- ปกติรองลีดเดอร์ต้องทำอะไรบ้างครับ?

ลูกพี่ด้ง: ถ้าตอนนี้ก็ นำเอ็นจิ้นตอนก่อนเริ่มโคเอ็นค่ะ แล้วก็หลังจากจบโคเอ็นก็จะเป็นตัวแทนเมมเบอร์กล่าวขอบคุณ วันที่ลีดเดอร์ไม่อยู่ก็จะให้ฉันทำแทน บางทีพอฉันพูด “งั้นทวนกันอีกทีนะ เพลงแรกคือ...” ทุกคนก็จะแบบว่า “ด้งเริ่มแล้ว.....” อะไรแบบนั้น (หัวเราะ) แต่ว่า คงเพราะเห็นฉันเอาจริงเอาจัง เลยอยากให้ฉันผ่อนคลายหน่อย บรรยากาศก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ รุ่นพี่ใจดีมาก ดีมากเลยค่ะ


สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับแฟนๆ


- คืนวันที่ประกาศ คุณเขียนในบล็อกว่า “อยากจะสร้างวงที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง” แสดงความเชื่อมั่นออกมาอย่างนั้น เลยอยากจะขอให้อธิบายหน่อยครับ

ลูกพี่ด้ง: ใช่ค่ะ...ในคอนเสิร์ตจบการศึกษาของซาเอะซัง ก็ร้องไห้ไปจนไม่เหลือน้ำตาแล้ว แต่ว่าจากนั้นจูรินะซังก็พูดว่า “SKE48 กำลังอยู่ในวิกฤต” ใช่มั้ยคะ พอได้ยินคำพูดนั้น น้ำตาก็ไหลออกมาอีกรอบ 

- ทั้งๆที่รู้สึกว่าน้ำตาไหลจนหมดไปแล้ว

ลูกพี่ด้ง: ค่ะ เพราะรู้สึกว่า “เป็นอย่างนั้นจริงๆด้วยน้า”

- จะบอกว่า ฟุกุชิซังเองก็รู้สึกถึงวิกฤตด้วยสินะครับ

ลูกพี่ด้ง: ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าวิกฤตที่สุดก็คือ การไม่ได้ไป “งานขาว-แดง” ค่ะ ปีที่แล้วก่อนเริ่มรายการ นากานิชิ ยูกะซังกับ ซาโต้ มิเอโกะซังพูดไว้ว่า “ขอให้ได้มาขึ้นเวทีนี้อีกนะ” หลังจากทั้งสองคนจบการศึกษาไป ทุกคนก็พยายามกันเรื่อยมา แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายจะไม่ได้รับเลือก รู้สึกอยากขอโทษพวกเขามากๆค่ะ

- เพื่อจะหลุดพ้นจากวิกฤตนี้ คิดว่าควรทำยังไงดีครับ?

ลูกพี่ด้ง: ฉันคิดว่าเมมเบอร์ทุกๆคนต้องสำรวจตัวเองใหม่ค่ะว่าคิดยังไงกับ SKE48 อยากให้ความรู้สึกเหมือนตอนเริ่มต้นกลับมาอีกครั้ง คิดว่าอยากสร้างให้วงออกมาเป็นแบบไหน ตัวเองอยากจะเป็นแบบไหน ถ้าทุกคนมีความตั้งใจแล้ว พอความคิดพวกนี้มารวมกันจะต้องทำให้วงได้รับความนิยมขึ้นมาได้แน่

- SKE48 ที่ “ได้รับความนิยมมากที่สุด” ของฟุกุชิซัง คือ SKE48 ตอนไหนครับ?

ลูกพี่ด้ง: ตอนขึ้นแสดง “Pareo wa emerald” ในงานขาว-แดง (เดือน 12 ปี 2012) ค่ะ ตอนนั้นฉันเป็นไข้ นอนดูรายการอยู่ที่บ้าน ตอนช่วง “Kataomoi Finally” (เดือน 1 ในปีเดียวกัน) ก็รู้สึกว่าใกล้ถึงเวลาแล้วล่ะ 

- ได้แสดงในรายการ Music station ด้วย

ลูกพี่ด้ง: ตอนนั้นพวกแฟนๆร้อนแรงกันมาก ดังนั้นเมมเบอร์ก็เลยพยายามไม่ให้แพ้ความร้อนแรงของแฟนๆ ในคอนเสิร์ตที่ Gaishi Hall (คอนเสิร์ตจบการศึกษาของซาเอะ) ก็รู้สึกได้เหมือนกัน แฟนๆ SKE48 เนี่ยอบอุ่นมากๆ เป็นหนึ่งเดียวกันมากๆ ใน LINE live ก่อนหน้านี้ก็สามารถกดหัวใจทะลุเป้าหมาย 1 ล้านหัวใจได้ ก่อนหน้ารายการพวกเรายังคุยกันอยู่เลยว่า “จนถึงตอนนี้สถิติมากที่สุดแค่ 6 แสนเอง จะถึง 1 ล้านได้มั้ยนะ”

- จากประสบการณ์ของฟุกุชิซัง ที่แฟนๆร้อนแรงกันขนาดนี้มาจากอะไรครับ?

ลูกพี่ด้ง: เพราะทุกคนคิดว่า “อยากให้ SKE48 ดียิ่งๆขึ้น” ค่ะ ไม่ว่ายังไง ก็มีคนเยอะมากๆที่เป็นฮาโกะโอชิ รวมถึงตัวฉันด้วย แม้ว่าโอชิแรกสุดของฉันยังไงก็เป็นจูรินะซัง...แต่เมื่อมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทุกคนก็จะรวมใจกัน ลุกฮือขึ้นมา

-  “รวมใจกัน ลุกฮือขึ้นมา” (หัวเราะ)

ลูกพี่ด้ง: อยากให้วงนี้ได้รับการสนับสนุนไปตลอด อยากจะสร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับแฟนๆ ถ้าทำให้พวกเขารู้สึกว่า “พวกเราเป็นหนึ่งเดียวกัน” ได้ก็คงดีค่ะ

- ถ้าดูจากอุดมการณ์นี้ แล้วปี 2016 นี้ล่ะครับเป็นยังไง?

ลูกพี่ด้ง: มีช่วงนึงที่รู้สึกว่าแย่แล้วจริงๆ ที่แย่ที่สุดคือช่วงก่อนและหลังที่ (มัตสึอิ) เรนะซังจบการศึกษาค่ะ แฟนๆก็ถามเหมือนกัน “SKE48 จะเป็นไรมั้ยนะ” ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไง แต่ฉันคิดว่า ก่อนอื่นตัวเองต้องพยายามให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้ เมื่อตัวเองทำเต็มที่แล้วถึงจะมาคิดเพื่อวง ไม่ว่าจะกี่ปี ก็ต้องแบบนี้เท่านั้นแหละค่ะ...ตอนที่คิดแบบนี้อยู่ ก็ได้รับตำแหน่งรองลีดเดอร์แล้ว ดังนั้นก็จะเผยแพร่วงนี้ออกไปให้มากขึ้นค่ะ

- ในตอนที่คุณคิดว่าต้องพยายามเต็มที่เท่านั้น ทำอะไรไปบ้างครับ?

ลูกพี่ด้ง: ไม่ว่าทำอะไรก็ใส่เต็มที่สุดชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยก็ต้องรู้สึกขอบคุณมัน ต้องไม่ลืมว่าตัวเองมาถึงตอนนี้ได้เพราะถูกรับเลือกมาในงานดราฟต์ ยังไงก็ห้ามลืมความรู้สึกตอนเริ่มต้นนั้นค่ะ

- ไม่เพียงแค่เรนะซัง ซาเอะซังก็จบการศึกษาไปเหมือนกัน ต้องให้ความรู้สึกกระตือรือร้นกลับมาอีกครั้ง

ลูกพี่ด้ง: ฉันจะเดินหน้าไปกับมากิโกะซังค่ะ จริงๆก็อยากให้มากิโกะซังเป็นกัปตันมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว! รู้สึกว่า “เพิ่งจะเป็นตอนนี้อ่ะนะ!” ด้วยซ้ำไปค่ะ

- ฮ่าๆๆ นี่พูดในฐานะแฟนหรือเมมเบอร์ครับ?

ลูกพี่ด้ง: ทั้งสองอย่างค่ะ ช่วงที่ (มากิโกะซัง) เป็นเคงคิวเซย์  ก็เป็นคนคอยสรุปให้ตลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ? เพราะงั้นก็เลยมีภาพจำว่า “ถ้าพูดถึง SKE48 ก็ต้องมากิโกะนี่แหละ” ทั้งเต้นเก่ง ทั้งคอยดูแลรุ่นน้อง แม้ว่าจะดูน่ากลัว (หัวเราะ) แต่ว่าเราต้องมีรุ่นพี่แบบนี้แหละที่คอยนำทุกคน

- ตอนนี้ SKE48 กำลังมุ่งไปทางไหน พอจะรู้มั้ยครับ?

ลูกพี่ด้ง: รู้ค่ะ ตอนที่เรนะซังจบการศึกษา ก็มีความรู้สึกแบบว่า “แย่ล่ะ แกรดแล้วสินะ...” แต่ตอนนี้ทุกคนค่อยๆกลับมาพยายามสู้ต่อไป แล้วก็ที่จูรินะซัง กลับมา SKE48 (ยกเลิกควบทีม) มันเป็นเรื่องสำคัญมากเลยค่ะจังหวะนี้น่ะ จากนี้ไป SKE48 จะต้องไปได้สวยแน่นอน

- เรื่องที่ดีในคอนเสิร์ตจบการศึกษา (ของซาเอะ) ที่ Gaishi hall ก็คือ การประกาศกัปตันคนใหม่ ทำให้ทุกคนมองเห็น SKE48 เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังจากนั้น สำหรับเมมเบอร์แล้ว รู้สึกยังไงกันบ้างครับ?

ลูกพี่ด้ง: หลังจากคอนเสิร์ตนั้น ทุกคนก็เริ่มคลายเศร้าค่ะ หลังจากที่ Toyota Stadium (คอนเสิร์ตจบการศึกษาของเรนะ) “ต่อไปจะร้องเพลงด้วยความรู้สึกยังไงดีนะ” ทุกคนต่างก็ไม่รู้ แต่ว่าคอนเสิร์ตจบการศึกษาของซาเอะซังมันต่างออกไป เมฆหมอกความเศร้าอยู่ดีๆก็หายไปค่ะ

- ถ้าฟุกุชิซังเป็นหนึ่งในโอตะที่ไปดูคอนเสิร์ตวันนั้น จะเป็นอย่างไรครับ?

ลูกพี่ด้ง: คงตะโกนว่า “มากิโกะ!!!!!” ทั้งน้ำตามั้งคะ (หัวเราะ) ถ้าอยู่บ้านล่ะก็ ตอนนั้นคงเสิร์ชหาคำว่า “มากิโกะ” ใหญ่เลยล่ะค่ะ

- นี่คือด้านที่เป็นโอตะสินะครับ (หัวเราะ)

ลูกพี่ด้ง: พอมาคิดดูอีกที มันอาจจะเป็นพลังของซาเอะซังก็ได้ค่ะ ที่จบลงไปอย่างสดใสได้ขนาดนี้

- งี้นี่เอง เพราะความสดใสของซาเอะซังทำให้มันเป็นอย่างนั้น

ลูกพี่ด้ง: เพราะงั้น แม้ว่าจะรู้สึกเศร้าอยู่เหมือนกันที่ซาเอะซังจบการศึกษา แต่มันกลายเป็นความสุขค่ะ มิยามาเอะ (อามิ) ซังเองก็กำลังจะจบการศึกษา แต่ก็เพื่อไปตามความฝันเลยจบการศึกษาใช่มั้ยล่ะคะ ดังนั้นตอนนี้ฉันคิดในแง่บวกมากๆ


นาโกย่าคือบ้าน


- ต่อไปก็ อีเว้นท์ที่ต้องการการแสดงพลังจากแฟนๆ

ลูกพี่ด้ง: ...นั่นสินะคะ

- ความร่าเริงเมื่อกี้มันหายไปไหนล่ะครับ (หัวเราะ) เป้าหมายในงานเลือกตั้งคืออะไรครับ?

ลูกพี่ด้ง: นี่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่หนึ่งปีจะมีครั้งนึง ที่จะทำให้คนจำนวนมากจำเราได้ แล้วก็ยังทำให้รับรู้ได้ด้วยว่ามีแฟนๆที่คอยสนับสนุนเราอยู่ เป้าหมายของฉันคือติดอันดับค่ะ

- ตอนฟุกุชิซังเป็นโอตะได้โหวตอะไรยังไงมาบ้างครับ?

ลูกพี่ด้ง: ฉันโหวต Request Hour ค่ะ แม้จะเคยโหวตเลือกตั้งบ้าง แต่ยังไง ก็แน่นอนว่าต้องให้จูรินะซังหมดเลย

- เรื่องนี้ถึงไม่บอกก็รู้ครับ (หัวเราะ) แล้วเป้าหมายของวงคืออะไรครับ?

ลูกพี่ด้ง: แค่ทำให้ทุกคนรู้สึกได้อีกครั้งว่า SKE48 นี่สุดยอดจริงๆแค่นั้นก็พอแล้วค่ะ แม้ว่าจำนวนคนติดอันดับจะสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ใครติด” ต่างหาก การติดอันดับก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะมีชื่อได้ใช่มั้ยล่ะคะ อย่างเช่น การไม่ติดผลด่วนแต่ติดวันจริง อะไรแบบนั้น

- นับตัวเองเป็นหนึ่งในนั้นมั้ยครับ?

ลูกพี่ด้ง: เอ๋? ก็ไม่เชิงค่ะ...เทียบกับตัวเองแล้ว ฉันคิดเรื่องว่าปีนี้ใครจะติดเซมบัตสึมากกว่า อย่างแรก ชูริซัง (ทาคายานางิ อากาเนะ) น่าจะติด....

- กลับไปเป็นโอตะอีกแล้วนะครับ (หัวเราะ) เมื่อกี้ก็มีพูดถึงด้วยว่า “อยากจะสร้างวงที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง” ถ้าเกิดถูกถามว่า “แล้วมันเป็นวงแบบไหนล่ะ” จะตอบว่ายังไงครับ?

ลูกพี่ด้ง: วงที่จริงจังค่ะ

- ซาเอะซังก็เคยพูดแบบนี้

ลูกพี่ด้ง: กรุ๊ปที่มุ่งไปที่จุดหมายเดียวกัน ทะยานไปข้างหน้า ถ้าไม่สำเร็จก็จะไม่ลดละความพยายาม

- ได้ย้ายจากโทชิกิมาอยู่ไอจิ รู้สึกยังไงบ้างครับ?

ลูกพี่ด้ง: ได้มาแล้ว ก็ทำตามใจตัวเองสุดๆไปเลยค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้นาโกย่าก็คือบ้านของฉัน บางครั้งไปโตเกียว พอได้กลับนาโกย่าก็รู้สึกว่า “นาโกย่าสุดยอด!” ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น SKE48 หรือนาโกย่า ฉันก็อยากให้มีคนชอบเยอะขึ้นๆค่ะ 

- กลายเป็นสาวนาโกย่าไปเรียบร้อยแล้ว (หัวเราะ)


ก็เหมือน “เกียบัน” นั่นแหละ


ลูกพี่ด้ง: ตรงนี้ฉันก็มีคำถามอยากถามเหมือนกันค่ะ ทำไมคราวนี้ถึงอยากออกเล่มพิเศษคะ?

- คิดว่า เมื่อซาเอะซังจบการศึกษาไป เมมเบอร์ก็เป็นหนึงเดียวกันมากขึ้น ในเวลาแบบนี้ อยากจะรวบรวมความคิดของ SKE48 ที่มันโผล่เข้ามาไว้ในแมกกาซีนเล่มเดียวกันน่ะครับ แล้วก็เลยเชิญคนที่เป็นกำลังหลัก มีความคิดแรงกล้าที่จะดึง SKE48 ต่อไปข้างหน้ามาสัมภาษณ์กัน คิดว่าฟุกุชิซังเป็นคนที่มีความคิดแบบนั้นครับ 

ลูกพี่ด้ง: จริงสิ ก่อนหน้านี้ ไปกินข้าวกับอุเมะโมโตะ มาโดกะซัง เป็นวันหลังจากที่เธอประกาศจบการศึกษา เธอก็ถามฉันว่า “ด้งจังต่อไปจะทำยังไงเหรอ?” เพราะฉันไม่ใช่คนที่อยากจะเข้าวงการบันเทิง แค่อยากเข้า SKE48 เท่านั้นเอง ฉันเลยตอบกลับไป “เป้าหมายตอนนี้น่ะ คือใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ให้เต็มที่ค่ะ” ถ้า SKE48 ดีขึ้น ตัวเองก็จะเติบโตขึ้นด้วย แต่ไม่ว่ายังไง สุดท้ายแล้วฉันก็แค่อยากพยายามทำเพื่อ SKE48 แค่นั้นเอง เรนะซังเคยบอกฉันว่า “ด้งจังต้องปกป้อง SKE48 ที่รักนี้ไว้นะ” นี่เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันค่ะ แม้ว่าตอนนี้จะมีฉันเพียงคนเดียวที่คิดอย่างนี้ แต่ต่อจากนี้ไปก็อยากให้มีเพื่อนมาร่วมด้วยเพิ่มขึ้นค่ะ

- เต็มไปด้วยความร้อนแรงจริงๆ คิดแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆแล้วรึเปล่าครับ?
ลูกพี่ด้ง: ตอนเด็กๆชอบดู “เกียบัน” ค่ะ

-  “ตำรวจอวกาศเกียบัน” เหรอครับ! นั่นรู้สึกจะตั้งแต่สมัยยุค 80 แล้วนะ!

ลูกพี่ด้ง: คุณพ่อของฉันชอบมากค่ะ เพลงเปิดฉันก็ชอบมาก “ลาก่อนน้ำตา ยินดีที่ได้รู้จักความกล้า”

- นี่เป็นสิ่งที่ SKE48 ในตอนนี้ต้องการอยู่พอดีเลย! นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอเรื่องที่สำคัญที่สุดตรงนี้ ขอบคุณที่มาสัมภาษณ์ในวันนี้ครับ! (หัวเราะ)




วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์นาโอะจัง (ฟุรุฮาตะ นาโอะ)

ฟุรุฮาตะ นาโอะในคอนเสิร์ตจบการศึกษาของมิยาซาว่า ซาเอะนั้นดูน่าตื่นตาตื่นใจมาก
โบยบินออกจากรัง SKE48 ที่สำคัญยิ่ง รับประสบการณ์จากโลกภายนอก
ด้วยความเจ็บใจกับการที่ไม่ได้ไป “โคฮาคุ” ในปลายปีที่แล้ว
และที่มัตสึอิ จูรินะพูดออกมาว่าเป็น “วิกฤติ”
เมื่อผูกเรื่องพวกนี้เข้าด้วยกัน เธอได้ตัดสินใจแล้ว

ความรักใน SKE48 ที่ทวีมากขึ้น “บันทึกประสบการณ์การเรียนต่างแดน” ของฉัน
“รอยยิ้มของทุกคน ฉันจะเป็นคนปกป้องเอง!”


การตื่นรู้ในความเป็นมืออาชีพ

- วันนี้ คิดว่าจะจัด “งานยกย่องฟุรุฮาตะ นาโอะ” สักหน่อยเลยรีบมาจากโตเกียวเลยครับ

นาโอะ: แปะๆๆๆๆ งั้นฉันแค่นั่งฟังก็พอแล้วมั้งคะ

- แบบนั้นก็ไม่ใช่สัมภาษณ์สิครับ ยังไงก็ขอถามคำถามหน่อยละกัน (หัวเราะ) ก่อนอื่นอยากถามว่า ลักษณะการแสดงของฟุรุฮาตะซังเหมือนว่าอยู่ดีๆก็เปลี่ยนไป จากที่ผมดูโคเอ็งเมื่อเดือน 2 ก่อนกับในคอนเสิร์ตที่ Gaishi Hall เมื่อเดือน 3 มันน่าตื่นตาตื่นใจมากๆเลยครับ

นาโอะ: เอ๋? งั้นเหรอคะ?

- เอ๊ะ? ไม่รู้ตัวเหรอครับ? (หัวเราะ) เปลี่ยนแปลงไปชัดเจนเลยครับ เหมือนกำลังถืออาวุธที่ไม่มีใครสู้ได้ เต็มไปด้วยความมั่นใจ

นาโอะ: แต่ว่าฉันไม่มีความมั่นใจเลยค่ะ จะว่าไงดี ไม่รู้ว่าบางทีอาจจะมีความรู้สึกบางอย่างเปลี่ยนไปก็ได้ค่ะ แบบว่าอยากให้ SKE48 ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก มีความรู้สึกว่ารากฐานของฉันก็คือ SKE48 ค่ะ อยากให้คนรู้จักตรงนี้มากขึ้น อยากให้ SKE48 ในตอนนี้ดียิ่งขึ้น ความคิดแบบนี้มันออกมาผ่านการแสดงค่ะ

- โฮ่...อย่างนี้นี่เอง

นาโอะ: แล้วก็ บางทีอาจจะกำลังสนุกกับการเป็นไอดอลค่ะ กำลังสนุกกับการได้ร้องเพลงได้เต้น

- ฟุรุฮาตะซังในเพลง “Chicken LINE” ก็สุดยอดมาก เหมือนมีมนต์สะกด ดูมั่นมากเลย (หัวเราะ)

นาโอะ: ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ

- เหมือนทะลุไปอีกมิตินึงเลยครับ นี่เกี่ยวกับละครเวที “Hana yori Dango” ที่ได้เล่นเมื่อตอนเดือน 1-2 หรือเปล่าครับ?

นาโอะ: คิดว่าเกี่ยวกันไม่มากก็น้อยค่ะ ความคิดต่อ SKE48 ก็เปลี่ยนไปด้วย ที่ผ่านมาทำงานไปก็มัวแต่คิดไปว่า SKE48 ควรทำยังไงดีนะ แต่ตอนนี้มุ่งมาที่เรื่องที่ตัวเองจะทำได้...

- เริ่มจะเข้าใจขึ้นแล้วล่ะครับ อยากจะดูว่าถ้าตัวเองทำบางอย่างแล้ววงจะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน มันก็เลยสื่อออกมาทางการแสดงสินะครับ?

นาโอะ: ใช่เลยค่ะ! เมื่อก่อนจะชอบกังวลกับตำแหน่งของตัวเอง แต่ตอนนี้ไม่มีเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วค่ะ นอกเหนือจากวงไอดอล ถึงตัวเองจะยังมีเป้าหมายที่สูงขึ้นไปแต่ตอนนี้เรื่องของ SKE48 อยู่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องนี้ยังไงก็ไม่สั่นคลอนค่ะ

- ไม่คิดว่าคุณจะคิดไปถึงขนาดนี้ ยังนึกว่าแค่เพราะประสบการณ์จากละครเวทีเองที่กระตุ้นการแสดงของ
ฟุรุฮาตะซัง แต่ว่าไม่มีใครบอกว่า “ดูเปลี่ยนไปนะ” เลยเหรอครับ?

นาโอะ: ไม่มีค่ะ (หัวเราะ) อ๊ะ แต่ว่าเมเนเจอร์ซังเคยบอกว่า “ทัศนคติในการทำงาน เริ่มจะโปรขึ้นแล้วสินะ” แน่นอนว่าเพราะได้สัมผัสโลกภายนอกจากการเล่นละครเวที พอกลับมาที่ SKE48 แล้วคงจะเติบโตขึ้นน่ะค่ะ แต่ในเรื่องการแสดงน่ะนักแสดงคนอื่นที่แสดงด้วยกันเก่งมาก ฉันทำได้ไม่ใกล้เคียงพวกเขาเลย

- งั้นเหรอครับ? พอดีผมได้ไปดูด้วย แต่ดูไม่ออกว่าห่างชั้นกันเลยนะ

นาโอะ: ไม่ค่ะ ฉันไม่ไหวเลย ทั้งหมดเลย! รับรู้ได้เลยว่าทัศนคติในการทำงานของตัวเองยังเด็กเกินไป ใน SKE48 ฉันถูกจัดอยู่ในกลุ่มพี่สาว แต่พอออกมาข้างนอกแล้วก็กลายเป็นแค่เด็กคนนึง ถึงจะคิดว่า”ต้องพยายามให้เต็มที่” แต่ก็ได้รับรู้ถึงความคิดไร้เดียงสาของตัวเองลึกซึ้งเลยค่ะ


โลกภายนอกนั้นต่างกันมาก

- ฟุรุฮาตะซังใน “Hana yori Dango” (รับบทเป็นคุณหนูโทโด ชิซุกะ) จะต้องไปเรียนที่ปารีส ก็เหมือนกันกับที่ออกมาจาก SKE48 มาเรียนที่โลกภายนอกเลยนะครับ

นาโอะ: อ่า จริงด้วยค่ะ

- โทโด ชิซุกะกลับมาจากเรียนต่อที่ปารีส ฟุรุฮาตะซังก็เติบโตขึ้นเมื่อกลับมาที่ SKE48 เหมือนกันเป๊ะเลยครับ

นาโอะ: เรื่องนี้ ไม่เคยคิดเลยค่ะ (หัวเราะ)

- ที่คุณพูดเมื่อกี้ว่า “ได้รับรู้ถึงความไร้เดียงสา” ประสบการณ์การไปเรียนครั้งนี้คงลำบากน่าดูนะครับ?

นาโอะ: นักแสดงทุกคนเป็นมืออาชีพทั้งนั้นเลยใช่มั้ยล่ะคะ ความทุ่มเทในบทบาทที่ได้รับของพวกเขาต่างกับฉันมากจริงๆ พวกเขาศึกษาบทตลอด เก็บทุกๆรายละเอียด ไม่แค่นั้น พวกเขายังสามารถปรับตามที่บอกได้ด้วยสุดยอดจริงๆค่ะ

- เมื่อเดือน 3 ปีที่แล้ว ได้เป็นเมมเบอร์ SKE48 ที่ท้าทายกับละครเวที “AKB49” จากนั้นก็ได้เข้าร่วม “Hana yori dango” ไม่ทราบว่ามีความรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?

นาโอะ: คิดว่านี่คงทำให้ฉันเติบโตขึ้นได้ค่ะ ฉันเป็นแค่มือสมัครเล่น ต้องเริ่มนับตั้งแต่หนึ่ง ก็คิดว่า “มันจะต้องเป็นเรื่องดีสำหรับฟุรุฮาตะ นาโอะแน่นอน” ที่ทุกคนเข้มงวดกับฉัน ฉันเข้าใจดีค่ะว่าที่ทำแบบนั้นก็เพื่อฉัน

- เข้มงวดเลยเหรอครับ?

นาโอะ: คราวนี้น่ะ สภาพจิตใจแข็งแกร่งขึ้นมากค่ะ (หัวเราะ) เหมือนโดนบีบจริงๆค่ะ!

- โดนบีบเลยเหรอครับ!

นาโอะ: นี่น่ะ ถึงจะเป็นเพราะว่าฉันทำไม่ได้เอง แต่ตอน “49” ก็ยังเทียบไม่ได้กับเรื่องนี้เลย....

- เดี๋ยวนะครับ พูดถึง “49” ได้ยินว่ายากจนอยากหนีซ้อมเลยไม่ใช่เหรอครับ ถึงขั้นว่ามีเมมเบอร์บางคนเกลียดการซ้อมจนหน้าเขียวไปหมด นี่ยังเข้มงวดกว่า “49” อีกเหรอครับ?

นาโอะ: ใช่ค่ะ ฉันว่าชิโนะ อิซามุซัง(ผู้กำกับ 49)ก็อดทนกับพวกเรามาก เพราะเมมเบอร์ทุกคนไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ สอนพวกเราด้วยความเข้าใจมากๆ ชิโนะซังอยากทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาอยากให้นักแสดงมีความทรงจำดีๆก็เลยพยายามอย่างมาก แต่พอมาคิดดูตอนนี้ รู้สึกว่าเขาใจดีเกินไปค่ะ (หัวเราะ)

- เป็นโลกที่ต่างออกไปสิ้นเชิงเลยนะครับ แบบถูกดุว่า “เธอนี่มัน!” ทุกวันเลยมั้ยครับ?

นาโอะ: ไม่แรงขนาดนั้นค่ะ ผู้กำกับสอนอย่างใจเย็นมาก การได้รู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ต่างหากที่น่าโมโห เลเวลของนักแสดงคนอื่นๆสูงมากจริงๆ ฉันตามพวกเขาไม่ทันเอง ก็ค่อนข้างผิดหวังค่ะ

- เหมือนว่าทั้งๆที่ทุกคนกำลังเรียนเลขม.ปลายอยู่แต่มีแค่ตัวเองที่ยังอยู่แค่ม.ต้น อะไรแบบนั้น?

นาโอะ: ประมาณนั้นค่ะ ตอนแรกก็ไม่อยากร้องไห้ออกมา แต่คิดว่าบางทีการร้องไห้อาจจะแสดงตัวตนออกมาได้ อารมณ์ที่เก็บไว้เลยปล่อยออกมาหมด (หัวเราะ)

- อยากดูตอนที่ซ้อมจังเลยครับ (หัวเราะ)

นาโอะ: ตอนแรกฉันคิดว่า ถ้าฉันร้องไห้จะต้องทำให้ SKE48 เสียชื่อแน่แต่ไม่ได้พูดถึงมัน พอช่วงซ้อมครึ่งหลังก็แทบจะร้องไห้ทุกวันเลยค่ะ

- ในขณะที่เมมเบอร์คนอื่นกำลังทำงานตามปกติ ตัวเองต้องมาเจอเรื่องแบบนี้คนเดียว

นาโอะ: แม้จะมีนักแสดงคนอื่นๆมาบอกว่าฉัน “สปิริตแรงกล้าจริงๆเลย!” แต่ที่พูดอย่างนี้อาจะเป็นวีธีผลักดันฉันก็ได้ แบบมาพูดประมาณว่า “ถ้าเป็นฉันนะ หนีไปนานแล้ว”

- อยากให้มี making ออกมาจังเลยครับ (หัวเราะ) การได้รับประสบการณ์แบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอครับ? ฟุรุฮาตะซังก่อนจะมาแสดงละครเวทีก็ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว พอได้แสดงก็ยิ่งสุดยอดขึ้นไปอีก

นาโอะ: ดีใจจัง

- เหมือนฟรีซเซอร์ร่าง 3 เลยครับ

นาโอะ: ฟะ ฟรีซเซอร์เหรอคะ?

- ใกล้จะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วนะครับ!

นาโอะ: ยังไงคนเราก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงค่ะ

- ดูเหมือนว่าที่ได้ไปเรียนคราวนี้จะประสบความสำเร็จมากเลย

นาโอะ: เย้! ฉันจะพยายามมากขึ้นค่ะ


อยากจะปกป้องจูรินะ

- เราเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ที่ Gaishi Hall ได้จัดคอนเสิร์ตจบการศึกษาของมิยาซาว่า ซาเอะซัง มีความรู้สึกยังไงบ้างครับ?

นาโอะ: ตอนที่แสดงอยู่ก็เห็นรอยยิ้มของเมมเบอร์ใช่มั้ยคะ คิดว่าอยากจะปกป้องรอยยิ้มเหล่านั้นไว้ค่ะ

-  มันยิ่งใหญ่มากเลยนะครับ (หัวเราะ)

นาโอะ: ที่ของฉันคือSKE48 ค่ะ เป็นที่ที่เปรียบเสมือนครอบครัว การมีพวกพ้องอยู่เป็นเรื่องสำคัญมาก ฉันไม่ชอบเรื่องที่มาทำให้เมมเบอร์เสียใจ เมื่อซาเอะซังจบการศึกษา ในใจทุกคนก็เป็นกังวลใช่มั้ยล่ะคะ อย่างที่ Gaishi Hall นั้น ฉันไม่ชอบความรู้สึกแบบนั้นเลยค่ะ

- ความรักที่มีต่อ SKE48 ยังคงเหมือนเดิมไม่เสื่อมคลายเลย

นาโอะ: แล้วก็คิดว่า ยังไม่ได้ตอบแทน SKE48 ที่ให้ฉันได้ผ่านออดิทชั่นเข้ามาเลย ฉันคิดเรื่องนี้มาตลอด อยากจะขอบคุณ SKE48 แล้วก็ คิดว่าทำในสิ่งที่ฉันพอจะตอบแทนให้ได้ก่อนแล้วค่อยจบการศึกษา ขณะที่ยืนบนเวทีได้มองเห็นแฟนๆที่คอยสนับสนุนพวกเราอย่างมีความสุข ฉันไม่อยากให้ช่วงเวลาดีๆเหล่านี้หายไป ดังนั้นฉันจะไม่ให้การสนับสนุนที่ผ่านมาเสียเปล่าค่ะ

- มีความคิดมากมายเลยนะครับ ตอนที่ยืนอยู่ที่ Gaishi Hall น่ะ

นาโอะ: จากนั้น หลังจากซาเอะซังลงเวทีไป จูรินะซังก็พูดว่า “SKE48 กำลังอยู่ในวิกฤต” ใช่มั้ยคะ ฉันก็คิดในใจว่า “จูรินะซังพูดขนาดนั้นเลยเหรอ...” แม้เธอจะเป็นรุ่นพี่ใหญ่ แต่ว่าฉันอยากจะปกป้องเธอค่ะ ไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นหน้าเป็นตาของ SKE48 ตั้งแต่เรนะซังจบการศึกษาไป เธอก็รับภาระหนักอยู่คนเดียว แม้ฉันจะเป็นรุ่นน้องแต่ฉันไม่อยากให้เธอแบกรับภาระนี้ไปตลอด

- เป็นความคิดที่ลึกซึ้งมากๆเลย ตอนที่ส่งซาเอะซัง เมมเบอร์ก็เรียงแถวกัน ตอนนั้นได้คุยอะไรกันบ้างครับ?

นาโอะ: พูดกับฉันว่า “โทษทีนะที่ไม่ได้ไปดูละครเวทีน่ะ รู้สึกเสียดายมากเลยล่ะ” หลังจากที่ฉันตอบไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ!” ก็พูดมาอีกว่า “จากนี้ไปก็ฝาก SKE48 ด้วยนะ”

- การมีซาเอะซังอยู่ เป็นอย่างไรครับ?

นาโอะ: เป็นคนที่ฉันไม่อาจเอื้อมค่ะ ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วยความร่าเริงแบบนั้น จิตใจที่งดงาม....เป็นอะไรที่ฉันเลียนแบบไม่ได้เลย

- ไม่หรอกครับ คุณคิดว่าซาเอะซังได้ให้อะไรกับ SKE48 ไว้บ้าง?

นาโอะ: ได้รับความรู้สึกอบอุ่นค่ะ ความรักเป็นสิ่งสำคัญ (หัวเราะ)

- พูดอะไรยิ่งใหญ่อีกแล้ว (หัวเราะ)

นาโอะ: ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆนะคะ! เพื่อให้กล้องถ่ายการแสดงของพวกเราออกมาได้ดีขึ้น เธอก็เป็นตัวแทนไปคุยกับสตาฟฟ์ซัง พูดไปร้องไห้ไป “อยากให้ SKE48 ดีขึ้นอ่ะ!” เวลาคุยกับพวกเมมเบอร์ก็รับรู้ได้ถึงความใจดีของเธอ การได้รับความรักนั้นมาพวกเราก็ร่าเริงขึ้น เพราะงั้นความรักเป็นสิ่งสำคัญค่ะ ความอบอุ่นนี้คอยนำเราไปในทางที่ดี

- เพราะงั้นฟุรุฮาตะซังเลยเปลี่ยนไปด้วย?

นาโอะ: รู้สึกมีความสุขมากขึ้น สนุกมากขึ้นค่ะ ซาเอะซังเก่งในการสร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น แค่มีซาเอะซังอยู่ก็ทำให้รอยยิ้มเพิ่มขึ้นได้ พอเธอจบการศึกษาไปก็รู้สึกเหงาค่ะ

- พูดถึงเรื่องจบการศึกษา มิยามาเอะ อามิซังที่อยู่รุ่นเดียวกันก็...

นาโอะ: ก่อนที่เธอจะประกาศก็รู้สึกได้นิดหน่อยแล้วค่ะ รับรู้ได้จากบรรยากาศ เธอเป็นพวกโกหกไม่เก่ง

- ถึงอย่างนั้น รุ่น 5 ทยอยออกไปจนเหลือน้อยลงทุกที

นาโอะ: นั่นสินะคะ ใกล้จะเหลือ 4 คนแล้ว เร็วจังเลยน้า คนที่โตหน่อยก็มีแค่ฮัปปี้(ฮารุทามุ)กับฉัน แล้วก็(เอโกะ)ยูนะกับนารุติน(อิจิโนะ นารุมิ)เท่านั้น แต่ว่าอามิตัน(มิยามาเอะ)ยังลงเลือกตั้งอยู่ ก็ยังพอมีเวลาค่ะ ดีใจจัง


การเดิมพันกับงานเลือกตั้ง

- นี่เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ได้ยินจากเมมเบอร์คนอื่นๆในเล่มนี้นะครับ ที่ Gaishi จูรินะซังพูดออกมาว่า “SKE48กำลังอยู่ในวิกฤติ” แต่รับรู้ได้จากบรรยากาศว่าเริ่มมีลมเปลี่ยนทิศเกิดขึ้นแล้ว ฟุรุฮาตะซังคิดว่ายังไงครับ?

นาโอะ: ขึ้นอยู่กับว่ามองจากมุมไหนค่ะ ถ้ามองไปที่เป้าหมายข้างบนก็ยังไม่พอ แต่ว่าเป็นเพราะคำพูดของจูรินะซัง พวกเมมเบอร์ก็เริ่มมีความร่วมมือร่วมใจกัน จะบอกว่าเป็นลมเปลี่ยนทิศก็ได้ค่ะ

- นั่นสินะครับ ถ้ามองในมุมที่ต่างกัน คำตอบก็ย่อมต่างกัน

นาโอะ: แต่ว่า พอคิดว่าพวกรุ่นพี่คงจะอยู่ไปตลอดไม่ได้ จะทำยังไงดี? แน่นอนว่าคนที่เป็นเสาหลักของ SKE48 ก็คือพวกรุ่นพี่ ความนิยม การแสดง เอ็มซีที่น่าสนใจในรายการต่างๆ....พวกรุ่นพี่เองก็อยากจะจบการศึกษาเพื่อไล่ตามความฝัน แต่ถ้าพวกเขาจบการศึกษาออกไปแล้ว จะเป็นยังไงล่ะ? พวกรุ่นน้องจะต้องพยายามให้มากขึ้น จะต้องตั้งเป้าหมายสูงขึ้นไปอีก เมื่อมีรุ่นพี่จบการศึกษา ก็จะรู้สึกถึงช่องว่างทุกครั้งเลย “ที่ผ่านมาเราพึ่งเธอมากเกินไป” สถานการณ์ตอนนี้น่ะ คนที่เป็นที่รู้จักมากมีจูรินะซังแค่คนเดียวเอง เป้าหมายของ SKE48 น่ะคือ “อยากขึ้นแสดงงานโคฮาคุ!” (งานขาว-แดง) แล้วก็ “อยากจัดคอนเสิร์ตที่นาโกย่าโดม!” ด้วย แต่ถ้าไม่เป็นที่รู้จักก็คงทำความฝันให้เป็นจริงไม่ได้ ดังนั้นทุกๆคนจะต้องเป็นที่รู้จักให้มากขึ้น...แต่จะว่าไป เรื่องพวกนี้ทำให้รู้สึกว่า “เธอคิดมากเกินไปแล้ว” มั้ยคะ? ถ้าคิดว่าไม่ดีจะไม่เขียนลงไปก็ได้ค่ะ

- ไม่หรอกครับ ผมจะเขียนลงไปหมดเลย (หัวเราะ) เมื่อกี้ที่พูดถึง “งานโคฮาคุ” แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีคำว่า “อยากไปอีกครั้ง!” ออกมาจากปากเมมเบอร์เลยนะครับ

นาโอะ: ถ้าจะพูดออกมาจากปากได้ ความรู้สึกและความมั่นใจจะต้องมีค่ะ แม้ฉันจะไม่รู้ว่าทุกคนอยากจะกลับไปขึ้นเวทีนั้นมากแค่ไหน แต่ก่อนอื่นจะต้องตั้งเป้าหมายของวงก่อนว่าเราจะไปที่ไหน ถ้าเราไม่ตัดสินใจคงไม่ได้ อย่างเช่นการลองลงเดิมพันกับการเลือกตั้งครั้งนี้

- พูดถึงเลือกตั้ง เป้าหมายปีนี้คืออะไรครับ?

นาโอะ: เซมบัตสึค่ะ!

- ชัดเจนมากเลยครับ!

นาโอะ: อยากติดเซมบัตสึค่ะ! ใกล้จะอายุ 20 แล้วด้วย ไม่รู้ว่าจะเป็นไอดอลไปอีกกี่ปี ถ้าเข้าเซมบัตสึได้ ก็อาจจะมองเห็นก้าวต่อไปได้ชัดขึ้น นี่ก็อาจจะเป็นโอกาสที่จะเผยแพร่ SKE48 ออกไปด้วย ปีที่แล้วได้อันดับที่ 24 มา ต่อไปก็ต้องเล็งที่เซมบัตสึค่ะ ปีที่แล้วแฟนๆให้ใบเบิกทางสู่เซมบัตสึมา ฉันก็จะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง พูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ อยากได้อันดับเลขตัวเดียว ถ้าเป็นตำแหน่งที่กล้องจะถ่ายมาฉันก็ดีใจค่ะ (หัวเราะ) มันอาจจะยากแต่ฉันจะไปข้างหน้าไม่หยุดยั้ง!

- พึ่งพาได้จริงๆ! ใน 1 ปีมานี้ รู้สึกว่าตัวเองเติบโตขึ้นมั้ยครับ?

นาโอะ: วิธีคิดเปลี่ยนไปอย่างจริงจังเลยค่ะ ความรู้สึกที่มีต่อ SKE48 ก็แข็งแกร่งขึ้น เปลี่ยนไปจริงๆค่ะ ปีนี้ชัดเจนมากๆเลย

- กังวลเรื่องจำนวนคนที่จะติดอันดับบ้างมั้ยครับ?

นาโอะ: ปีที่แล้วมีคนติดอันดับเยอะมาก คนทั่วไปที่ดูข่าวก็จะคิดว่า “SKE48 เนี่ยดังจริงๆนะ” เป็นเรื่องที่ดีค่ะ

- ปีนี้ก็รอดูสปีชที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของคุณอยู่นะครับ แบบว่าร้องไห้ไปก็พูดไปว่า “ฉันรัก SKE48 รักมากๆ รักมากๆๆ” (หัวเราะ)

นาโอะ: ดูเหมือนว่าทาคามินะซังก็พูดกับคนรอบข้างด้วยว่า “ร้องแรงจังเลยน้า” (หัวเราะ) ถ้าได้อันดับดีๆ ฉันคิดไว้แล้วค่ะว่าจะพูดอะไร อยากจะขอบคุณ AKB48 เพราะถ้าไม่มี AKB48 ก็ไม่มี SKE48
AKB48 น่ะคือจุดเริ่มต้น ถ้าไม่มีพวกเขา วันนี้ฉันก็อาจไม่ได้มาอยู่ตรงนี้

- ตอบได้งงามจนสุดท้ายเลยครับ (หัวเราะ) งั้น “งานยกย่องฟุรุฮาตะ นาโอะ” ก็คงจบลงแค่นี้ล่ะครับ


วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์ชูริ (ทาคายานางิ อากาเนะ)

“ออกมาจากวิกฤติแล้ว”
แม้ว่าเมมเบอร์หลายคนจะบอกอย่างนั้น
แต่ทาคายานางิ อากาเนะนั้น “ยังไม่พอใจ”
ทั้งเคยได้รับความสำเร็จอันรุ่งเรือง ทั้งเคยตกลงไปในบ่อโคลนอันมืดมิด
เพราะอย่างนั้นจึงรู้สึกได้ถึงวิกฤติ
ความเชื่อมั่นที่ไม่มีวันสั่นคลอนซึ่งร้อนแรงอยู่ในอก ทำให้เธอก้าวต่อไปข้างหน้า

ชีวิตใน SKE48 ตลอด 7 ปี คำตอบเพียงหนึ่งเดียวนี้ที่ได้รับ
ก็คือ “ร้อนแรงสุดกำลัง” เท่านั้น

การลงเลือกตั้งที่คิดอย่างหนัก

- 100%SKE48 ฉบับพิเศษคราวนี้ มีเรื่องหลักที่จะถามอยู่ 2 เรื่อง ก่อนอื่นเรามาเริ่มที่เรื่องเลือกตั้งกันก่อนนะครับ

ชูริ: ทำไมพอถึงเวลาเลือกตั้งทีไร BUBKA ซังจะต้องเชิญมาสัมภาษณ์ทุกทีเลยนะคะ (หัวเราะ)

- มันเป็นธรรมเนียมไปแล้วครับ (หัวเราะ) เชิญเริ่มจากเหตุผลที่ลงเลือกตั้งก่อนเลยครับ

ชูริ: ปีที่แล้วได้อันดับที่ 14 มา ได้เข้าร่วมกิจกรรมในฐานะเซมบัตสึของ AKB48 ได้ไปออกรายการ Music station แล้วก็ “ทีวี 24 ชม.” แฟนๆต่างก็ดีใจกันมากเพราะเรื่องพวกนี้ เป็นหน้าร้อนในชีวิต 48 ที่ไม่มีวันลืมเลย สนุกมากจริงๆค่ะ แต่หลังจากนั้น ก็มีเรื่องหลายๆอย่างที่น่าเจ็บใจ เพราะงั้น ถ้าอยากให้แฟนๆมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง ก็คงมีแค่ต้องพยายามไปด้วยกันในงานเลือกตั้งล่ะค่ะ

- เรื่องนี้เข้าใจได้ครับ

ชูริ: แต่ว่า ก็ยังลังเลเหมือนกันว่าจะลงดีมั้ย นั่นเป็นเพราะถึงจะได้อันดับที่ 14 มา แต่ตำแหน่งของฉันในเซมบัตสึ SKE48 ก็ยังไม่ได้ตามที่หวังไว้ จะว่าได้ทำงานในฐานะ SKE48 เต็มที่แล้วก็พูดได้ไม่เต็มปาก ปีที่แล้วฉันคิดว่า “จะต้องทำให้ทุกคนรับรู้ถึง SKE48 ทาคายานางิ อากาเนะอีกครั้งให้ได้” “อยากทำงานหลายๆอย่างให้มากขึ้น” ก็เลยลงเลือกตั้ง แต่ว่าเป้าหมายพวกนั้นยังไม่สำเร็จทั้งหมด นี่เป็นสาเหตุที่ฉันคิดหนักเรื่องลงเลือกตั้งน่ะค่ะ

- นี่คงเป็นสิ่งที่คุณหนักใจสินะครับ พูดกันตามตรง พอรู้ว่าทาคายานางิซังจะลงเลือกตั้ง ผมก็คิด “ชูริมาแล้ว!” ก็ปีที่แล้วน่ะ รู้สึกเหมือนว่าคุณคงจะไม่ลงอีกแล้ว

ชูริ: มีคนพูดอย่างนี้เยอะค่ะ “ปีที่แล้วเธอบอกว่าจะเป็นปีสุดท้ายแล้วไม่ใช่เหรอ!” แต่ว่าตัวฉันเองยังไม่เคยพูดว่า “สุดท้าย” เลย ตอนที่ลงเลือกตั้งปีที่แล้วก็ไม่เคยคิดเรื่องนี้เหมือนกัน แต่แค่ว่า ถ้าปีที่แล้วติดเซมบัตสึแล้วมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นปีสุดท้ายก็ได้

- ถ้างานในฐานะ SKE48 เพิ่มมากขึ้น และมองเห็นลู่ทางใหม่ๆของเห็นตัวเองแล้ว..

ชูริ: ใช่ค่ะ ถ้ามีงานดี่ยวเพิ่มมากขึ้น เลือกทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้แล้ว ตำแหน่งใน SKE48 ชัดเจนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าปีที่แล้วอาจจะเป็นปีสุดท้ายค่ะ

- วันก่อน ตอนที่คุณจัดรายการประจำของคุณ “Umarete kono kata” กับมัตสึอิ เรนะซัง ก็มีพูดถึงเรื่องเลือกตั้งด้วยนี่ครับ

ชูริ: จริงๆไม่ได้เตรียมพูดเรื่องเลือกตั้งเลยค่ะ ตอนช่วงที่อัดรายการเป็นช่วงที่เปิดรับสมัครลงเลือกตั้งพอดี ตอนนั้นฉันยังไม่ได้ตัดสินใจลง แต่หัวข้อที่สตาฟฟ์ซังให้มา มันมีหัวข้อ “ปรึกษาปัญหาหนักใจของชูริ”ด้วย ทีแรกฉันกะว่าจะคุยเรื่องเลือกตั้งกันส่วนตัว ไม่คิดว่าจะพูดออกไปในรายการซะได้ (หัวเราะ) เรนะซังบอกฉันว่า “เลือกตั้งจะเป็นยังไง มันก็คืองานเลือกตั้งล่ะนะ” คำพูดนี้ช่วยฉันเอาไว้ค่ะ

- แค่เรื่องลงหรือไม่ลง คุณยังกังวลไปถึงขั้นนั้นเลย

ชูริ: ตั้งแต่มีระบบให้ลงสมัครเลือกตั้ง มันก็ไม่เหมือนเดิมค่ะ ถ้าไม่ลงก็จะถูกถามว่า “ทำไมถึงไม่ลงล่ะ?” ถ้าลง ก็จะถูกถามว่า “ทำไมถึงลงล่ะ?” ทั้งๆที่คิดหนักอยู่นานกว่าจะตัดสินใจลงสมัคร แต่กลับมาบอกว่า “คงจะเปิดทางให้รุ่นน้องได้แล้วมั้ง” แน่นอนว่าคนที่พูดอย่างนี้มีไม่เยอะ ฉันคิดว่าทำแบบนั้นมันใจดีเกินไป ชิโนดะ มาริโกะซังก็เคยพูดไว้ว่า“เมมเบอร์ที่ไม่สามารถขึ้นไปได้ด้วยตัวเองนอกจากจะมีคนเปิดทางให้น่ะ ไม่มีทางชนะใน AKB48 ได้หรอก” ฉันไม่ยอมอ่อนข้อให้หรอก...อีกอย่าง ในเซมบัตสึ SKE48 ก็ยังอยู่หลังรุ่นน้องเลย เพราะงั้นฉันเลยคิดว่า “ในเมื่อฉันอยู่หลังในเซมบัตสึ อย่างน้อยในงานเลือกตั้งฉันจะอยู่ข้างหน้า!”

- นั่นสินะครับ!

ชูริ: ที่ผ่านมาฉันลงเลือกตั้งตลอด แม้ว่าตอนเลือกตั้งครั้งแรกจูรินะซังกับเรนะซังจาก SKE48 จะไม่ติดอันดับ แต่พอได้เห็นรุ่นพี่ 2 คนจากวงที่ตัวเองอยู่ติดอันดับได้อย่างงดงามแล้ว ฉันก็รู้สึกว่า “ฉันอยากขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีนั้นเหมือนกัน!” มากๆเลยค่ะ ดังนั้น ฉันก็อยากให้พวกรุ่นน้องมองฉันที่ยืนอยู่บนนั้น แล้วคิดว่า “ฉันอยากก็ติดอันดับเหมือนกัน!” บ้างน่ะค่ะ

ฉันมีเพียงตอนนี้

- เข้าใจแล้วครับ พูดถึงความพิเศษของงานเลือกตั้งปีนี้ ก็เป็นเรื่องเมมเบอร์ SKE48 ที่ถอนตัวไปทีละคน โดยเฉพาะเมมเบอร์ที่สนิทกับทาคายานางิซัง แล้วยังมีคนที่ได้อันดับดีในปีที่แล้วอีก

ชูริ: อย่าง (อิชิดะ) อันนะจากรุ่น 2 กับ (โอยะ) มาซานะซังรุ่น1ก็ตัดสินใจไม่ลง พวกเขาก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง เพราะงั้นฉันจะไม่พูดถึงมาก การเลือกที่จะไม่ลง อันที่จริงต้องมีความกล้ามากๆค่ะ ในช่วงที่รับสมัครน่ะแค่ความคิดในตอนเช้ากับตอนเย็นก็ไม่เหมือนกันแล้ว บางทีอาจจะเปลี่ยนไปทุกชม.เลยก็ได้

- ลง ไม่ลง ลง ไม่ลง...สินะ

ชูริ: ค่ะ พอตกเย็นก็เกิดกลัวขึ้นมา มีเวลาให้คิดมากมาย ได้ดูเสียงตอบรับของแฟนๆจากบล็อกและทวิตเตอร์ด้วย แน่นอนว่าก็กลัวที่จะเผชิญหน้ากับผลสุดท้ายเหมือนกัน แต่ฉันสัญญากับแฟนๆไว้แล้ว ยังไงก็จะไม่ร้องไห้ด้วยความเจ็บใจ ไม่ว่าผลจะออกมายังไงก็จะไม่ร้องไห้

- ที่เอ่ยถึงเมื่อกี้ มาซานะซังไม่ลงในปีนี้ ตอนที่รู้ข่าว คุณใช้คำว่า “ช็อค” นั่นเป็นเพราะว่ารู้สึกเหงาหรือเปล่าครับ?

ชูริ: ค่ะ ถึงจะไม่เคยไปบอกกับเจ้าตัวแต่ฉันกับมาซานะซังน่ะตั้งเป้าหมายที่เซมบัตสึเหมือนกันค่ะ ตั้งแต่ “namida no seesaw game” (เพลง undergirls ปี 2010) เป็นต้นมา พวกเราติด undergirls ด้วยกันตลอด ถ้ามาซานะซังอยู่ก็จะรู้สึกเบาใจล่ะ

- พูดตรงๆเลยนะครับ เป้าหมายปีนี้คืออะไรครับ?

ชูริ: สำหรับเรื่องนี้ ฉันยังกังวลอยู่เลยว่าจะพูดออกไปชัดๆดีมั้ย ฉันอยากจัดงานมีทติ้งกับแฟนๆค่ะ

- ทำไมล่ะครับ?

ชูริ: อยากคุยกับแฟนๆโดยตรงนานๆ แค่ในบล็อก มันยากที่จะส่งความรู้สึกไปให้ถึง พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนที่ฉันเขียนฉันรู้สึกยังไง อาจมีคนมองว่า “ก็มีงานจับมืออยู่แล้วนี่” แต่ฉันคิดว่าเวลาแค่ไม่กี่วินาทีนั่นพูดไม่หมดหรอก!

- เรื่องนี้ผมเข้าใจครับ

ชูริ: ฉันอยากฟังเสียงของแฟนๆด้วย อยากจะพูดตรงๆกับพวกเขา ถ้าแบบนั้นทำให้ความรู้สึกของแฟนๆเป็นหนึ่งเดียวกันได้ก็คงดี เวลาที่ฉันจะเป็นไอดอลต่อไปเหลือไม่มากแล้ว ในระหว่างที่ยังเป็นไอดอลอยู่ ฉันก็อยากให้พวกเขาชอบฉันจนถึงที่สุด เพราะว่าฉันมีแค่ตอนนี้เท่านั้น แต่ว่าพอพูดปุ๊บก็ดูเหมือนว่าฉันตัดสินใจจบการศึกษาแล้ว วางใจได้ค่ะ ฉันยังไม่จบการศึกษาหรอก (หัวเราะ) แต่ก็คิดอะไรหลายๆอย่างอยู่ สิ่งที่ถูกต้องคืออะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรถูกเลยก็ได้


สถานะของทาคายานางิ อากาเนะในตอนนี้

- ขอเข้าเรื่องต่อไปเลยนะครับ แต่ว่าเมื่อกี้ก็มีพูดถึงแล้วล่ะ เพราะงั้นมันก็เกี่ยวกับเรื่องที่แล้วด้วย

ชูริ: คือเรื่อง "SKE48 ต่อจากนี้" ใช่มั้ยคะ?

- ก็รวมถึงเรื่องนี้ด้วย แต่ที่อยากจะถามคือ ทาคายานางิซังคิดว่าตอนนี้ตัวเองอยู่มี “สถานะ” แบบไหนใน SKE48 ครับ

ชูริ: เรื่องนี้นี่เอง ฉันเองก็อยากให้มันชัดเจนเหมือนกันค่ะ

- ถ้างั้นก็ดีมากเลยครับ ทาคายานางิซังน่ะ เคยเป็นลีดเดอร์ทีม KII มาตลอด ตอนชัฟเฟิลครั้งใหญ่ก็ออกจากตำแหน่ง ตอนนี้ไม่ได้เป็นรองลีดเดอร์แล้วก็ไม่ได้เป็นกัปตันของวงด้วย

ชูริ: มันก็เป็นอย่างนี้มา 2 ปีแล้วค่ะ

- นั่นสินะครับ คุณคิดว่าตัวเองควรอยู่ตรงไหนครับ?

ชูริ: ถ้าตามความเห็นของฉันเองนะคะ SKE48 น่ะ นอกจากเซ็นเตอร์ที่เป็นจูรินะซังแล้ว คนอื่นๆไม่มีตำแหน่งที่แน่นอนค่ะ พวกเมมเบอร์นอกเหนือจากเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกวางตัวไว้ก็ด้วยเหมือนกัน แต่ AKB48 น่ะต่างออกไปมาก อย่างเช่นโคจิฮารุซังก็เป็นางแบบ พารูรุซังก็เป็นนักแสดง วาตานาเบ้ มายุซังเป็นหน้าเป็นตาของ AKB48 มี่องจังก็เป็นเซ็นเตอร์ยุคใหม่ ถ้าเป็น AKB48 ละก็ ทุกคนมีงานที่ชัดเจนค่ะ แต่ SKE48 มีแค่งานในวงเท่านั้นที่ชัดเจน...

- พวกกัปตันกับลีดเดอร์ พวกนี้เป็นงานในวงสินะครับ

ชูริ: ใช่ค่ะ แต่ว่าหน้าที่งานที่แสดงออกไปข้างนอกกลับไม่ชัดเจน ดังนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองต้องทำอะไรกันแน่ ถ้ามันชัดเจนขึ้นจะไม่ดีกว่าเหรอคะ?

- ผมก็ว่างั้นครับ

ชูริ: อ๊ะ! อยากให้ทุกคนบอกว่า "พูดถึงไลฟ์ก็ต้องเป็นทาคายานางิ อากาเนะ" ล่ะค่ะ รับหน้าที่สร้างไลฟ์ให้ร้อนแรง ตอนนี้ก็บ้าๆบอๆอย่างนี้ในทัวร์ทั่วประเทศค่ะ (หัวเราะ)

- ผมได้ไปดูแค่ที่อิบารากิเอง ครึกครื้นมากจริงๆครับ

ชูริ: เวลาที่ฉันสามารถแสดงตัวตนออกมาได้มากที่สุดก็คือตอนยืนอยู่บนเวทีค่ะ ถ้าได้เป็นคนที่ทุกคนมองว่า “มีเด็กคนนี้อยู่วางใจได้เลย” ก็คงดีค่ะ

- ทัวร์ในตอนนี้ เป็นทีมแต่ละทีมบวกกับเคงคิวเซย์สลับกันไปใช่มั้ยครับ

ชูริ: ฉันอยากให้ทุกคนมาร่วมกัน ระเบิดออกไปสุดแรง อยากบอกพวกเขาว่า “เล่นบ้าๆกว่านี้อีกหน่อยก็ได้นะ” ทั้ง (สุดะ) อาคาริและยากาตะ มิกิจังก็เคยพูดกับฉันว่า “ถ้ามีชูริอยู่ในไลฟ์มันจะสนุกมากเลย” เพื่อนที่เคยอยู่ทีมเดียวกันมาบอกกับฉันแบบนี้ ดีใจมากเลยล่ะ

ทั้งหมดเพื่อ SKE48

- ฤดูร้อนปีที่แล้ว เรนะซังจบการศึกษาไป อยากทราบว่าหลังจากนั้นความรู้สึกของทาคายานางิซังเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้างครับ

ชูริ: อย่างแรกคือ พอเรนะซังจบการศึกษาไป ฉันก็รู้สึกว่า “เหลือคนเดียวแล้วสิน้า...” เรนะซัง มิเอปี้ (ซาโต้ มิเอโกะ) (ฟุรุคาว่า) ไอริ ทุกคนไม่อยู่แล้ว

- คนที่สนิทต่างค่อยๆจบการศึกษาไปแล้วสินะครับ

ชูริ: พอไม่มีคนที่สนิทกันแล้วมันเศร้ามาก ฉันยังเคยคิดเลยว่าต่อจากนี้ไม่อยากจะสนิทกับเมมเบอร์คนไหนอีกแล้ว ตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ในห้องแต่งตัวทีม KII ก็เอาแต่อยู่คนเดียวตลอด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ใจดีมาก มาถามฉันว่า “ชูริซัง มีอะไรรึเปล่า?” อย่างเช่นอาราอิ ยูกิจัง คิตาโน่ รุกะจัง แล้วก็เอโกะจัง พวกเขาช่วยฉันไว้ค่ะ ทำให้ฉันกลับมาพยายามอีกครั้ง

- พอเรนะซังจบการศึกษาไป ในวงมีการเปลี่ยนแปลงยังไงบ้างครับ?

ชูริ: ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วมีออกยูนิตเด็กรุ่นใหม่ Love Crescendo ฤดูใบไม้ผลิปีนี้ “Chicken LINE” ก็มีเด็กๆมายืนอยู่ข้างหน้า ฉันคิดว่านี่เป็นผลจากการที่เรนะซังจบการศึกษาค่ะ

- ทาคายานางิซัง ส่วนตัวมองว่ายังไงครับ?

ชูริ: ฉันได้รับเลือกให้อยู่ยูนิต “Transit Girls” ค่ะ ตอนที่รู้ว่าคำว่า “Transit” หมายถึง “เปลี่ยน” ไม่คิดว่ามันสื่อออกมาได้ดีนะ ก็ฉันยังไม่คิดจะเปลี่ยนซะหน่อย

- ยังคงรออยู่ที่สนามบินต่อไป (หัวเราะ) (Transit แปลว่า เปลี่ยนเครื่องก็ได้)

ชูริ: ใช่ค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าถึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ตอนนั้นก็ไม่ได้พูดออกมา

- แล้วคิดว่า “Chicken LINE” เป็นไงบ้างครับ?

ชูริ: เป็นเพลงที่เท่มากค่ะ ถ้าไม่ใช่มุมมองส่วนตัวของทาคายานางิ ก็เป็นเพลงที่เยี่ยมมากเลย

- แล้วมุมมองของคุณคือ?

ชูริ: เจ็บใจมากค่ะ ที่จริงฉันคิดว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่คอยสอนพวกรุ่นน้อง ซึ่งฉันก็ทำมาตลอด แต่ว่าไม่มีใครมาออดิชั่นเพื่อจะเต้นอยู่หลังรุ่นน้องหรอกค่ะ

- ไม่มีหรอกครับแบบนั้น

ชูริ: อย่างเช่น (ทาคากิ) ยูมานะน่ะ เธอชอบเด็กๆ SKE48 ทุกคน อยากจะสนับสนุนทุกๆคน มันเป็นเรื่องที่งดงามมากๆ แต่ฉันน่ะฝันอยากจะเป็นไอดอลที่เปล่งประกาย แน่นอนว่าก็มีรุ่นน้องที่ฉันชื่นชมอยู่เหมือนกัน อยากให้เด็กเหล่านี้ได้รับความสนใจมากกว่านี้

- ลองบอกชื่อมาหน่อยได้มั้ยครับ?

ชูริ: อย่างเช่น...บอกไม่ได้ค่ะ (หัวเราะ) ฉันบอกกับเจ้าตัวไปแล้ว เพราะพอจะมองเห็นว่าพวกเขามีดี ในเวลาแบบนี้บอกชื่อพวกเขาไม่ได้หรอกค่ะ

- มีกี่คนครับ?

ชูริ: ค่ะ ก็มีทั้งคนที่ฉันอยากให้เข้าเซมบัตสึ มีทั้งคนที่เข้าเซมบัตสึได้แล้วแต่อยากให้ได้รับการชื่นชมมากกว่านี้...เยอะเลยค่ะ

- ทาคายานางิซัง กับจูรินะซังและเรนะซังเคยถูกเรียกว่า “JRA” มาก่อน รู้สึกจะเป็นช่วงปี 2011-2012 ความรู้สึกในตอนนั้นเป็นยังไงครับ?

ชูริ: ตอนนั้นไม่มีอะไรต้องกลัวเลยค่ะ เพราะว่าที่ได้ตำแหน่งข้างหน้ามาอยู่ดีๆก็ได้มาโดยไม่รู้อะไรเลย ตอนที่ได้เข้าเซมบัตสึ “Aozora kataomoi” ก็รู้สึกถึงความกดดันจากรุ่นพี่ค่ะ รู้สึกแบบว่า “อ๊ะ แย่ละ” (หัวเราะ) หลังจากนั้นพอได้ร้องเพลงกับจูรินะซังและเรนะซังก็ดีใจมาก ทั้งชอบพวกเขามากและนับถือมากๆด้วย ก็ได้ร้องเพลงด้วยกันกับทั้ง 2 คน แต่...ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่บ้าง? นึกไม่ออกเลยค่ะ คงคิดว่าอยากเป็นเซ็นเตอร์มั้งคะ?

- ที่ถามนี่ เพราะคิดว่าอาจจะได้คำตอบที่ช่วยชี้ทางให้รุ่นน้องได้น่ะครับ

ชูริ: ฉันตอบได้แค่ ฉันตอนนั้นน่ะ ทุ่มเทสุดชีวิตเลยค่ะ เพื่อที่จะได้เป็นเซ็นเตอร์ในสักวัน ความพยายามในวันนี้ จะต้องได้ผลกลับมาในสักวัน ทำไปด้วยความคิดแบบนั้น ที่ฉันบอกได้คือ “ความพยายามอาจจะไม่ได้ผลอะไรกลับมา แต่ในเมื่อมาอยู่ตรงนี้แล้วก็มีแต่ต้องทำให้มากขึ้นเท่านั้นไม่ใช่เหรอ” ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก มีแค่เรื่องนี้แหละค่ะที่ฉันพูดได้อย่างภาคภูมิใจ ฉันน่ะระยะเวลา7 ปีที่ผ่านมาที่เข้ามาอยู่ SKE48 ไม่ว่าจะเป็นเวลางานหรือเวลาส่วนตัว ฉันก็คิดถึงแต่เรื่องของ SKE48 ยกเว้นแค่ตอนเล่นกับนกที่บ้านเท่านั้นแหละ!

- ตอนนั้น ช่างมันเถอะครับ (หัวเราะ)

ชูริ: แต่ว่าเพราะชอบนกมากก็เลยอยากทำงานที่เกี่ยวกับนกด้วย ถ้าพวกนกได้รับการคุ้มครองให้มันมีความสุขได้ก็จะดีค่ะ

- นี่คิดไปถึงขั้นนั้นเลยเหรอครับ!

ชูริ: ใช่ค่ะ อยากให้ประชากรนกเพิ่มขึ้น อยากให้ทุกคนรักนกพวกนี้ เพราะนกพวกนี้น่ะอยู่ได้แค่ประมาณ 10 ปีเอง...เรื่องนี้น่ะ ต้องคุยกันนะคะ?

- ไว้โอกาสหน้าดีกว่าครับ (หัวเราะ)

ชูริ: ยังไงก็ตาม ที่จะบอกคือฉันจะทำเพื่อ SKE48 ค่ะ เพื่อไม่ให้มีเรื่องเข้าใจผิด พิธีบรรลุนิติภาวะฉันก็ไม่ได้ไปร่วม ตอนปีใหม่มีงานรวมญาติก็ไม่เดินข้างๆพี่ชายน้องชายเด็ดขาด

- สมแล้วที่เป็น “ชาว SKE48” (หัวเราะ) จะว่าไป ไซโต้ มากิโกะที่อยู่รุ่นเดียวกันได้เป็นกัปตันด้วย

ชูริ: ฉันบอกเธอไปว่า “จะต้องเป็นตัวของตัวเองนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราก็จะไปกับเธอ” ที่ผ่านมาเธอเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคนมาตลอด แค่ทำเหมือนเดิมก็พอแล้ว

- เท่าที่ได้ถามเมมเบอร์หลายคนที่มาสัมภาษณ์คราวนี้ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า  “ความรู้สึกของวงเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ไม่หยุดนิ่งแล้วล่ะ” ทาคายานางิซังคิดว่ายังไงครับ?

ชูริ: ฉันรู้สึกว่ายังไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่ค่ะ ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อยๆ อยากลองอะไรใหม่ๆบ้าง อย่างเช่น ตอนเปลี่ยนเซ็นเตอร์ “12 gatsu no kangaroo” แต่ครั้งนั้นเป็น NMB48 ที่เปลี่ยนไปก่อน

- ถ้าจะลองอะไรใหม่ๆ ก็อยากจะเป็นคนแรกที่ได้ลองสินะครับ

ชูริ: ค่ะ แล้วจริงๆก็อยากได้รายการประจำค่ะ (หัวเราะ) จนถึงตอนนี้ก็มีคนมากมายที่ชอบพวกเราเพราะได้ดูรายการทีวี เป็นโอกาสดีที่จะให้คนได้รู้จักคาแรคเตอร์ของแต่ละคนด้วย

- เป็นการสัมภาษณ์ที่ได้เข้าใจความคิดของทาคายานางิซังอย่างถ่องแท้เลย

ชูริ: ถ้าแบบนั้นก็ดีใจค่ะ แล้วก็เรื่องงาน “งานขาวแดง” เมื่อปีที่แล้วเราไม่ได้ขึ้นแสดง ฉันเจ็บใจจนร้องไห้ออกมาเลย แต่ดูเหมือนว่าเมมเบอร์ที่เจ็บใจกลับมีไม่มาก ยิ่งทำให้ฉันเจ็บใจเข้าไปอีก บางทีก็คิดว่านี่คงเป็นสถานการณ์ของ SKE48 ในตอนนี้ ฉันอยากให้ทุกคนมีความมั่นใจที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง!

- ไม่เป็นไรหรอกครับ SKE48 น่ะยังไปต่อจากนี้ได้อีก!


วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2559

(91)[100%SKE48] แปลบทสัมภาษณ์กัปตันมักกี้ x อันนะเซนเซย์ (ไซโต้ มากิโกะ x มากิโนะ อันนะ)

ในวันนั้น ใบหน้าของไซโต้ มากิโกะแฝงไปด้วยความประหม่า
แต่ว่า เธอในเวลานั้นยังคงยิ้มได้
ใช่แล้ว มากิโกะไม่ล่วงรู้ความหมายที่แท้จริง
การเผชิญหน้าต่อจากนี้ กับผู้ที่ให้จิตวิญญาณแก่ SKE48 มากิโนะ อันนะ
นี่เป็นทางที่มากิโกะไม่อาจหนีไปได้

กัปตันไซโต้ มากิโกะ ครั้งแรกคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
แมทช์ที่ห้ามถอนตัวกลางคัน การตัดสินแพ้ชนะใน 90 นาที

การเริ่มต้นของโชคชะตา

- วันนี้ อยากเชิญไซโต้ มากิโกะซังที่ได้รับตำแหน่งกัปตันเมื่อเดือนมีนาคม มาพบกับอันนะเซนเซย์สักครั้งเลยจัดสัมภาษณ์ครั้งนี้ขึ้นครับ

มักกี้: ขอบคุณค่ะ

อันนะเซนเซย์: ฝากตัวด้วยค่ะ กัปตันนี่หมายถึงกัปตัน SKE48 ทั้งวงใช่มั้ย?

มักกี้: ใช่ค่ะ

อันนะเซนเซย์: โอ้!!

- แต่ว่ากัปตันคนใหม่คนนี้ ตั้งแต่เริ่มก็ไม่กล้าสบตาอันนะเซนเซย์เลยนะครับ (หัวเราะ)

อันนะเซนเซย์: นั่นสิ ไม่มองฉันเลย

มักกี้: ไม่ใช่ค่ะๆๆ ฉันมองอยู่นะ!

- ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ ไม่ได้มองแน่ๆ (หัวเราะ) งั้นก่อนอื่น ช่วยอธิบายกับผู้อ่านทีครับว่าการสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นมายังไง เชิญกัปตันครับ

มักกี้: มันเริ่มมาจากคลิป 2 นาทีครึ่งจากโคเอ็ง Te wo tsunaginagara ค่ะ (คลิปที่ฉายในโคเอ็ง มีอัพใน youtube ด้วย) ใน DOCUMENTARY of SKE48 ที่ฉายเมื่อ 2 ปีก่อนก็มีฉากนี้อยู่ ฉากที่อันนะเซนเซย์กำลังสอนตอนช่วงซ้อมเพลง “Pinocchio Gun”

- ฉากที่อันนะเซนเซย์เสียงดังใส่ (มัตสึอิ) เรนะซัง “สีหน้ายังธรรมดาเกินไป!” “อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆสิ!” ใช่มั้ยครับ? นั่นน่าจะเป็นฉากดังที่แฟนๆSKE48 ทุกคนรู้จักกันดี

มักกี้: ฉันถูกบอกมาว่าต้องพูดคำพูดโด่งดังพวกนี้ในคลิป 2 นาทีครึ่ง



- รู้สึกจะเป็นโคเอ็งรอบเช้าวันที่ 9 พฤษภาคมปีที่แล้ว จะบอกว่า “ฉันแค่ถูกขอให้ทำแบบนั้น” สินะครับ

มักกี้: ใช่ค่ะ เพราะงั้นไม่ใช่ความผิดฉันนะ

อันนะเซนเซย์: ฮ่าๆๆๆ

มักกี้: ฉันเป็นแค่นักแสดงที่เล่นตามบทเท่านั้นเองค่ะ

อันนะเซนเซย์: เรื่องนี้น่ะ แฟนๆมารายงานให้ฉันรู้ตั้งนานแล้ว ในทวิตเตอร์น่ะ

มักกี้: (ทำหน้าตกใจ)

อันนะเซนเซย์: จากนั้นก็ได้ดูคลิปด้วย อืม ทำอะไรครึ่งๆกลางๆชะมัดเลย

มักกี้: ฮ่าๆๆ

- ทั้งๆที่ตัวเองพูดว่า “อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆสิ!” (หัวเราะ)

อันนะเซนเซย์: ถ้าจะทำ ก็ต้องทำออกมาให้เว่อร์กว่าต้นฉบับ ให้ทุกคนขำให้ได้ แบบว่ารู้สึกเหมือนฉันดูเก้ๆกังๆยังไงไม่รู้

มักกี้: ขอโทษค่ะ...

- จากนั้น คลิป 2 นาทีครึ่งวันที่ 12 มิถุนายนก็ล้อเลียนอีกรอบ




มักกี้: ไม่ได้ล้อเลียนค่ะ! ฉันแค่เล่นตามบท!

อันนะเซนเซย์: เป็นความคิดของสตาฟฟ์ทั้งหมดเลยเหรอ?

มักกี้: ใช่ค่ะ!

อันนะเซนเซย์: สำหรับฉันน่ะนะ คิดว่าถ้าเป็นมากิโกะจะต้องเถียงไปแน่ๆ “อันนะเซนเซย์น่ะพูดออกมาอย่างจริงจังนะ อย่าเอามาเล่นเลยค่ะ”

มักกี้: ......(ก้มหน้าเงียบ)

- ไม่ได้เถียงไปเหรอครับ?

มักกี้: ...เปล่าค่ะ ตอนนี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าฉันเถียงได้...

อันนะเซนเซย์: ฮ่าๆๆๆ

- หลังจากนั้นได้ติดต่อกันบ้างมั้ยครับ?

อันนะเซนเซย์: ในคอนเสิร์ตจบการศึกษาเรนะได้เจอกันครั้งนึงมั้ง?

มักกี้: ค่ะ เจอกันโดยบังเอิญหลังเวทีค่ะ ตอนนั้นฉันยังไม่ได้เล่นทวิตเตอร์ ได้รู้ปฏิกิริยาของอันนเซนเซย์แค่จากในเน็ต เพราะงั้นพออยู่ดีๆเจอหน้ากัน เลยรู้สึก “เจอเข้าแล้ว...” (หัวเราะ)

อันนะเซนเซย์: ฉันยังคิดอยู่ว่าตอนอยู่บนเวทีอยากจะคุยกันหน่อย

- บทในวันนั้นคือ เรนะซังล้มลงไประหว่างเต้นเพลง “Pinocchio Gun” จากนั้นอันนะเซนเซย์ก็ออกมาเซอร์ไพรส์

อันนะเซนเซย์: ตอนนั้นแหละค่ะที่เห็นมากิโกะ แต่ว่านั่นเป็นคอนเสิร์ตจบการศึกษาของเรนะ ถ้าฉันเอาคืนกับมากิโกะมันคงดูไม่เหมาะ จากนั้นที่หลังเวทีบังเอิญเจอมากิโกะ ในใจก็คิด “คราวนี้ต้องตัดสินกันไปเลย”

- ว้าว! “ตัดสินกันเลย” เหรอครับ!

อันนะเซนเซย์: อยากให้เรื่องนี้ดูน่าสนใจขึ้นอีกหน่อย (หัวเราะ)

มักกี้: ฮุๆๆ

- ในทวิตเตอร์ก็เขียนไว้ว่า “เข้าปะทะโดยตรง” ด้วย

อันนะเซนเซย์: เพราะพวกแฟนๆดูสนุกกันมากค่ะ

- เพราะแบบนี้ เลยเขียนพู่กันเมื่อโคเอ็งวันปีใหม่ว่า “โค่นล้มอันนะ!” ใช่มั้ยครับ?

มักกี้: ค่ะ (ยิ้ม)

อันนะเซนเซย์: มีเรื่องนี้ด้วยเหรอ?



มักกี้: ก็ถ้าเขียนแบบว่า “ก้าวไปเรื่อยๆ” คิดว่ามันจะไม่ธรรมดาไปหน่อยเหรอ ตอนที่ลังเลอยู่ว่าจะเขียนอะไร คุยกับเมเนเจอร์ซังคุยไปคุยมาก็ตัดสินใจได้ว่าเขียนแบบนี้แหละ แต่ว่า...

อันนะเซนเซย์: แต่ว่า..อะไร?

มักกี้: มือมันสั่นจนเขียนออกมาแทบไม่ได้เลย (หัวเราะ)

- พอเขียนเป็นตัวหนังสือคงรู้สึกถึงความกลัวสินะครับ

อันนะเซนเซย์: ที่ว่า “โค่นล้มอันนะ!” เนี่ย อธิบายรายละเอียดให้ฟังหน่อยได้มั้ยว่าเธอจะโค่นล้มยังไง?

มักกี้: (อึกอักอย่างเห็นได้ชัด) ระ ระ เรื่องนี้ “โค่นล้ม” ก็คือ...

อันนะเซนเซย์: อื้ม คืออะไร?

มักกี้: ก็....คือ “ชัยชนะ” ค่ะ

อันนะเซนเซย์: คิดว่าจะเอาชนะฉันได้ยังไงบ้างล่ะ?

มักกี้: เอ่อ...เรื่องนั้น...ทำยังไงถึงจะเอาชนะได้เหรอ?

- คงไม่ดีมั้งครับที่จะฟังเรื่องนี้ (หัวเราะ)

มักกี้: ที่เขียนไปนั่นก็กะจะล้อเล่นเฉยๆ....

อันนะเซนเซย์: ไม่ได้ๆ ต้องให้ชัดเจนสิ ฉันรับคำท้าแล้ว

มักกี้: ไม่ใช่ค่ะ ตอนนั้นฉันไม่คิดจริงๆค่ะว่าเรื่องมันจะมาถึงขั้นสัมภาษณ์กันขนาดนี้ ฉันล้อเล่นจริงๆนะคะ

อันนะเซนเซย์: อยากลองพูดเหมือนกันนะว่า “ฉันแพ้แล้ว”

- เซนเซย์พูดว่า “ฉันแพ้แล้ว” ก็คือ ถูก “โค่นล้ม” แล้วมั้งครับ

มักกี้: นั่นสินะคะ

- ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทำให้เซนเซย์รู้สึกว่า “SKE48 ช่วงนี้ สุดยอดเลย” หรือ “มากิโกะเป็นกัปตันได้ไม่มีที่ติเลย” อย่างนี้ถือว่าเป็นการ “โค่นล้ม” ได้มั้งครับ

อันนะเซนเซย์: นี่แหละค่ะที่ฉันหวังไว้

- ยิ่งกว่านั้น ถ้ามากิโกะซังสั่ง “Sokutatsu Nama” (เบียร์ที่มักกี้เป็นพรีเซ็นเตอร์) ไปส่งที่บ้านอันนะเซนเซย์...

อันนะเซนเซย์: นั่นคือ “โค่นล้มอันนะ” แบบราบคาบเลยล่ะ (หัวเราะ)

ทำไมต้องเป็นไซโต้ มากิโกะ

- ต่อไปเรามาคุยเรื่องเป้าหมายแล้วก็วิสัยทัศน์ของการเป็นกัปตันของมากิโกะกันดีกว่าครับ

มักกี้: แน่นอนว่า มีหลายอย่างมากค่ะ

อันนะเซนเซย์: โอ้ว อยากฟังจัง

มักกี้: สำหรับ SKE48 น่ะ มีเมมเบอร์ทยอยจบการศึกษาไปเลยไม่ค่อยมั่นคง เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อนค่ะ ยิ่งกว่านั้นยังเปลี่ยนกัปตันเริ่มระบบใหม่ในรอบ 2 ปี การที่เลือกฉันก็ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร ทำไมถึงไม่เลือกรุ่น 1 อย่างจูรินะซังหรือมาซานะซัง?

- ได้รับคำตอบรึยังครับ?

มักกี้: ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน แต่ว่าบางทีฉันอาจจะคิดมากไปเรื่องรับหน้าที่กัปตัน ถึงฉันอยากจะคิดว่า “มันก็แค่ชื่อเรียกเองนี่” แต่ประกาศแต่งตั้งในงานที่ใหญ่ขนาดนั้น มันรับได้ยากน่ะค่ะ

- ดูเหมือนจะยังสับสนอยู่ งั้นวิสัยทัศน์ที่เพิ่งพูดมาเมื่อกี้คือยังไงครับ?

มักกี้: แน่นอนว่าการแสดงที่สุดยอดเป็นอิมเมจของ SKE48 แล้วอีกอย่างแม้เมื่อก่อนรุ่นพี่จะตั้งเป้าหมายที่จะไล่ตามและก้าวข้าม AKB48 แต่ตอนนี้ไม่ว่าดีหรือร้ายก็รู้สึกว่ามันพร่ามัวไปหมด

- ตั้งแต่ตอนไหนครับที่รู้สึกว่ามันเริ่มมัว?

มักกี้: ก็ 3-4ปีที่ผ่านมาค่ะ แต่ว่าเรื่องที่มันพร่ามัวนี่ฉันไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมันดี ไม่รู้ว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง ตอนที่ฉันเข้ามา (ปี 2009) ยังมีแค่ทีม S ทีม S ตอนนั้นน่ะ ให้อิมเมจเป็นวงที่โปรมาก แบบว่าสุดยอดเลย อยากจะเก่งเหมือนพวกเขาบ้าง ฉันคิดว่าแบบนั้นต่างหากถึงจะเป็น SKE48 ที่แท้

- พูดอีกอย่างคือ อยากให้อิมเมจแบบนี้ชัดเจนขึ้นสินะครับ?

มักกี้: ใช่ค่ะ มีวงตั้งมากมายทั้งในและนอกประเทศ ตอนนี้ยังมี 46 กรุ๊ปอยู่อีก มีแค่นั้นที่ฉันไม่อยากให้มันเลอะเลือนไป แต่เมมเบอร์เปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ดังนั้นการจะทำในจุดนี้เลยยากมาก เมมเบอร์ที่รู้เรื่องในตอนนั้นไม่อยู่กันเกือบหมดแล้ว ถ้าคนพูดว่า “นั่นเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว” ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

- สำหรับ SKE48 ในตอนนี้ อันนะเซนเซย์คิดว่าอย่างไรบ้างครับ?

อันนะเซนเซย์: ไม่นานมานี้ฉันก็คิดท่าเต้นซิงเกิ้ลให้อยู่ แต่ว่าพอสอนท่าให้หมดแล้วก็จบ ไม่ได้คุยมากกว่านั้น สำหรับรุ่น 1 ฉันเป็นคนสอนเองตั้งแต่เริ่มต้นจากศูนย์ ดังนั้นพวกเขาเลยจำคำพูดของฉันได้ แบบว่า “ต้องคิดให้ดี ถ้าไม่มีวงพี่วงน้องวงอื่น อยากจะเป็นคู่แข่งกับ AKB48 ในแบบไหน คำตอบของคำถามนี้จะนำทางพวกเธอไป” “เพื่อที่จะก้าวข้าม AKB48 ต้องทำยังไง ไม่ใช่มุ่งไปในทางสายนี้อย่างสุดกำลังหรอกเหรอ?” อะไรประมาณนั้น ฉันพูดแบบนี้ สอนพวกเขาอยู่ 2 อาทิตย์ ถ้าอยากให้ดีพอที่จะขึ้นไปยืนบนเวทีได้ในเวลาสั้นๆแค่นั้น ก็ต้องกดดันเค้นพลังออกมา แต่ฉันก็ทำได้แค่นั้น หลังจากนั้นพวกเขาจะยังทำเต็มที่หรือเปล่า จะมุ่งไปยังเป้าหมายเดียวกันอยู่หรือเปล่า เป็นสิ่งที่ฉันไม่อาจเดาได้

- เซนเซย์ตอนที่สอนมีแต่รุ่น 1 สินะครับ

อันนะเซนเซย์: ที่ฉันอยากฟังจากปากมากิโกะก็คือ “ทุกคนอยากให้ SKE48 ในตอนนี้เป็นแบบไหน” พูดตามตรง ตอนที่ดูพวกเขาในทีวี ฉันไม่เข้าใจถึงจุดนี้เลย กลัวว่าสำหรับคนทั่วไป จะแยกไม่ออกแล้วว่านี่คือ AKB48 หรือ SKE48 SKE48 น่ะ เป็นวงที่เมมเบอร์ทุกๆคนร่วมกันสร้างขึ้น ฉันอยากรู้มากๆว่าทุกคนคิดยังไงกันแน่ อยากจะสร้างวงที่เป็นแบบไหนกันแน่ อนาคตของวงขึ้นอยู่กับเรื่องนี้แหละ ตอนนี้ฉันยังดูไม่ออกเลย

มักกี้: ...(ฟังอยู่เงียบๆ)

อันนะเซนเซย์: ฉันก็สงสัยว่าได้คิดถึงเรื่องนี้กันบ้างหรือเปล่า?

- มากิโกะซัง ว่ายังไงครับ?

มักกี้: คนที่ออกทีวีมีแต่เซมบัตสึค่ะ ฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้นก็ไม่รู้ว่าทุกคนคิดยังไง ถ้าไม่พูดถึงรายการทีวี ถ้าเป็นคอนเสิร์ตล่ะก็ การแสดงบนเวทีก็ไม่เหมือนสมัยก่อน มันอาจมาจากแรงผลักดันที่ต่างกันของเมมเบอร์แต่ละคน ถึงอย่างนั้น ความภาคภูมิใจของ SKE48 คือที่เธียร์เตอร์อย่างเดียวอย่างนั้นเหรอ เรื่องนี้คิดว่าทุกคนก็รู้สึกอยู่เหมือนกัน แต่ว่า อืม....

อันนะเซนเซย์: ที่เธียร์เตอร์ SKE48 เป็นยังไงเหรอ?

มักกี้: โคเอ็งของทีม E ตอนนี้คือ “Te wo tsunatsuginagara” ฉันทำได้แค่พูดถึงเรื่องการแสดงเท่านั้น ดังนั้นเลยอยากจะต้องพูดมันออกมาให้หมด

อันนะเซนเซย์: งั้น ถ้าเป็นมากิโกะพูดทุกคนถึงจะทำตามรึเปล่า? หรือว่า ทุกคนรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว?

มักกี้: ถึงฉันไม่อยู่ ทุกคนก็ทำได้ดีค่ะ

อันนะเซนเซย์: ถ้างั้นเวลาเล่นคอนเสิร์ตล่ะ เป็นยังไง?

มักกี้: คอนเสิร์ตน่ะ ต้องจำตำแหน่งและการเคลื่อนที่เยอะมาก จะแสดงออกไปให้คนดูอย่างไร แค่พยายามไม่ให้ตัวเองทำผิดก็เหนื่อยมากแล้ว โดยเฉพาะพวกเด็กๆเคงคิวเซย์

อันนะเซนเซย์: งั้นเหรอ มีรายละเอียดที่ต้องทำให้ดีเยอะสินะ แล้วใน SKE48 มากิโกะมีตัวตนเป็นยังไงล่ะ?

มักกี้: อืม...มันยังไงนะ?

อันนะเซนเซย์: ไม่ว่ายังไง ฉันว่าในเมื่อเลือกมากิโกะเป็นกัปตัน ก็ต้องคิดว่าเธอจะมีความหมายอะไรบางอย่างกับ SKE48 แน่ๆ อย่างเช่น ทดแทนในส่วนที่ SKE48 ยังอ่อนอยู่ ไม่ก็ชี้นำทางที่ทุกคนจะไป ถ้าเป็นอย่างนั้นมากิโกะในตอนนี้มีอะไรบ้างล่ะ? อะไรที่ทำให้เธอมั่นใจว่าจะไม่มีวันแพ้ใคร?

มักกี้: ....(น้ำตาไหล)

อันนะเซนเซย์: อย่างเช่น ทั้งๆที่ไม่เคยเข้าเซมบัตสึ แต่ก็ไม่หนีไปไหนแล้วยังพยายามต่อไป หรืออย่างเช่น ความรักที่มีต่อวง ฉันน่ะจะคอยดูมากิโกะตลอดไม่ได้ แล้วก็ไปดูโคเอ็งทุกวันไม่ได้ด้วย แต่ว่าดูจากที่แฟนๆบอกกับสิ่งที่มากิโกะพูดให้ฟังเมื่อกี้ ฉันคิดว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เลือกเธอ เพราะไม่ว่าเธอจะอยู่ตำแหน่งไหน เธอก็ทำต่อไปโดยไม่ไขว้เขว นี่แหละเป็นความหมายที่เลือกเธอเป็นกัปตันล่ะ

มักกี้: ...(ก้มหน้าเงียบ)

- พอได้ฟังอันนะเซนเซย์พูดแล้ว คิดว่ายังไงบ้างครับ?

มักกี้: ...ฉันไม่มีคุณสมบัติพอจะพูดว่าตัวเองทำถูก ไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะเป็นตัวอย่างให้ใครได้ ดังนั้นตอนที่ได้รับเลือกให้เป็นกัปตัน เลยกังวลมาก ตอนนี้ ฉันก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเข้าใจ SKE48 ทั้งหมด แล้วยังไม่รู้ด้วยว่าอะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง แต่ว่าตั้งแต่ที่ได้รับคำนำหน้าว่า “กัปตัน” ฉันก็คิดมาตลอด ถ้าถูกถามว่า “จากนี้อยากทำยังไงต่อ?” ฉันก็คงจะแค่พูดคำสวยหรูตอบผ่านๆไป

อันนะเซนเซย์: นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่ามากิโกะจะแสดงตัวเองออกไปยังไง ที่สำคัญที่สุดคือต้องแสดงตัวตนที่แท้จริงของมากิโกะออกไป เป็นกัปตันนะไม่ใช่ซูเปอร์แมน ไม่มีใครเลือกเธอมาเป็นกัปตันเพราะคาดหวังว่าเธอจะทำได้ทุกอย่างหรอก “แม้อยากจะให้วงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าควรทำยังไง” แค่พูดอย่างนี้ก็ดีแล้ว ฉันเป็นเซนเซย์ เลยใช้คำพูดที่ดูเหนือกว่าแบบนี้ได้ แต่มากิโกะเป็นเมมเบอร์คนนึงในวงจะทำแบบนั้นไม่ได้ ฉันคิดว่าทุกคนดูการกระทำของเธอมากกว่าคำพูด ไม่ว่าจะพูดคำสวยหรูออกไปมากแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าพวกเมมเบอร์จะฟังหรือไม่ก็ตาม ขอแค่มากิโกะสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงออกไปได้ พยายามสุดแรงเกิดให้พวกเขาเห็นว่าเธอทำเต็มที่เพื่อวง มันต้องเห็นผลแน่ๆ ถ้าแค่พูดออกไปเท่ๆว่า “ฉันทำได้อยู่แล้ว” จะด้วยสีหน้าแบบไหนก็ส่งไปไม่ถึงหรอก จะข้อดีหรือข้อเสียก็แสดงออกไปให้หมด ที่สำคัญคือเธอทุ่มเททั้งกายใจลงไปได้หรือเปล่า ไม่มั่นใจในตัวเองก็ไม่เป็นไร เพราะเรื่องนี้ใครๆก็กังวล มากิโกะที่กังวลอยู่ตลอดแบบนี้แหละถึงจะงดงาม

มักกี้: ....(เสียงอ่อน) ค่ะ

อันนะเซนเซย์: แต่ว่า! ห้ามหนีเด็ดขาด! จะไม่ทำอะไรเลยเพราะไม่มีความมั่นใจไม่ได้นะ เพราะไม่มีความมั่นใจนี่แหละถึงต้องพยายามทำอะไรสักอย่าง

มักกี้: ....(เสียงอ่อน) ค่ะ

กล้าที่จะแสดงตัวตนออกไป

- ได้เป็นกัปตันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ได้คุยอะไรกับเมมเบอร์บ้างมั้ยครับ?

มักกี้: ฉันได้รู้ว่าตัวเองฝืนยิ้มทำตัวเป็นมิตรกับทุกคนมาตลอด

- ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับ?

มักกี้: งานแรกของการเป็นกัปตันคือ โคเอ็งรำลึกแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 11 มีนาคมค่ะ ทุกๆปีจะมีโคเอ็งแบบนี้ สำหรับพวกเราก็นับว่าสำคัญ แต่ยังรู้สึกว่าเมมเบอร์บางคนไม่ค่อยเอาจริงเอาจังเท่าไหร่ อย่างเข่น ปกติเวลาช่วงก่อนโคเอ็งจะทำเล็บ ทำผมก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่วันที่ 11 มีนาคมน่ะ ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าต้องทำไม่ใช่เหรอ? มีบางคนที่ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ ถ้าเป็นสมัยก่อนล่ะก็ ฉันจะต้องตักเตือนแน่ แต่ตอนนี้ได้รับเลือกให้เป็นกัปตัน ถ้าไปจ้ำจี้จ้ำชัยมาก อาจจะคิดว่า “จะพยายามทำตัวเป็นกัปตันงั้นเหรอ” ฉันกลัวมากว่าพวกเขาจะมองฉันแบบนั้น วันนั้นฉันยังต้องจำสคริปต์ด้วย เลยปล่อยมันไป และในตอนนั้นเองก็ได้รับรู้ว่าคงยากที่ตัวเองจะดูแลเมมเบอร์ทุกๆคน

- สิ่งที่อยากพูดสุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป รู้สึกตัวเองไม่มีประโยชน์งั้นสินะครับ

มักกี้: เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับตัวเองมากค่ะ แก้ปมไม่ออก หลังจากโคเอ็งจบลงก็ร้องไห้ออกมาที่ข้างเวที น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด... ได้ยินคนพูดว่า “เอ๋? มากิโกะล่ะ?” ถึงรู้ว่าพวกเขาตามหาฉันอยู่ แต่ว่าตัวฉันมันไม่ยอมขยับ นั่งอยู่ตรงนั้นเกือบชม.ตรงข้างเวทีตำแหน่งที่ 1 (หัวเราะ)

- นั่งอยู่ตรงตำแหน่งที่ 1 ตลอดเลยเหรอครับ (หัวเราะ)

มักกี้: ตอนนั้นรับรู้ถึงความอ่อนแอของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งเลยค่ะ กังวลมากไม่รู้ว่างานหลังจากนี้จะราบรื่นหรือเปล่า

- เรื่องที่ร้องไห้นี่ เมมเบอร์รู้มั้ยครับ?

มักกี้: ไม่ค่ะ ถ้าพวกเขาไม่ไปถามสตาฟฟ์ซัง ฉันคิดว่าคงไม่รู้ ที่จริงฉันก็ไม่อยากให้รุ่นน้องเห็น

อันนะเซนเซย์: ตัวเองก็เป็นเมมเบอร์แต่กลับต้องรับผิดชอบที่จะนำคนอื่น มันค่อนข้างลำบากและโดดเดี่ยว เมื่อก่อนฉันก็เป็น ตอนเป็นเมมเบอร์ SUPER MONKEY'S แล้วยังต้องสอนเมมเบอร์คนอื่นอีก จะสอนพวกเขาได้ ก่อนอื่นตัวเองก็ต้องทำให้ดีก่อน ความกดดันแบบนี้มันเยอะมาก แล้วยังกลัวอีกว่าจะถูกพวกเขาเกลียดมั้ย แต่ว่าต้องมีความกล้าที่จะถูกเกลียด ไม่งั้นก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน การดุคนอื่นในเวลาเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองด้วย แต่ที่พูดจาแย่ๆพวกนี้ออกไปได้ ไม่ใช่เพราะความรักหรอกเหรอ

มักกี้: ...(ฟังอย่างเงียบๆ)

อันนะเซนเซย์: จนทุกวันนี้ ก่อนจะเข้าห้องซ้อมฉันยังบอกกับตัวเอง “ถ้าเด็กพวกนี้เติบโตขึ้นได้ล่ะก็ ถึงจะถูกพวกเขาเกลียดก็ไม่เป็นไร” อีกอย่างแค่เธอแสดงความพยายามออกไป สักวันพวกเขาจะเข้าใจ ถ้าทำครึ่งๆกลางๆล่ะก็ ไม่ต้องทำดีกว่า ในเมื่อตัดสินใจจะทำแล้วก็ต้องทำให้สมบูรณ์ แม้ฉันจะอายุ 44 แล้ว แต่ตอนดุคนอื่นมือก็ยังสั่นอยู่นะ แล้วมากิโกะอายุเท่านี้ได้เป็นกัปตันแล้ว ตอนดุคนอื่นคงจะต้องเจ็บปวดแน่ๆ ขนาดทาคามินะเองยังรู้สึกเจ็บปวดเลย ทุกคนก็เป็นเหมือนกัน แต่ว่า! ยังไงก็ต้องทำนะ แม้แต่ฉันเอง บางทีก่อนนอนนึกเรื่องอะไรขึ้นมาได้ ยังรู้สึกเสียใจเลยว่า “ตอนนั้นไม่น่าพูดแบบนั้นไปเลย”

มักกี้: ...(ฟังอย่างเงียบๆ)

อันนะเซนเซย์: จากนี้มากิโกะจะค่อยๆเติบโตไปเป็นกัปตันที่แท้จริงมั้ย เรื่องพวกนี้น่ะตัวเองคงจะค่อยๆรู้เอง อาจจะล้มเหลว อาจจะร้องไห้ อาจจะท้อก้าวไปข้างหน้าก้าวนึงแต่ต้องถอยหลังมาสามก้าว แต่ก็เพราะการทำซ้ำแล้วซ้ำเล่านี่แหละ ถึงจะช่วยสอนให้มากิโกะเป็นกัปตันได้ เริ่มแรกทำไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาแต่ว่า จะต้องมีความตั้งใจ

มักกี้: ...ค่ะ

อันนะเซนเซย์: ยิ่งฝ่าฟันอุปสรรคไปมากเท่าไหร่ มากิโกะก็ยิ่งโตขึ้นเท่านั้น ตอนที่มากิโกะกล้าที่จะเผชิญหน้ารับตำแหน่งกัปตัน ทั้งการแสดง ทั้งสีหน้าของมากิโกะ ทั้งความหมายของตัวตนของเธอในวง ก็เปลี่ยนไปทั้งหมด คนที่ได้รับโอกาสแบบนี้มีไม่มาก ถึงจะล้มเหลวแต่แค่ได้ทำเต็มที่ก็พอแล้ว! ถึงจะต้องล้มลุกคลุกคลาน แต่แค่กลับมายืนให้ได้ก็พอแล้ว! ถ้าทุ่มเทเต็มที่แล้วยังทำไม่ได้ นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เป็นความผิดของคนที่เลือกเธอมาต่างหาก!

- นั่นสิครับ เพราะได้รับเลือกต่างหาก

อันนะเซนเซย์: แล้วก็ ถ้าได้เห็นความพยายามของมากิโกะ จะต้องมีพรรคพวกที่จะไปด้วยกันแน่ๆ

- ตอนนี้ก็มีไม่ใช่เหรอครับ? ได้ไปกินข้าวกับพวกเมมเบอร์ คงจะได้คุยกันเรื่องวงด้วยมั้งครับ?

มักกี้: อืม...ลองคิดๆดูแล้ว คงไม่มีมั้งคะ ฉันไม่รู้จะพูดเรื่องพวกนี้กับพวกเขายังไง ฉันกลัวว่าเราจะคิดไม่ตรงกัน...

อันนะเซนเซย์: นั่นเพราะมากิโกะยังไม่ได้แสดงตัวตนที่แท้จริงออกไป แค่มากิโกะพูดเสียงที่อยู่ในใจออกไปตรงๆ เด็กคนนั้นต้องเข้าใจแน่ๆ แบบนี้ทุกคนก็จะรู้สึกว่า “มากิโกะทุ่มเทมาขนาดนี้แล้ว ฉันต้องสนับสนุนเธอ” มีแค่แบบนี้เท่านั้น คนจะเข้ามาร่วมกับเธอมากขึ้นเรื่อยๆ การต่อสู้ที่แท้จริงยังไม่เริ่มขึ้น ทุกคนในตอนนี้แค่สื่อสารกันธรรมดาเท่านั้น แค่ไม่อยากให้เกลียดกันแค่นั้น

สิ่งสำคัญในโลกใบนี้

- ย้อนกลับไปที่เรื่องที่คุยกันก่อนหน้า ตอนที่ประกาศแต่งตั้งให้เป็นกัปตัน รู้สึกยังไงบ้างครับ?

มักกี้: ....

- ตอนนั้นเหมือนเห็นคุณดีใจจนร้องไห้เลยครับ

มักกี้: ไม่ค่ะ...ไม่ใช่อย่างนั้น ตั้งแต่ซาเอะซังประกาศจบการศึกษาเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ก็มีความคาดหวังต่อวงเข้ามากมายจากหลายทาง แต่ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถเป็นได้ มีความรู้สึกว่าทำไม่ได้มากๆเลยค่ะ โมเม้นต์ที่ได้ยินประกาศ ในใจก็คิด “อ่า กลายเป็นจริงซะแล้ว” ขาอ่อนไปเลยค่ะ

- ต้องขอโทษด้วยนะครับ ดูเหมือนว่าผมจะเข้าใจผิดหมดเลย (หัวเราะ)

อันนะเซนเซย์: แต่ว่า ตอนนี้ก็คงยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นกัปตันอยู่ดีล่ะมั้ง วันนี้แค่เห็นหน้าฉันก็รู้สึกได้แล้ว

มักกี้: ...ขอโทษค่ะ (ยิ้ม)

อันนะเซนเซย์: ยังไม่ถึงจุดที่ “จะต้องทำให้ได้!” เลย มากิโกะ ฉันจะบอกให้ อย่าไปคิดว่า “ทำได้หรือทำไม่ได้” แต่ให้คิดว่า “จะทำหรือไม่ทำ” เธอตอนนี้น่ะยังไม่มีความรู้สึกว่า “ฉันจะทำให้ดู!”เลย ถึงจะล้มเหลวก็ไม่เป็นไร โยนความกลัวทิ้งไป เธอต้องเลือกจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จากประสบการณ์ของฉัน คนเราน่ะแค่คิดว่า “ยังไงก็ต้องทำให้ได้!” ก็จะทำได้แน่นอน ถ้าใจคิดว่า“ยังไงก็ต้องทำให้ได้!”แล้วแต่ทำไม่ได้ซักอย่าง นั่นก็พูดเหลวไหลแล้วล่ะ ถ้าเอาชนะความรู้สึกตัวเองได้ก็ทำได้แล้ว ฉันมองดูแววตามากิโกะในตอนนี้ยังหาไม่เจอความตั้งใจนั้นเลย เพราะเธอไม่ได้มองตาฉันแล้วบอกว่า “ฉันจะเปลี่ยนแปลง SKE48 เอง!” เลยใช่มั้ยล่ะ

มักกี้: .....(เอาแต่ก้มหน้า)

อันนะเซนเซย์: ถ้าไม่มีความตั้งใจแบบนั้น เธอจะลำบากนะ ชีวิตเธอจะอยู่ในความกังวลตลอดเวลา

- แต่ว่า วันนี้ถือเป็นการเปิดสวิตช์เลยแล้วกันครับ ผมคิดว่าทั้งเมมเบอร์ ทั้งแฟนๆต้องอยู่ข้างคุณแน่นอน

มักกี้: อืม...

อันนะเซนเซย์: มากิโกะ ทำไมถึงเอาแต่ลังเลแบบนั้นล่ะ?

- ยังมีอะไรที่ยังเก็บไว้ไม่ได้พูดออกมามั้ยครับ? นี่เป็นโอกาสดีที่จะพูดออกมานะครับ 

อันนะเซนเซย์: เธอกำลังคิดจะจบการศึกษา? เรื่องนี้รึเปล่า?

มักกี้: “เคย” คิดค่ะ ฉันจะเป็นเมมเบอร์ SKE48 ได้อีกนานแค่ไหนนะ? มันอยู๋ในหัวฉันตลอด

อันนะเซนเซย์: งั้นเหรอ ดันได้มาเป็นกัปตันเอาตอนนี้ คงจะทุ่มเททั้งกายใจไม่ได้ กลับกัน ถ้ามากิโกะจบการศึกษาไปแล้ว เธออยากทำอะไรล่ะ?

มักกี้: แน่นอนว่ายังไงฉันก็ชอบการร้องการเต้น แม้หวังว่าจะได้เข้าเซมบัตสึแต่ตอนนี้มันไม่ได้มีผลกับฉันมากขนาดนั้นแล้ว แม้ว่าจะไม่มั่นใจว่าออกจาก SKE48 แล้วจะหาเลี้ยงตัวเองได้ แต่ว่าฉันอยากจะออกไปสู้ดูซักตั้ง เพราะงั้นเลยคิดว่าอาจจะจบการศึกษาในปีนี้...

อันนะเซนเซย์: จากความรู้สึกที่ฉันมองมากิโกะในตอนนี้นะ ถ้าออกจาก SKE48 ไปดิ้นรนข้างนอก ยังอ่อนเกินไป

มักกี้: ..........

อันนะเซนเซย์: ถ้าอยากจะดิ้นรนด้วยตัวคนเดียวล่ะก็ จะต้องคว้าโอกาสทุกๆโอกาส ต้องมีแรงผลักดันและมีความกล้า ไม่งั้นก็จะล้มเหลวแน่ๆ ในวงการน่ะนะ แม้ความสามารถจะสำคัญก็จริงแต่ในท้ายของท้ายที่สุดก็คือความเชื่อมั่นอันแรงกล้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องมองมันในแง่ดี คนแบบนี้แหละที่เรียกว่าแข็งแกร่ง ถ้าคิดแบบนี้ มากิโกะตอนนี้ยังอ่อนแอ แต่ว่าเธอน่ะได้รับโอกาสที่จะแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วไม่ใช่เหรอ ได้เป็นกัปตัน ได้ทำเรื่องต่างๆเยอะขึ้น ประสบการณ์พวกนี้จะเป็นสมบัติของเธอในก้าวที่จะก้าวต่อไป กับงานทุกวันนี้น่ะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับมันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าในงานพวกนี้ก็มีสิ่งที่ทำให้เธอเติบโตขึ้นซ่อนอยู่ ก็เหมือนอากิโมโตะ ซายากะกับซาเอะจังนั่นแหละ “ถึงจะยุ่ง ถึงสภาพแลดล้อมจะไม่เอื้อ แต่ก็ยังพยายามอย่างเต็มที่” นั่นเป็นเพราะพวกเขามองเห็นพัฒนาการของตัวเองหลังจากจบการศึกษา ดังนั้นเลยถือว่างานที่ทำอยู่เป็นการฝึกฝนตัวเอง ไม่ว่ามากิโกะจะตัดสินใจออกไปตอนไหน ต่อจากนี้สิ่งที่เธอต้องมีไม่ใช่ฝีมือการเต้นแต่เป็นการใช้ชีวิตของคนเราต่างหาก

มักกี้: ....(ฟังอย่างเงียบๆ)

อันนะเซนเซย์: การต่อสู้ในวงการบันเทิงน่ะ ต่างจากทั่วไปโดยสิ้นเชิง เพราะงั้นถ้าเธอคิดถึงชีวิตหลังจากจบการศึกษาไป ตอนนี้เธอได้รับโอกาสที่ดีมากมาแล้ว ถ้าเธอไม่เคลียร์มันคงจะไม่ได้ พูดอีกอย่างคือถ้าเธอเป็นกัปตันแต่จบการศึกษาไปโดยยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง นั่นคือการ “หนี” ล่ะ

มักกี้: ....(ร้องไห้) ค่ะ

อันนะเซนเซย์: ไม่เป็นไรหรอก ถึงจะล้มเหลวมันก็จะทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้น คิดว่าทำเพื่ออนาคตของตัวเองไง! เข้าใจรึยัง?

มักกี้: ค่ะ

- ประสบการณ์ที่ได้ในวันนี้ก็คือทางสู่ความสำเร็จในวันหน้านะครับ

อันนะเซนเซย์: สู้เขา!!

มักกี้: ฮ่าๆๆๆ! (เริ่มมีรอยยิ้มกลับมา)

- มาทำตามที่ตัวเองเขียนไว้ในโคเอ็งวันปีใหม่ “โค่นล้มอันนะ!” กันเถอะครับ

มักกี้: เอ่อ...เรื่องนี้น่ะไม่ไหวค่ะ (หัวเราะ)

- งั้นผมสรุปคำพูดของอันนะเซนเซย์ง่ายๆให้ฟังนะครับ “มากิโกะ อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆสิ”

อันนะเซนเซย์: ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

มักกี้: ฮุๆๆๆ ขอโทษค่ะ

- มากิโกะซังล้อเลียนคำว่า “อย่าทำอะไรครึ่งๆกลางๆ” ตอนนี้ที่สุดก็ได้รับบูมเมอแรงย้อนกลับมาเป็นสิบเท่าเลยนะครับ

มักกี้: ฮ่าๆๆๆๆ

- วันนี้ช่างเป็นเวลาที่มีความหมายมากเลย (หัวเราะ) ต่อไปก็ขอถ่ายภาพคู่กันหน่อยครับ....

มักกี้: ขอไปแต่งหน้าเพิ่มก่อนค่ะ! (หัวเราะ) เซนเซย์คะ วันนี้ขอบคุณมากเลยค่ะ

อันนะเซนเซย์: พยายามเข้า มากิโกะ! ดูเหมือนว่าฉันคงต้องจับตามอง SKE48 ต่อไปแล้วล่ะ (หัวเราะ)


blogged by 91

[91][bsummary]

Translation

[Translation][bsummary]

Subtitle

[subtitle][bsummary]

Update

[SKEUpdate][bsummary]