แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Matsui Jurina แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Matsui Jurina แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2562

[แปล] บทความ "เพราะชีวิตมีแค่ครั้งเดียว" มัตสึอิ จูรินะ E-talentbank



"เพราะชีวิตมีแค่ครั้งเดียว" สิ่งที่มัตสึอิ จูรินะได้จากการพักงานไป 2 ครั้ง


"พอมีงานใหญ่ๆที่ต้องรับผิดชอบโหมเข้ามาเยอะๆ ตัวเองก็จะเริ่มคิดว่ายากจังนะ พอเริ่มรู้สึกแย่ ร่างกายมันก็แย่ตามไปด้วย ถึงจะดูเหมือนแข็งแรงดี แต่ก็เคยเป็นปอดบวมมาสองรอบ แล้วยังเคยเป็นงูสวัดด้วย ฉันไม่ได้เป็นคนแข็งแรงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปีแรกของยุคเรย์วะ เมื่อได้กลับมาทำงานอีกครั้งในปลายเดือน 11 หลังจากพักงานเพราะสุขภาพร่างกายไม่อำนวย มัตสึอิ จูรินะมีสีหน้าที่สดใสเหมือนก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

ในปี 2018 เธอก็พักงานไปประมาณ 2 เดือนเพราะเรื่องสุขภาพ คราวนี้พักไปประมาณ 1 เดือน แม้จะพักงานแค่ช่วงสั้นๆแต่เธอกล่าวว่า "มันเศร้าค่ะที่อดเข้าร่วมทั้งการแสดงครบรอบ 11 ปีของ SKE48 ทั้งงานของ ONE Championship"

อีกงานนึงที่เธอรู้สึกเสียดายมากคือ การที่อัลบั้มโซโล่ "Privacy" อัลบั้มแรกของตัวเองวางขาย เธอเริ่มพักงานวันที่ 25 เดือน 9 ในขณะที่อัลบั้มจะวางขายวันที่ 5 เดือน 10 ทำให้ไม่สามารถโปรโมทอัลบั้มตามที่วางไว้ได้

เนื้อเพลงทุกเพลงในอัลบั้ม จูรินะรับหน้าที่เขียนเองทั้งหมด เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่เผยให้เห็นถึงอารมณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เดิมทีเนื้อเพลงเหล่านี้ เริ่มเขียนจากความตั้งใจของเธอที่อยากทำความเข้าใจในเพลงที่ตัวเองร้องให้ดีขึ้น

"เริ่มเขียนเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วค่ะ เป็นเหมือนไดอารี่บันทึกความรู้สึกของตัวเอง พอบอกเรื่องนี้กับอากิโมโตะเซนเซย์ เขาก็บอกว่า "งั้น ถ้าทำเป็นเพลงขึ้นมาก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ" เรื่องก็เป็นมาอย่างนั้นแหละค่ะ"

เพลงที่ได้บันทึกเสียงในอัลบั้มเป็นเพลงรักอยู่หลายเพลง จูรินะเองพูดถึงมุมมองความรักของตัวเองอย่างขำๆว่า "เป็นหญิงสาวที่น่ารำคาญ เอาแต่ใจ"

ตัวอย่างเช่น เนื้อเพลงเพลงหนึ่งในอัลบั้ม "Aishiteru"

"ฉันรักเธอ
ที่อยากได้ยินจากเธอตอนนี้
คือฉันรักเธอ
มองตาฉันแล้วบอกฉันสิ
ไม่ใช่ชอบ รักต่างหาก
ไม่ใช่ชอบมาก รักต่างหาก"

"แม้ฝ่ายนั้นจะบอกว่าชอบมาแล้ว ก็ยังต้องการมากกว่านั้นอีก เป็นเพลงที่เขียนจากความคิดทั่วไป แบบว่า "นี่ฉันก็บอกว่าชอบแล้วนะ ยังไม่พออีกเหรอ" อยากให้โมโหนิดนึง พูดเอาแต่ใจหน่อยๆ "พูดอะไรเนี่ย แต่เอาเถอะเพราะน่ารักจะยกโทษให้ก็ได้" อะไรประมาณนั้นค่ะ ฮ่าๆๆ"

เป็นส่วนหวานๆที่จูรินะผู้มีภาพลักษณ์ค่อนไปทางเด็กผู้ชายไม่เคยแสดงให้เห็นมาก่อน เจ้าตัวเองก็อยากซ่อนมันเอาไว้อยู่เหมือนกัน

"นิสัยของฉันน่ะ คิดว่าแฟนๆที่มาจับมือฉันทุกคนรู้ดีค่ะ อย่างเช่น ถ้าไปต่อแถวจับมือเมมเบอร์คนอื่น ฉันจะโกรธ เพราะฉันเป็นพวกขี้หึงมาก ฮ่าๆๆๆ ถ้าเป็นคนที่รู้อยู่แล้วจะบอกว่าเพลงนี้มันช่างจูรินะจริงๆ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้ ดูฉันเฉพาะในทีวีก็คงรู้สึกประหลาดใจค่ะ ที่จริงก็อยากซ่อนเอาไว้ แต่ในฐานะผู้หญิงอายุ 22 ฉันอยากให้หญิงสาวไม่ว่าจะรุ่นเดียวกันหรือเด็กกว่า หรือคนที่กำลังมีความรัก ฟังแล้วมีความรู้สึกร่วมว่า "ฉันก็เป็นแบบนั้น" "

ในบรรดาเพลงที่จินตนาการเกี่ยวกับความรักหลายเพลงนั้น เพลงเดียวที่เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์และความฝันของตัวเธอเองคือ "Ano hi kawashita yakusoku" (สัญญาที่ให้ไว้วันนั้น) "เพราะมีเธอถึงไม่ยอมแพ้ เพราะมีเธอถึงได้พยายาม" เธอในเพลงนี้หมายถึงเมมเบอร์ในวง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง(สตาฟฟ์) ครอบครัวและแฟนๆ

"คนมักจะมองว่าฉันแข็งแกร่ง มีคนเคยบอกฉันว่า "ดูเป็นคนที่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว" แต่ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น มนุษย์น่ะ ไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ใช่มั้ยล่ะคะ เพราะมีกำลังใจจากใครสักคนถึงทำความฝันให้เป็นจริงได้ ไปถึงเป้าหมายได้ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ตัวคนเดียวมันไม่สนุกหรอกค่ะ เป็นเพลงที่เขียนด้วยความคิดว่าฉันเองก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน"

"ประกาศความเป็นมนุษย์" ของมัตสึอิ จูรินะ ในขณะที่วิ่งไปในฐานะไอดอล ก็มักจะรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนอื่นคิดกับสิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆ

"ฉันว่ามันต่างกันคนละขั้วเหมือนชายหญิงเลยค่ะ เวลาที่ออกไปบนเวทีจะดูแข็งแกร่งเป็นพิเศษ อารมณ์แบบจะออกไปท้าทายด้วยความรู้สึกที่แข็งแกร่ง ถ้าไม่งั้นฉันจะพ่ายแพ้ ไม่ก็โดนบดขยี้ มีเด็กๆอยู่มากมาย มีเมมเบอร์อยู่มากมาย มีแฟนๆอยู่มากมาย จะพ่ายแพ้ต่อคำพูดต่างๆที่โยนเข้ามาไม่ได้ แต่ปกติแล้วฉันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด"

ทุกๆวันที่ต้องแบกรับภาระเกินความจำเป็นและเคร่งเครียด บังคับให้ตัวเองต้องสมบูรณ์แบบ ต้องการให้รอบๆตัวมีความอดทนเหมือนตัวเองด้วย

"ในฐานะผู้นำของ SKE48 และ48group ฉันคิดอย่างจริงจังในทุกๆเรื่อง เราจะทำอะไรแบบขอไปทีตลอดไม่ได้ ฉันยังเด็กและฉันก็ทำโดยไม่มีคำว่าทำไม่ได้ แต่ก็มีคนที่ไม่อยากทำ หรือไม่ตั้งใจทำอยู่ใช่มั้ยล่ะคะ หรือบางคนก็อยากทำตามทัศนคติเดิมๆของตัวเอง ถึงอย่างนั้น ในขณะที่ตัวเองทำอย่างอดทน พอเห็นคนที่ไม่มีความอดทนแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ มันเจ็บปวด ฉันเริ่มรู้สึกไม่ชอบตัวเองที่คิดแบบนั้น"

บรรยากาศที่เคร่งเครียดรอบตัวจูรินะที่เป็นแบบนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป หลังจากที่เธอกลับมาจากการพักงานในปี 2018 ในบทสัทภาษณ์ต่างๆ เธอก็พูดว่าตัวเองจะถอยลงก้าวนึง ฝากให้เมมเบอร์คนอื่นๆจัดการแทน

"เมมเบอร์หลายๆคนมาบอกฉันว่า "อย่าต่อสู้ลำพังเลยนะคะ" "พึ่งพาพวกเราบ้างเถอะ" แฟนๆของเมมเบอร์คนอื่นก็มาทักทายที่งานจับมือว่า "พวกเราเป็นกำลังใจให้นะ มาพยายามด้วยกันเถอะ" ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าปล่อยวางบ้างก็คงไม่เป็นไร รู้สึกเหมือนตัวตนข้างในค่อยๆเผยออกมา"

เมื่อเดือน 3 ปีนี้ การเปลี่ยนการบริหารจัดการวงจาก AKS มาเป็น Zest ในปัจจุบันก็ถือเป็นเรื่องใหญ่

ก่อนอื่น สตาฟฟ์ของบริษัทใหม่จะพูดคุยกับเมมเบอร์ทุกคนว่า "อยากทำอะไร" "ความฝันคืออะไร" "ทำอะไรได้บ้าง" รับฟังอะไรหลายๆอย่าง และบอกว่าอยากจะนำไปเชื่อมโยงกับงานในอนาคต

"ฉันคิดมาตลอดเลยว่าอยากให้เมมเบอร์ SKE หลายๆคนได้อยู่ในสปอตไลต์บ้าง ใน SKE มีเด็กที่มีความสามารถมากมายหลากหลาย มีงานหลายๆอย่างที่พวกเขาอยากทำ แต่ที่ผ่านมากลับอยู่ในสภาพที่ไม่ได้ให้พวกเธอแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ทุกคนก็ไม่ค่อยสบายใจกัน"

"ถ้าเปลี่ยนเร็วกว่านี้ก็ดีนะคะ ฮ่าๆๆ การมีคนมาดูแล SKE โดยเฉพาะเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะดูเอาแต่ใจ ดูเว่อร์ไปหรือเปล่า แต่การมีคนที่คิดถึงเราเป็นอันดับแรกเป็นเรื่องที่ดีมากๆ พวกเราเองก็เริ่มเบาใจได้"

มันคือการเปลี่ยนแปลงที่รอมานาน ในเวลาเดียวกันก็คิดแบบนั้น

"ถ้ามัน(เปลี่ยน)เร็วขึ้นอีกหน่อย ก็คงไปได้ดีขึ้นกว่านี้ บางคนอาจจะไม่จบการศึกษาก็ได้ แม้จะมีคิดแบบนั้นบ้าง แต่ถึงจะมองย้อนกลับไปมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร...ตัวฉันน่ะ รู้สึกดีจริงๆที่ยังคงอยู่ตรงนี้โดยไม่ยอมแพ้ ในที่สุดก็มีคนที่คิดถึงแต่เรื่องของ SKE เพิ่มขึ้นแล้ว จะต้องเชื่อมั่นและมุ่งไปข้างหน้า"

การพักงานรอบ 2 ในสภาพการณ์เช่นนี้ ก็ทำให้ความรู้สึกของจูรินะค่อนข้างผ่อนคลาย

"ฉันคิดว่าเราจะทำอะไรก็ได้ แฟนๆก็มาบอกในงานจับมือว่า "ทำอะไรที่ตัวเองชอบเถอะ" เมื่อก่อนแฟนๆที่โกรธเพราะเปลี่ยนสีผมก็มี แต่ตอนนี้เหมือนจะไม่มีแล้ว ถึงจะเปลี่ยนสีผม เขาก็จะบอกว่า "น่ารักจัง" ชีวิตมีแค่ครั้งเดียว จงใช้ซะ เพราะเป็นมนุษย์ที่อยากใช้ทุกๆนาทีทุกๆวินาทีให้คุ้ม เลยตัดสินใจแล้วว่าจะทำสิ่งที่อยากทำค่ะ"

เมื่อพิจารณาเรื่องสุขภาพแล้ว ซิงเกิ้ล SKE ที่จะวางแผงเดือน 1 นี้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งวงมาที่เธอไม่ติดเซมบัตสึ

"ก็เศร้าค่ะ ตอนแรกที่สตาฟฟ์มาบอกก็ไม่ค่อยอยากเชื่อ...แม้จะมีคิดว่าประวัติศาสตร์ที่เราสร้างมาถึงตอนนี้จะหายวับไปงั้นเหรอ แต่ในขณะที่ไม่มีฉัน เมมเบอร์คนอื่นก็จะได้รับความสนใจตรงจุดนั้นบ้าง ฉันเริ่มมองในแง่ดีว่าให้คนได้เห็น SKE ในแบบใหม่ๆก็ดีนะ"

ความคิดที่มีต่อ SKE48 และ 48group ทั้งหมดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วย

"ที่ผ่านมา ฉันตกหลุมรัก SKE48 และ 48group มากๆ แต่มันมากเกินไปจนเริ่มแย่ เริ่มมองในมุมแคบๆจนไม่อาจดูแลตัวเองได้ จากนี้ก็คิดว่าคงต้องขอนอกใจไปมองด้านอื่นๆบ้างค่ะ"

อย่างหนี่งในนั้นก็คือ การเขียนเพลงเหมือนที่ทำในโซโล่อัลบั้ม เธอเขียนเพลงทั้งหมด 11 เพลงในเวลาประมาณ 1 เดือนที่พักงาน และยังมีการพูดคุยว่าจะนำเนื้อเพลงให้ศิลปินอื่นไปทำเพลงอีกด้วย

"ฉันอยากเป็นนักแต่งเพลงด้วย ไม่ใช่แค่นักร้อง อยากเป็นอากิโมโตะเซนเซย์คนต่อไปค่ะ เพราะฉันฟังและร้องเพลงของอากิโมโตะเซนเซย์มาตลอด เลยเข้าใจวิธีที่อากิโมโตะเซนเซย์เขียนเนื้อเพลง ถ้าจบการศึกษาก็อยากไปเป็นศิษย์ของอากิโมโตะเซนเซย์ คอยเรียนรู้อยู่ข้างๆ ฉันสนุกกับการเขียนเพลงขนาดนั้นเลยล่ะค่ะ"

เมื่อถามว่า "อยากเขียนเพลงให้เมมเบอร์คนไหน?" เธอก็คิดหนัก "ยากจัง เพราะฉันรู้เรื่องของทุกคนเลย" แต่ชื่อที่ยกขึ้นมาก็คือ อาโออุมิ ฮินาโนะ เมมเบอร์เคงคิวเซย์

"อาโออุมิจัง ตอนนี้แสดงในตำแหน่งของฉันอยู่ในสเตจ Te wo tsunaginagara ซึ่งเป็นสเตจแรกที่ SKE ได้รับมาค่ะ ตรงนี้เธอได้รับการผลักดันเป็นพิเศษ ในขณะที่มีรุ่นพี่อยู่ เด็กที่มีประสบการณ์น้อยสุดกลับได้ยืนเป็นเซนเตอร์ คล้ายๆตัวฉันเองในสมัยก่อนเลย ถึงเธอพยายามอย่างหนัก ไม่แสดงจุดอ่อนออกมาให้เห็น แต่ฉันก็คิดนะว่า "ลำบากมากเลยนี่นา" "คงกดดันน่าดูเลยนะ" เมื่อลองได้คุยกัน ได้ฟังคำพูดมากมาย ก็จะเข้าใจความรู้สึกได้ แต่เรื่องนี้น่ะ ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยผ่านมาก่อนจะไม่มีทางเข้าใจได้เลย ทุกคนก็อยากเป็นเซนเตอร์ ทุกคนก็รู้สึกอิจฉา อาโออุมิจังที่ต่อสู้อยู่ท่ามกลางความคิดแบบนั้น ในมุมมองของฉันมันช่างงดงาม อยากทำอะไรให้เธอสักอย่าง ดังนั้นเลยอยากเขียนเพลงให้"

อีกคนที่ถูกยกชื่อขึ้นมาคือ อิดะ เรโอนะ รุ่น 6 เธออยากให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่เมมเบอร์ที่พยายามมากๆบ้าง

"กับรุ่นน้อง ต้องปลูกฝังหลายๆอย่างเอาไว้ให้ดี ตัวเองก็ต้องทำให้ดีด้วย เมมเบอร์เด็กๆและเมมเบอร์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่จะกระตือรือร้นมากกว่าใคร แม้ตัวเองจะเต้นได้แล้ว แม้คนรอบข้างจะมองว่าไม่ต้องพยายามมากก็ได้แล้ว แต่ก็ยังทำมันออกมาอย่างดีที่สุด แบบนั้น ฉันคิดว่ามันเท่มากเลย เมมเบอร์ที่ยังไม่เคยติดเซมบัตสึเลยสักครั้ง ฉันอยากให้โอกาสมาถึงเด็กแบบนี้บ้างค่ะ"

ว่าแต่การเดบิวต์เดี่ยวๆ ไม่ใช่ในนามของวง มีอะไรที่สามารถทำได้บ้างนะ

"คอสตูมกับเมคอัพมั้งคะ ถ้าออกมาคนเดียวไม่มีวงอยู่ด้วย จะต้องทำให้มีความสมดุล แต่ว่าตัวคนเดียวก็สามารถทำอะไรอิสระ รูปที่ใช้โปรโมตก็แทบไม่ได้แต่งหน้าเลย โชว์ผิวของตัวเอง ดูสะอาดๆตา การทำแบบนี้ถ้าเป็นวงก็คงยากค่ะ"

ในทางกลับกัน การทำกิจกรรมในฐานะ AKB48 ก็ค่อนข้างลำบากกับคอสตูมของกรุ๊ปที่มีรูปแบบกำหนดตายตัว

"ฉันไม่ค่อยเข้ากับชุดน่ารักๆพวกนั้น เลยไม่ค่อยอยากใส่ค่ะ แต่ว่า...เอาความจริงนะคะ เพราะเมมเบอร์อายุน้อยๆก็เข้ามาเยอะขึ้น ทางฉันก็ต้องใส่ตามให้เหมือนๆกัน แต่การที่มียูกิรินซัง (คาชิวากิ ยูกิ) อยู่เป็นความหวังของฉันค่ะ ฮ่าๆๆๆ อย่างยูกิรินซังกับสุดะจัง (สุดะ อาคาริ) อายุมากกว่าฉันอีก เขายังใส่ได้เลย ฉันเลยบ่นไม่ได้ ชุดน่ารักๆน่ะ น่าอายจะตาย แต่ไม่ว่ายังไงจะพยายามดึงการแต่งหน้าทำผมให้มาทาง(ของตัวเอง)นี้ให้ได้ ฮ่าๆๆ"

ในวันที่ 6 เดือน 1 จูรินะจะจัดโซโล่ไลฟ์ โดยไม่มีผู้เข้าชม ลักษณะของไลฟ์จะถ่ายทอดผ่าน SHOWROOM

"ฉันน่ะ ไม่ค่อยชอบอะไรธรรมดาๆค่ะ อยากทำอะไรที่มันแตกต่าง พอคิดอะไรหลายๆอย่างแล้วไม่มีผู้เข้าชมดีกว่า อย่างเวลาไปออกรายการเพลง ก็มีแฟนๆบอกว่า "หาไม่ค่อยเจอเลย" แต่คราวนี้จะถ่ายฉันเต็มๆ ก็คงจะได้สนุกเต็มที่ ตอนที่ประกาศว่าจะไม่มีผู้เข้าชมก็มีคนถามเหมือนกันว่า "ทำไมถึงไม่ให้คนเข้าไปดูล่ะ" เรื่องนั้นมันมีที่มาค่ะ คือหลังจากไลฟ์วันที่ 6 เดือน 1 แล้ว ตอนที่ฉันได้เล่นโซโล่ไลฟ์ต่อหน้าคนดูจริงๆ ตัวฉันเองก็คงจะยินดีมากขึ้นไปอีก ฉันอยากเห็นภาพแบบนั้นค่ะ"

ทั้งกับวง และกับตัวเอง เธอผ่อนคลายมากกว่าแต่ก่อน จูรินะผู้ที่อธิบายนิสัยของตัวเองว่า "ใจร้อน" ตอนนี้กำลังคิดถึงอาชีพในอนาคตอยู่

"หลังจบการศึกษาจากวง ฉันก็อยากเป็นศิลปินที่ได้ร้องได้เต้นต่อไป ฉันเข้ามาในวงการเพราะชื่นชอบอามุโระ นามิเอะซังกับโคดะ คุมิซัง แล้วก็สักวัน อยากทำสิ่งที่ตัวเองยังไม่เคยทำ คือการเป็นโปรดิวเซอร์ที่เจ๋งกว่าซาชิฮาร่า ริโนะซังค่ะ ต่อให้จบการศึกษาแล้ว ก็คิดว่าดอกไม้จะเบ่งบานเพิ่มอีกค่ะ"

แผ่นหลังของมัตสึอิ จูรินะผู้ที่ออกวิ่งในฐานะไอดอลมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ขณะนี้ดูเบา(ภาระ)ลงกว่าแต่ก่อน ดังนั้นต่อจากนี้ เธอต้องกระโดดได้สูงขึ้นอีกเป็นแน่

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

(91)[100%SKE48 Vol.2] แปลบทสัมภาษณ์จูรินะ x Oriental Radio



SKE48 เอ๋ย จูรินะเอ๋ย จงไขว่คว้าความรุ่งเรืองนั้นมา!
แมตช์พิเศษ 90 นาทีตัดสินแพ้ชนะในรอบเดียว
GET THE GLORY

ในที่สุด 100%SKE48 vol.02 ก็มาถึงไคลแม็กซ์
ด้วยความหาญกล้าที่ซ่อนอยู่ในใจ ความรู้สึกที่มีต่อคู่แข่ง หวังว่าการเปลี่ยนมันออกมาเป็นคำพูดในคราวนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนให้ก้าวไปข้างหน้าได้ เพียงแต่ สิ่งที่เราหวังมากกว่าอื่นใดก็คือจูรินะที่ออกตัวนำไปก่อน ผู้ที่รออยู่ที่บันไดอีกฝั่งคือ
Oriental Radio บัดนี้ เสียงระฆังได้ดังขึ้นแล้ว!

คราวนี้คนรับหน้าที่ทิ้งท้ายในหนังสือเล่มนี้คือ มัตสึอิ จูรินะ จูรินะนั้นได้ขึ้นปกในคราวที่แล้ว เมื่อในคราวนี้ปกเป็นคิตากาว่า เรียวฮะ กองบก. จึงตัดสินใจว่าให้จูรินะมารับหน้าที่ปิดท้ายน่าจะเหมาะสมที่สุด
แต่พวกเราคิดว่า ถ้าลงเรื่องจูรินะโดยให้มาพูดถึงสถานการณ์ของ SKE48 ตอนนี้แค่หน้าเดียวก็จะยังไงๆอยู่ เราอยากให้จูรินะเป็นคนที่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกอยู่เสมอ จะเป็นอย่างนั้นได้มั้ยนะ
แล้วจะให้สัมภาษณ์ร่วมกับใครดี ผลที่ออกมาหลังจากประชุมครั้งแล้วครั้งเล่าคือ ถ้าเป็นคนที่มีความเกี่ยวข้องกับ SKE48 แล้วก็เป็นรุ่นพี่ในชีวิตจริงด้วยก็คงดี งั้นก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก Oriental Radio ทั้ง 2 คน
2 คนที่เคยสัมผัสทั้งสวรรค์และนรกมาแล้ว ปีนี้เพลง “PERFECT HUMAN” กลับมาฮิตอีกครั้ง เพราะถ้าเป็นสองคนนี้จะต้องมีเรื่องที่อยากบอกกับจูรินะเป็นแน่ จูรินะจะรู้สึกอย่างไรกับคำพูดเหล่านี้นะ? บทสนทนาที่อยู่ดีๆก็ร้อนแรงขึ้นมาได้เริ่มต้นแล้ว


การพบเจอของทั้ง 3 คน


- พูดถึงความเกี่ยวข้องระหว่าง Oriental Radio ซังกับจูรินะซัง ก็จะนึกถึง “RADIRA! SUNDAY” (รายการวิทยุ) แล้วยังมีอย่างอื่นอีกมั้ยครับ?

นากาตะ: ก็บังเอิญเจอกันบ่อยเนอะ

จูรินะ: นั่นสิคะ

ฟูจิโมริ: ครั้งแรกคือเมื่อไหร่น้า...จำได้ว่าเคยไปเล่นโบว์ลิ่งมั้ง

จูรินะ: ใช่ค่ะ! คิดถึงชะมัด! ในรายการ “Age poyo (โบว์ลิ่ง48)” ไง! (ช่อง TV Aichi)

นากาตะ: ปี 2011 สินะ ที่พวกเราได้ไปร่วมในรายการพิเศษ 3 ตอน นั่นเป็นรายการของพวกเรากับSKE48 แล้วก็ยังได้ไปออก “Konohen!! Traveller” ด้วยกันด้วย (ช่อง TV Tokyo)

จูรินะ: อ่า! จริงด้วย!

ฟูจิโมริ: ตอนที่ไปเซนไดกับมัตสึอิ เรนะจังไง (เดือน 7 ปี 2011)! ได้ไปเกมเซนเตอร์ด้วย

นากาตะ: ตอนนั้นอายุเท่าไหร่นะ?

จูรินะ: ยังอยู่ม.ต้นอยู่เลยค่ะ

นากาตะ: จำได้ตอนนั้นได้ยินว่าจูรินะจังของ SKE48 เนี่ยโดดเด่นมากแถมยังอายุน้อยมากด้วย ฉันตกใจมากเลย คิดว่าเธอคงลำบากมาก หลังจากนั้นก็มีเรื่องล้มป่วยด้วย ใช่มั้ย

จูรินะ: ใช่แล้วค่ะ (ปี 2012)

นากาตะ: พอเห็นข่าวนั้น ก็คิดว่ายังเด็กอยู่แท้ๆแต่ต้องทำงานเยอะขนาดนั้น มันเลยเป็นแบบนี้ไง

จูรินะ: ใจดีจัง เหมือนคุณพ่อเลย (หัวเราะ)

นากาตะ: นั่นเพราะ ตอนที่พวกเราเริ่มเดบิวต์แล้วจู่ๆก็ดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้ทุกคนจะจับตามอง แต่หลังจากนั้นแป๊บเดียวก็ร่วง ก็เลยเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่ว่ากว่าพวกเราจะได้คุยกันจริงๆก็คงตอนที่เริ่มจัดรายการ “RADIRA!” นั่นแหละ (เดือน 4 ปี 2015)

ฟูจิโมริ: เป็นรายการประจำที่ SKE48 กับโนกิซากะ46 สลับกันมาออก

นากาตะ: แม้จะได้เจอจูรินะจังอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนกับภาพตอนที่เจอกันเมื่อหลายปีก่อนเลย พอได้ฟังจากเด็ก SKE48 คนอื่นแล้ว ต้องบอกว่าจูรินะจังให้ความรู้สึกเป็นลูกพี่แล้วล่ะมั้ง

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆ

นากาตะ: เข้าใจว่าเธออยู่ในตำแหน่งแบบนั้นล่ะ เรนะจังจบการศึกษาก็ตัดสินใจกลับมาอยู่ SKE48 เต็มตัว...รู้สึกเหมือนว่าพวกเรามองดูเรื่องทั้งหมดนี่อยู่ข้างๆโดยไม่รู้ตัวเลย

ฟูจิโมริ: ฉันไม่เคยข้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมไอดอลเลยล่ะ แต่เพราะอัทจัง (นากาตะ) รู้ ฉันก็เลยรู้ไปด้วย อย่างเรื่อง WMatsui เนี่ย หลายปีก่อนฉันไม่เคยรู้เรื่องเลยนะ จะว่าไปก่อนหน้านี้ก็เป็นผู้ชายไม่เอาไหนที่มาแสดงร่วมกับ AKB48 ด้วย ฉันก็เล่นผสมโรงไป...

จูรินะ: รายการ “Show Battle” (NTV ปี 2010) สินะคะ!

ฟูจิโมริ: ใช่ เพราะได้เข้าร่วมตรงนั้น เลยเริ่มรู้จักจูรินะจัง ตอนนั้นมีเมมเบอร์ที่ตอนนี้จบการศึกษาไปแล้วเต็มเลย พอรู้ว่าจะต้องแสดงกับพวกไม่เอาไหนก็แบบอุทานกันออกมา “เอ๋?” ในบรรดานั้น มีจูรินะจังคนเดียวที่เข้ามาทักทายบนเวที

จูรินะ: งั้นเหรอคะ?

ฟูจิโมริ: แบบว่า “เอาล่ะ ทุกคนมาตั้งแถวเร็ว ฝากตัวด้วยนะคะ!!” กับแค่คนไม่เอาไหนที่มาเป็นตัวประกอบยังทักทายจริงจังขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันคิด ทั้งๆที่ในเซมบัตสึ AKB48 ยังเด็กมากขนาดนั้นแท้ๆ ช่างเป็นเด็กที่พึ่งพาได้จริงๆ

จูรินะ: เป็นความประทับใจที่ดีก็ดีแล้วค่ะ (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: แม้ฉันจะเป็นอย่างนั้น แต่พอได้มาจัด “RADIRA!” ก็ชอบSKE48มากๆเลยล่ะ!

จูรินะ: ดีจัง!



ความเป็นไปได้ของไอดอล



- แล้วจูรินะซังมีความประทับใจ (ต่อทั้ง 2 คน) ยังไงบ้าง?

จูรินะ: ได้ดูทางทีวีก็คิดว่าทั้งสองคนเนี่ยเป็นประเภทตรงข้ามกันหรือเปล่านะ ฟูจิโมริซังมีคาแรคเตอร์ไม่เอาไหน นากาตะซังกลับมีภาพที่จริงจัง เพราะงั้นเลยคิดว่าทั้งสองคนคงไม่ถูกกันแน่ๆ

ฟูจิโมริ: อ๋อ คิดอย่างนี้เองสินะ (หัวเราะ)

จูรินะ: แต่ว่า พอเข้าไปในสตูดิโอกลับรู้สึกว่าทั้งสองคนคุยกันถูกคอมาก รู้สึกแปลกใจค่ะ!

ฟูจิโมริ: แปลกใจเรื่องนี้เหรอ (หัวเราะ)

จูรินะ: แล้วก็ แม้ฉันจะรู้ว่านากาตะซังคิดถึงเรื่อง SKE48 ไม่น้อย แต่ฟูจิโมริซังเองก็คิดอะไรหลายอย่างให้พวกเราเหมือนกัน พอได้ไปออกรายการวิทยุแล้วก็คิดแบบนี้แหละค่ะ

ฟูจิโมริ: ถ้าคุยเรื่องที่จริงจังหน่อยล่ะก็ ฉันได้คะแนนบวกเยอะเลยนะ (หัวเราะ)

นากาตะ: แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะประหลาดใจกับเรื่องที่พวกเราสนิทกัน

จูรินะ: ยิ่งอยู่ด้วยกันนานๆก็มักจะมีเรื่องกระทบกระทั่งกันไม่ใช่เหรอคะ?

นากาตะ: นั่นสินะ

จูรินะ: เมมเบอร์ก็เหมือนกัน ถ้าขายเป็นแพ็คคู่ล่ะก็ มักจะมีเรื่องแบบนี้แหละ

ฟูจิโมริ: หมายความว่า กับเรนะจังเหรอ?

จูรินะ: ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่ว่าเข้ากันไม่ได้หรืออะไร...

นากาตะ: เรื่องที่จับตามองกันจนเกินไปใช่มั้ย?

จูรินะ: ใช่ค่ะ แล้วฉันกับเรนะจังก็นามสกุลเหมือนกันด้วย

นากาตะ: นั่นสินะ แต่ว่าพวกเราก็เคยมีช่วงที่ความสัมพันธ์ย่ำแย่เหมือนกันนะ

ฟูจิโมริ: ใช่ๆ

- เรื่องนี้ดังมากเลยนะครับ กลางรายการสดเลย...

จูรินะ: เอ๋ มีเรื่องอะไรเหรอคะ?

นากาตะ: เถียงกันจนลงไม้ลงมือกันเลยล่ะ

จูรินะ: เห!?

ฟูจิโมริ: นึกไม่ออกใช่ม้า (หัวเราะ) กลางรายการสดเลยด้วย!?

จูรินะ: เอ๋!

นากาตะ: ประมาณ2-3ปีหลังจากเดบิวต์น่ะนะ

จูรินะ: แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะคะ?

นากาตะ: ...ตอนนั้นหงุดหงิดน่ะ (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: เรื่องไม่เป็นเรื่อง

นากาตะ: ใช่ๆ

ฟูจิโมริ: ตอนนั้นฉันพูดล้อเล่นน่าเบื่อๆไป แต่อัทจังก็อารมณ์ไม่ดีด้วย

นากาตะ: ก่อนออกอากาศมีอะไรหลายๆอย่าง

ฟูจิโมริ: จากนั้นพอออกอากาศไฟมันก็ปะทุขึ้น (หัวเราะ)

จูรินะ: งี้นี่เอง เพราะผ่านเรื่องแบบนี้มาถึงมีวันนี้สินะคะ

นากาตะ: ผ่านมาเยอะเลยล่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้พวกเราก็อยู่ด้วยกันมา 12 ปีแล้ว จูรินะจังล่ะ?

จูรินะ: 8 ปีค่ะ

นากาตะ: แล้วจูรินะจังกับเรนะจังเป็นยังไงเหรอ?

ฟูจิโมริ: อืม อยากฟังเหมือนกัน

นากาตะ: ทั้งสองคนน่ะถูกขายเป็นแพ็คคู่ คงมีอะไรหลายอย่างนะฉันว่า

จูรินะ: พวกเราน่ะ มีข่าวลือที่ลือกันในหมู่แฟนๆเยอะเลยค่ะ พอมีเรื่องพวกนี้ก็อดไม่ได้ที่จะสนใจ แล้วก็เริ่มมีความรู้สึกว่าหรือเราไม่ควรจะสนิทกันนะ พวกเราเองก็แบบว่าจับตามองแฟนๆของอีกคนด้วย

นากาตะ: โอ้ แบบว่า “เด็กเราเจ๋งกว่า” ประมาณนั้นสินะ

- ในงานเลือกตั้ง AKB ทั้งสองฝ่ายก็จะเข้าโหมดยอมแพ้ไม่ได้

นากาตะ: นั่นสินะ แม้จะเป็นแบบนั้น แต่มันก็ทำให้งานเลือกตั้งร้อนแรงขึ้นนะ SKE48 นี่มีระบบ 2 top ที่ชัดเจนมากเลย

จูรินะ: แรกสุดรู้สึกเหมือนเป็นพี่น้องกันค่ะ พักโรงแรมก็จะอยู่ห้องเดียวกันบ่อยๆ แต่ว่าพอกลายมาเป็นเหมือนคู่แข่งกันแล้วก็...เคยมีช่วงที่รู้สึกมาคุๆเหมือนกัน (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: ตอนนี้ยังติดต่อกันอยู่มั้ย?

จูรินะ: ติดต่อค่ะ! แต่ยังไม่เคยได้ไปกินข้าวกันสองคนเลย

นากาตะ: คงได้ไปด้วยกันสองคนซักวันแหละนะ

จูรินะ: นั่นสินะคะ

นากาตะ: ถ้าทั้งคู่เป็นนักแสดงเหมือนกัน ก็คงจะคุยกันถูกคอล่ะ

ฟูจิโมริ: ดีไม่ดีจะได้แสดงด้วยกันด้วยนะ

จูรินะ: อยากแสดงด้วยกันค่ะ!

นากาตะ: จูรินะจังก็อยากเป็นนักแสดงเหรอ?

ฟูจิโมริ: เรื่อง “Shihei” ที่จูรินะจังแสดงฉันก็ได้ดูอยู่เหมือนกัน มีเสน่ห์มากๆเลยล่ะ! ทำให้รู้สึกว่า “อ๊ะ เป็นนักแสดงจริงๆเลยนี่”  ทั้งบรรยากาศทั้งออร่าออกมาเต็มมาก

จูรินะ: ขอบคุณมากค่ะ!

นากาตะ: ฉันน่ะ คิดอย่างนี้มาตลอดเลยว่า งานไอดอลเป็นงานที่ต้องแสดงเพื่อให้คนที่มาดูมีความสุขใช่มั้ย? แต่งานของนักแสดงน่ะคือการแสดงตามบทบาท สองอย่างนี้เป็นงานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลย แม้ว่าเมมเบอร์ AKB48 หลายคนจะไปเป็นนักแสดงหลังจากจบการศึกษา แม้ว่าจะเก่งมากในโลกไอดอลแต่ในโลกนักแสดงก็ต้องเจอบททดสอบที่ต่างออกไป

จูรินะ: นั่นสินะคะ

นากาตะ: ไม่ว่ายังไงก็ต้องท้าทายกับเรื่องที่ต่างออกไป นั่นเป็นความยากในระดับจิตใจเลยนะ การที่ต้องสู้กับคนที่เป็นนักแสดงมาตั้งแต่เด็กๆ ช่วงที่เป็นไอดอลอยู่นี้อาจจะกลายเป็นข้อเสียเปรียบก็ได้ เพราะงั้นฉันเลยคิดว่าจะมีทางไหนมั้ยที่เมื่อจบการศึกษาจากวงแล้วจะยังสามารถร้องเต้นต่อไปได้

ฟูจิโมริ: เรื่องนี้ คุยกันมาตลอดเลยเนอะ

นากาตะ: ไม่อยากให้เธอลืมความสามารถการร้องการเต้นไปน่ะ ไม่สิ ต้องบอกว่า อยากเห็นร้องเต้นไปเรื่อยๆต่างหาก!

ฟูจิโมริ: ฉันว่าดูอย่างโมริทากะ จิซาโตะซังตอนนี้ก็ได้นะ

นากาตะ: ใช่ๆ เหมือนมัตสึดะ เซย์โกะซังอ่ะ เป็นไอดอลที่ร้องเพลงตลอดมาเลย

จูรินะ: นั่นสินะคะ จริงๆเดิมทีฉันไม่ได้อยากเป็นนักแสดงหรอกค่ะ พูดให้แย่หน่อย คือการแสดงก็คล้ายกับการ “โกหก” ไม่ใช่เหรอคะ ฉันไม่ชอบเลยถ้าจะบอกว่าไม่เคยคิดแบบนี้ คงอดคิดในใจไม่ได้ว่า “ทั้งที่ตัวเองพูดแบบนี้ไว้แท้ๆ”

ฟูจิโมริ: เกลียดการโกหกสินะ

จูรินะ: ฉันชอบการร้องการเต้นที่สุดค่ะก็เลยมาเข้า SKE48 ฉันเคยคิดแบบนั้นมากๆ แต่ว่าเพราะเป็นไอดอลมา 8 ปีแล้ว ดังนั้นเลยเริ่มสนุกกับงานแสดง เพราะแม้ไอดอลจะถูกห้ามไม่ให้มีความรัก แต่ในละครน่ะมีได้!

ฟูจิโมริ: เอ๋!

จูรินะ: ก็รู้สึกว่ามันสนุกดีค่ะ อย่างในซีรี่ย์ตอนแรกก็ได้ปั่นจักรยานคู่กัน ตอนนั้นสนุกมากเลย!

ฟูจิโมริ: อ่า เรื่อง “Dekishina (Watashi Kekkon Dekinain Janakute, Shinain Desu) สินะ

จูรินะ: ใจเต้นตึกตักไม่หยุดเลย! ประมาณนั้นน่ะค่ะ

นากาตะ: รู้สึกเหมือนได้เป็นคนอื่น

จูรินะ: ใช่เลย!

ฟูจิโมริ: น่าสนใจจัง แล้วหลังจากจบการศึกษาจะอยากร้องเต้นอยู่รึเปล่า?

จูรินะ: อยากค่ะ! เพราะมันคือสิ่งที่ฉันชอบที่สุด อีกอย่างถ้าเป็นการแสดงล่ะก็ แฟนๆก็จะเจอฉันได้แค่ในทีวีไม่ใช่เหรอคะ ฉันอยากจะมีที่ๆสามารถเจอแฟนๆได้โดยตรงน่ะ

นากาตะ: พวกเราเองก็เล่นตลกมาตลอดเหมือนกัน แต่ปีนี้มีโอกาสได้ร้องเพลงเยอะขึ้น พวกเราอยากแสดงต่อหน้าคนเยอะๆแบบนี้มาตลอด คิดมาตลอดเลยว่าถ้าทำแบบนั้นได้จะดีใจกันแค่ไหน แต่พอได้แสดงต่อหน้าคนเป็นหมื่นขึ้นมาจริงๆ กลับรู้สึกว่า “เอ๊ะ? เหมือนจะมีอะไรแปลกๆแฮะ” (หัวเราะ)

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆ

นากาตะ: เพราะว่าเสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงหัวเราะน่ะ

ฟูจิโมริ: รู้สึกสับสนนิดๆเนอะ

นากาตะ: คือไม่รู้ว่าทำให้ทุกคนสนุกกันรึเปล่านะ แต่ได้อ่านความเห็นในเน็ตเขียนว่า “สนุกโคตรๆ” ก็รู้สึกว่ายังไงก็เป็นคนละเรื่องกันนั่นแหละ

จูรินะ: ไม่ว่ายังไงเสียงที่ตอบกลับมาก็สำคัญค่ะ ต้องตอบว่า “โชเซ็ตสึคาวาอี้ จูรินะ” (จูรินะน่ารักสุดๆ) อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?

นากาตะ: ฮ่าๆๆๆ

จูรินะ: เพราะงั้นบางทีก็จะรู้สึกเศร้าหน่อยๆถ้าเสียงที่ตอบมาเบา เพราะคนมักจะจำว่าฉันไปทำงานโตเกียว บางทีที่ขึ้นแสดงในสเตจที่นาโกย่าเสียงเชียร์ก็แพ้รุ่นน้อง

ฟูจิโมริ: เรื่องนั้นก็รู้สึกได้เหรอ!

จูรินะ: จริงๆมันรู้สึกได้นะคะ เศร้าเลยแหละ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่พูดถึงเรื่องนี้



สาเหตุที่ดึงดูด



- Oriental Radio มีความประทับใจกับ SKE48 ยังไงบ้างครับ?

นากาตะ: ก่อนอื่น อยากบอกก่อนเลยว่า เด็กน่ารักๆเยอะมาก เรื่องนี้ยังไงก็ต้องบอกให้ชัด

จูรินะ: ดีใจจัง!

นากาตะ: เวลาชื่นชมไอดอลจะขาดคำว่า “น่ารัก” ไม่ได้เลย แล้วก็แน่นอนอยู่แล้วว่าการแสดงของ SKE48 สุดยอดมาก รู้สึกว่าเป็นวงที่เต็มไปด้วยความกระหาย ทุกคนมีเรื่องราวร่วมกัน สร้างบรรยากาศให้ร้อนแรงกันเก่งมาก

- เมมเบอร์ที่คิดว่าน่ารักเป็นพิเศษคือ?

นากาตะ: สำหรับฉันเป็นฟุรุฮาตะ นาโอะจัง อยากให้แสงสปอตไลต์ส่องไปที่เธอมากกว่านี้จังน้า ฉันรู้สึกว่า SKE48 มีความคาดหวังต่อคิตากาว่า เรียวฮะซังสูงมาก คือแน่นอนว่าเรียวฮะจังก็น่ารักมากนะ ตอนที่ได้ไปดูคอนเสิร์ตจบการศึกษาของมิยาซาว่า ซาเอะจัง ออร่าเธอโดดเด่นมาก ความน่ารักของเรียวฮะจังเป็นแบบแฟชั่นๆ เด็กผู้หญิงก็น่าจะคิดว่าน่ารักเหมือนกัน แต่นาโอะจังมีส่วนที่ดึงดูดผู้ชายสูงมากเลย!

จูรินะ: เข้าใจเลยค่ะ!

นากาตะ: ดังนั้นพวกผู้ชายต้องกล้าพูดออกมาให้ชัดว่า “ฟุรุฮาตะซังน่ารัก” เพราะอะไรรู้มั้ย?

ฟูจิโมริ: เพราะอะไรฟะ (หัวเราะ)

นากาตะ: ก็เพราะรู้สึกได้ว่าความคาดหวังต่อเรียวฮะซังน่ะสูงมาก ดังนั้นต้องกล้าพูดให้หนักแน่นว่า “ยังมีอีกตัวเลือกอย่างฟุรุฮาตะซังอยู่นะ” ก็ถ้าจะแตกหน่อเซนเตอร์ที่จะมาสืบทอดจูรินะอ่ะนะ

ฟูจิโมริ: ก็นายเป็นฟุรุฮาตะซังโอชินี่

นากาตะ: แต่ว่า คุมาซากิก็สุดยอดเหมือนกัน เธอประกาศด้วยนี่ว่า “ฉันอยากเป็นเซนเตอร์” ใช่มั้ย?

จูรินะ: สุดยอด! รู้ละเอียดจัง!

นากาตะ: ฉันชอบคนที่กล้าประกาศตัวน่ะ

จูรินะ: นาโอะจังก็เคยพูดนะ

นากาตะ: เคยด้วยใช่มั้ย? งั้นยิ่งทำให้วงมีสีสันมากขึ้นไปอีก

จูรินะ: ใช่ค่ะ ฉันเองเห็นแล้วก็ดีใจมากเหมือนกัน

นากาตะ: ในสถานการณ์ที่จูรินะซังเป็นเซนเตอร์อย่างไม่สั่นคลอน ถ้าไม่มีคนพูดแบบนั้นก็ไม่มีแรงกระตุ้นนะ จริงสิ คุมาซากิซังยังมีอาวุธอีกอย่างนะ วิธีการพูดของเธอน่ารักโคตร!

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆ

นากาตะ: พูดไม่ค่อยชัดนะแต่ถ่ายรูปขึ้นกล้องมากๆ

จูรินะ: อื้ม น่ารักมากๆ

นากาตะ: ถ้าให้พูดถึงคนอื่นอีกก็คงเป็น เอโกะ (ยูนะ) ซัง

จูรินะ: ตาแหลมนะคะเนี่ย (หัวเราะ)

นากาตะ: เอโกะซังตอนนี้ไม่มัดผมทวินเทลแล้วอ่ะ ฉันน่ะ สนใจคนที่ทำผมทวินเทลเป็นพิเศษ ทวินเทลเนี่ยเป็นอาวุธอย่างนึงเลยนะ เป็นมนต์สะกดด้วย เพราะงั้นเลยหยุดไม่ได้ ก็เจ้าตัวเธอบอกว่า “ลังเลมาก” ฉันก็เลยถามไปว่าอายุเท่าไหร่แล้ว เธอบอก 16 ปี ฉันเลยบอกว่า “มัดไปเถอะ มัดให้สูงขึ้นอีกนิดก็ดีนะ” (หัวเราะ) เพราะความอ่อนวัยนี่ก็เป็นอาวุธนะ อีกอย่างอันดับเลือกตั้งของเธอก็สูงขึ้นด้วย

จูรินะ: รู้ละเอียดดีจังน้า (หัวเราะ)

นากาตะ: แล้วก็ อาซุม่า ริองซังฉันก็รู้สึกว่าเก่งมาก พอได้ดู MV FURUMARION แล้วก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมือนไอดอลเท่าไหร่เลย

จูรินะ: แบบนี้ก็มีเหมือนกันสินะคะ

นากาตะ: เหมือนนางแบบเลยล่ะ ดูล้ำมาก ไปในทางนั้นก็ดีเหมือนกันนะ ถ้าตั้งยูนิตเหมือน FURUMARION ขึ้นมาก็จะทำให้คาแรคเตอร์ดูโดดเด่นขึ้น อยากให้ตั้งขึ้นมาอีกจัง แล้ว ฟูจิโมริซังคิดว่าไงครับ?

ฟูจิโมริ: โคตรยาว!

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆๆ

ฟูจิโมริ: ฉันไม่เหมือนกับอัทจังน่ะ ฉันไม่ใช่โอตาคุไอดอล

นากาตะ: ฉันไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นโอตาคุไอดอลนะ แค่แบบคอยเฝ้ามองเอง

ฟูจิโมริ: ไม่ใช่แค่นั้นแน่! หมอนี่ตามดู SNS ของเมมเบอร์ทุกคนเลย ถึงฉันจะอยู่ในยุค Morning Musume แต่ก็ไม่ได้บ้ามาก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสนับสนุนไอดอลยังไง ตั้งแต่เริ่มจัด RADIRA! ก็ได้รับเชิญไปดูคอนเสิร์ต SKE48 เป็นครั้งแรก รู้สึกว่าความร้อนแรงนั้นมันสุดยอดมาก ไม่เหมือนไลฟ์ของศิลปินอื่นๆเลย โบกแท่งไฟ ตะโกนเรียกชื่อสุดแรง เรื่องพวกนี้ฉันคิดไม่ถึงเลย (หัวเราะ) แต่ว่าพอได้เจอเมมเบอร์ในรายการทุกอาทิตย์ก็เริ่มเข้าใจสาเหตุที่ดึงดูดแฟนๆแล้วล่ะ

จูรินะ: โอ้

ฟูจิโมริ: สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าแฟนๆ SKE มีความพิเศษคือ ส่งข้อความมาในทวิตเตอร์ฉันด้วย แม้จะเคยมีแฟนๆวงอื่นส่งมาบ้าง แต่แฟนๆ SKE เนี่ยเยอะสุด (หัวเราะ)

จูรินะ: ก็น่าจะอย่างงั้นนะคะ (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: มาบอกประมาณว่า “ขอบคุณที่จัด RADIRA! มาตลอดนะ คือวงเราน่ะเทียบกับวงอื่นแล้วไม่ค่อยได้รับความใส่ใจเท่าไหร่”

- ฮ่าๆๆๆ

ฟูจิโมริ: มีความเห็นประมาณนี้ส่งมาล่ะ อย่างเช่น ตอนที่ฮิดากะ ยูซุกิจังมารายการก็ถ่ายรูปด้วยกัน แล้วพอโพสต์ไปขำๆก็แพร่ออกไปเร็วมาก (แฟนๆ)ก็มาบอกว่า “ฟูจิโมริ ขอบคุณนะ! เวลาทำงานกับไอดอลวงอื่นไม่ค่อยมีอะไรแบบนี้ รู้สึกได้ชัดเจนมาก ว่าแฟนๆอยากให้คนรู้จัก SKE48 มากขึ้นจริงๆ อีกอย่างเมมเบอร์ SKE48 ก็ส่งเมล์มาในรายการด้วย!

จูรินะ: จริงด้วย!

ฟูจิโมริ: ทุกอาทิตย์เมมเบอร์ที่ไม่ได้มาออกรายการก็จะส่งมา อย่างอาราอิ ยูกิจังนี่ส่งทุกอาทิตย์เลย เหมือนเป็นรายการช่วงนึงเลยล่ะ อย่างถ้าจูรินะจังเป็นสายเมนสตรีม แล้วมีอย่างอาราอิจังเป็นแบบนี้ก็น่าสนใจมากเลยนะ ในโลกนี้จำเป็นต้องมีความพยายามแบบนี้แหละ

- ฟูจิโมริเคยไปงานจับมือโนกิซากะ 46 ด้วยใช่มั้ยครับ

ฟูจิโมริ: เคยครับ ตอนนั้นเสียงวิจารณ์จากแฟน SKE48 เพียบเลย มีแบบน่ากลัวด้วย! ประมาณว่า “นายอยู่ข้างไหนกันแน่” อยากบอกว่าฉันก็จะไปงานของ SKE48 เหมือนกัน แค่กำลังดูอยู่น่ะ

จูรินะ: มีจัดที่โตเกียวเหรอคะ?

ฟูจิโมริ: พวก Pacifico Yokohama น่ะ ถึงจะหาข้อมูลดูแล้วแต่ว่างไม่ตรงวันงานน่ะ

จูรินะ: Oriental Radio ก็เคยแสดงร่วมกับ SKE48 ใน Music Staion แล้วหลังจากนั้นก็ได้แสดงร่วมกับโนกิซากะ46ด้วยไม่ใช่เหรอคะ ตอนนั้นเสียงตอบรับก็เยอะเหมือนกัน!

ฟูจิโมริ: ฮ่าๆๆๆๆ

จูรินะ: เมมเบอร์ใส่ใจกับเรื่องพวกนี้มากนะ!

ฟูจิโมริ: ถ้าอย่างนั้น งั้นฉันเปลี่ยนท่าทีละ! แต่ว่านะ นี่อาจจะเป็นข้ออ้าง แต่คือทุกอาทิตย์โนกิซากะ46 เป็นนากาโมโตะ ฮิเมะกะจังตลอด ส่วน SKE48 ทุกอาทิตย์จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีได้เจอกันอีกทีก็เกินครึ่งปีแล้ว...แต่ยังไงก็เป็นข้ออ้างสินะ!

จูรินะ: อดไม่ได้ที่จะบอกว่า “ยังไงก็จะไปทางนั้นสินะ!” (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: ไม่ใช่ๆๆ ฉันก็เป็น SKE48 โอชิอยู่นะ! เพราะงั้นฉันอยากให้รายการเป็นที่บ่มเพาะเด็กที่มีอนาคต แบบเรียวฮะจังหรือแบบโกโต้ ราระจังน่ะ

จูรินะ: ฉันก็อยากโปรโมตเด็กๆแบบนั้นค่ะ แม้ว่าจะมีเด็กอย่างนาโอะจัง แต่ก็อยากให้ขยายวงกว้างออกไปอีก! ถ้ามีเด็กซักคนเป็นแบบคาโอตันคงจะดีมากเลยไม่ใช่เหรอคะ แม้ว่าถ้ามี 10 คนอาจจะไม่ไหวก็ตาม

- ถ้าเป็นแบบนั้นวงคงขายไม่ออกครับ (หัวเราะ)

จูรินะ: งั้น ถือว่า Oriental Radio เป็น SKE48 โอชิแล้วนะคะ?

ฟูจิโมริ: ได้เลย!

นากาตะ: แต่ว่านะ หมอนี่อาจจะเป็นพวกตามกระแสอันดับหนึ่งของวงการบันเทิงเลยก็ได้

ฟูจิโมริ: ว่าใครเป็นพวกตามกระแสกัน! ฉันสนับสนุน SKE48 กับโนกิซากะ46 เท่าๆกันนั่นแหละ



ควรทำยังไงดี



- จูรินะซังมีเรื่องที่อยากถาม Oriental Radio นี่ครับ

จูรินะ: ค่ะ ตอนนี้มีคนพูดกันว่า SKE48 กำลังอยู่ในช่วงขาลง สำหรับฉันแล้ว สภาพตอนนี้มันค่อนข้างเจ็บปวดค่ะ

นากาตะ: อื้ม

จูรินะ: ที่ผ่านมาพอมีเมมเบอร์จบการศึกษาก็จะรู้สึกถึงวิกฤต แต่พอผ่านไประยะนึง ทุกคนก็จะคิดว่า “จะต้องพยายามในส่วนของเมมเบอร์เหล่านั้นด้วย” พาวเวอร์อัพขึ้นมา อีกอย่างพลังของแฟนๆก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ประมาณว่า “พวกเราต้องสนับสนุนให้มากขึ้นไปอีก! แต่ว่าลึกๆแล้วกลับไม่รู้ว่าควรทำยังไงกันแน่ จะต้องทำยังไงดี ทั้งสองคนมองพวกเราจากภายนอก เคยคิดแบบว่า “ถ้าทำอย่างนี้มากขึ้นอีกก็จะดีนะ” บ้างมั้ยคะ?

นากาตะ: ฉันคิดว่าไม่มีตรงไหนแย่นะ วงทุกวง ทาเลนท์ทุกคนก็บอกทั้งนั้นว่า พอดังขึ้นมา จากนั้นก็ค่อยๆตกลง แล้วก็กลับมาได้รับความสนใจอีกรอบ เป็นวัฏจักรแบบนี้ ฉันว่าคนที่อยู่มายาวนานก็ผ่านวัฏจักรแบบนี้มาทั้งนั้นแหละ SKE48 น่ะสกิลสูงมาก แถมยังน่ารักมากด้วย ถ้าให้พูดล่ะก็ อยากให้มีเพลงฮิตๆน่ะ

จูรินะ: อ่า

นากาตะ: แบบที่ทำให้คนบอกว่า “เพลงใหม่คราวนี้ดีจังเลยนะ!” เรื่องนี้น่ะ แม้ว่าฉันพูดไปจะไม่มีประโยชน์ เพราะยังไงกำแพง “Heavy Rotation หรือ “Koisuru Fortune Cookie” ก็สูงมาก

ฟูจิโมริ: นั่นสินะ ถ้ามีเพลงที่แม้แต่คนที่ไม่ค่อยรู้จัก SKE48 ก็ยังบอกว่า “ฉันรู้จัก!” แบบนั้นแสดงว่าติดลมบนแล้ว

นากาตะ: ทำยังไงถึงจะเจอเพลงที่ฮิตขนาดนั้น เรื่องนี้สำหรับนักแต่งเพลงทุกคนเป็นอะไรที่ไม่มีทางรู้เลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถวางแผน คาดคะเนออกมาได้ ส่วนอีกอย่างก็คงเป็นเรื่องคอสตูมล่ะมั้ง

จูรินะ: คอสตูมเหรอคะ?

นากาตะ: ก็มีคอสตูมที่มีความเป็นAKB48 ไม่ใช่เหรอ?

จูรินะ: ลายสก๊อตสีแดงเหรอ?

นากาตะ: ใช่ๆๆ แล้วก็มีคอสตูมที่มีความเป็นโนกิซากะ46 ด้วยไม่ใช่เหรอ?

จูรินะ:อ่า ใช่ๆ

นากาตะ: ในความคิดฉัน คอสตูมที่มีความเป็น  SKE48 ก็เป็นลายสก๊อตสีน้ำเงินล่ะ แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นที่จดจำเท่าไหร่ คอสตูมของSKE48 มองๆแล้วมันคล้าย AKB48 ล่ะมั้ง ฉันว่าถ้าทำให้คอสตูมมันดูต่างได้ก็คงดีนะ

จูรินะ: แบบกุ้งทอดเหรอ?  *T/N : กุ้งทอด (Ebi fry) เมนูขึ้นชื่อของนาโกย่า*

นากาตะ: ถ้าเป็นพวกของดีนาโกย่าจะเป็นไงนะ (หัวเราะ) แต่ว่าSKE48 ตอนนี้ไม่มีอะไรไม่ดีเลยนะ! ก่อนหน้านี้ก็เคยถามในรายการ ไม่ว่าจะเพลงหรือท่าเต้นก็เป็นอะไรที่กำหนดเองไม่ได้

จูรินะ: ใช่ค่ะ

นากาตะ: พวกเราน่ะเหมือนเป็นวงอินดี้ เราตัดสินใจเองได้แบบ “คราวหน้าใช้เพลงแบบนี้นะ” หรือ “จะใส่อะไรดี?” พอเป็นแบบนั้นก็ลำบากนะเพราะมันถูกวางมาหมดแล้ว แล้วก็อยากให้ออกเพลงยูนิตมาเยอะๆด้วย อยากดูยูนิตที่ต่างกันออกไปน่ะ

จูรินะ: ฉันคิดว่าเพิ่มเมมเบอร์ให้เยอะขึ้นก็ได้ สำหรับ Love Crescendo ก็คงจะรู้สึกแบบว่า “มีเด็กน่ารักๆเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!

นากาตะ: AKB48 GROUP น่ะ ไม่ว่ายังไงก็เป็นระบบใช้เซนเตอร์ตรงกลาง แต่ว่าถ้าเปลี่ยนเป็นยูนิตคนน้อยลงก็คงไม่สนใจแล้วว่าใครจะเป็นเซนเตอร์

ฟูจิโมริ: นั่นสินะ แบบนั้นจะทำให้จำง่ายขึ้นด้วย แต่ว่ายังมีวิธีที่จะทำให้ SKE48 ร้อนแรงขึ้นอีกนะ

จูรินะ: เอ๊ะ อะไรเหรอคะ?

ฟูจิโมริ: นั่นคือต้องให้อากิโมโตะเซนเซย์หันหน้ากลับมาให้ได้! ฉันน่ะ ไปร้านกาแฟที่เดียวกับอากิโมโตะเซนเซย์บ่อยๆล่ะ

จูรินะ: เอ๋!

ฟูจิโมริ: เพราะงั้นเลยเจอกันบ่อย มีเมมเบอร์ไปร้านนั้นด้วยนะ!

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆ

ฟูจิโมริ: เขามักจะง่วนกับการแต่งเพลงตลอดเลย!

นากาตะ: เดี๋ยวนะ นั่นใช่ตัวจริงรึเปล่า? Time Machine Sangou (นักแสดงตลก) รึเปล่า?

ฟูจิโมริ: ตัวจริงสิ! เซกิ (ฟุโตชิ) ซังแต่งเพลงไม่เป็นซะหน่อย (หัวเราะ)

นากาตะ: อาจจะเป็นเซกิซังกำลังนั่งเขียนมุขอยู่ก็ได้มั้ง?

ฟูจิโมริ: แค่เห็นก็รู้แล้ว! เพราะออร่าแรงมาก ไม่กล้าเข้าไปคุยด้วยเลยสักนิด

นากาตะ: อากิโมโตะซังน่ะ คอยฟังเรื่องที่เมมเบอร์คุยกันใช่มั้ย? ได้ยินว่าหลังจากในไลฟ์โนกิซากะ 46 ที่พูดกันว่า “อยากให้มียูนิตเล็กๆเยอะกว่านี้” ก็ได้ทำยูนิตต่อด้วย ฉันก็คิดว่า “มีเรื่องอย่างนี้ด้วยแฮะ สุดยอดจริงๆ” ดังนั้นต้องไปเสนอกับโปรดิวเซอร์นะ

จูรินะ: ค่ะ! จะพยายามทำให้ได้ค่ะ (หัวเราะ)



แก่นแท้ของการเปลี่ยนผ่านรุ่น



นากาตะ: อาจจะฟังดูตรงๆไปหน่อยนะ แต่เธอเคยคิดถึงเรื่องจบการศึกษามั้ย?

จูรินะ: เคยค่ะ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องรีบร้อนอะไร แต่พอคิดแล้วก็คิดว่าจะต้องสร้างคนมาสืบทอดให้ได้ 3ปีที่ผ่านมานี้ฉันคิดถึงเรื่องคนที่จะมาสืบทอดตลอดเลย มีไปดูคลาสซ้อมเต้นของเมมเบอร์ที่เข้ามาใหม่ด้วย เข้าไปสอนตัวต่อตัวด้วย ราระน่ะเหมือนฉันในสมัยก่อนเลย ขณะที่ดูคลาสซ้อมก็หวังว่าไม่กี่ปีจากนี้พวกเขาจะเป็นแบบฉันได้ จริงสิ เด็กรุ่น 8 ที่เข้ามาคราวนี้ เด็กๆน่ารักเต็มเลย!

ฟูจิโมริ: ฮ่าๆๆๆ ใจเย็นนะ SKE48 ก็น่ารักทุกคนแหละ

จูรินะ: เพราะงั้นเลยตั้งหน้าตั้งตารอมากๆค่ะ อนาคตสดใสจริงๆ! มันแปลว่าวันที่ตัวเองจะจบการศึกษาอาจจะเร็วขึ้นก็ได้ ถ้าไม่มีคนๆนั้นขึ้นมาตัวเองคงจะจบการศึกษาอย่างวางใจไม่ได้ ถ้าไม่เป็นแบบนั้นฉันจะไม่ยกโทษให้ตัวเองเลย ตราบใดที่ยังทำให้ฉันคิดว่าถึงไม่มีฉันอยู่ SKE48 ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ ฉันก็ยังไม่คิดจะจบการศึกษาค่ะ

ฟูจิโมริ: นั่นก็แค่ถ้าใช่มั้ยล่ะ แล้วถ้าโดนแซงหน้าไปขณะที่ตัวเองยังอยู่ในวงจะไม่เป็นไรใช่มั้ย?

จูรินะ: ไม่เป็นไรเลยค่ะ

ฟูจิโมริ: อ่า งั้นเหรอ งั้นก็น่าสนใจแล้วล่ะ ในรายการ เวลาคุยกับเมมเบอร์เรื่องจูรินะ รู้สึกพวกเขาจะเกรงๆนิดๆนะ

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆๆ เพราะงั้นพอนาโอะจังกับคุมะจังประกาศว่าจะมายืนเซนเตอร์ ฉันเลยดีใจมาก หวังว่าจะมีเมมเบอร์แบบนี้เพิ่มมากขึ้น อีกอย่างการประกาศออกมาแบบนั้นก็ทำให้ได้รับความสนใจไม่ใช่เหรอ ฉันอยากจะใช้ประสบการณ์ของตัวเองมาสอนเมมเบอร์เหล่านี้ให้มากขึ้นค่ะ

- ผมว่า “การเปลี่ยนผ่าน” แบบนี้ในวงการบันเทิงก็มีเหมือนกันนะครับ Oriental Radio พอจะให้คำแนะนำกับฟุรุฮาตะซังและคุมาซากิซังได้มั้ยครับ?

นากาตะ: พวกเราก็เริ่มจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนผ่านเหมือนกัน

จูรินะ: เอ๋!

นากาตะ: ก็ต้องแย่งชิงรายการมาจากพวกรุ่นพี่ เวลามีรุ่นน้องโผล่มาก็คงมีความรู้สึกแบบว่าจะทำยังไงดี พอได้ยินที่จูรินะจังพูดเมื่อกี้ สิ่งที่ฉันคิดก็คือ ในใจจูรินะจังตอนนี้คงอยากจะส่งเสริมรุ่นน้องใช่มั้ยล่ะ?

จูรินะ: ค่ะ

นากาตะ: ฉันว่าคนที่จะมายืนอยู่แนวหน้าของ SKE48 ในอนาคตไม่ใช่เด็กที่จูรินะค้นพบหรอก คือหมายความว่าไม่ใช่ “จูรินะตัวน้อย” แต่เป็นเด็กที่จะทำให้จูรินะจังตกใจว่า “เอ๋ คนนี้เหรอ?” ต่างหากที่จะแบกรับวง

จูรินะ: อ่า อย่างนั้นเองเหรอคะ!

นากาตะ: การเปลี่ยนผ่านน่ะ มักจะมีเรื่องที่คิดไม่ถึงเสมอแหละ ถ้าคนนั้นรับอิทธิพลมามากเกินไปก็จะเปลี่ยนผ่านไม่ได้

จูรินะ: จริงด้วย

นากาตะ: แล้วก็คงจะหลีกเลี่ยงการปะทะกันไม่ได้ จะเริ่มตีกันแบบว่า “ไม่เข้าใจเลยจริงๆ” ไม่ก็ “จะเอาชนะเธอให้ได้!” การเปลี่ยนผ่านไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ไม่มีทางจบได้อย่างราบรื่นหรอก ดังนั้นฉันเลยอยากให้ปีนี้ รุ่นน้องปะทะกับรุ่นพี่น่ะ

จูรินะ: งั้นเหรอคะ!?

นากาตะ: ฉันน่ะ ถึงไม่มีคนพูดว่า “นากาตะ น่าสนใจดีนี่” ก็ไม่เป็นไร และถึงจะมีคนพูดว่า “อะไรกัน หมอนี่น่ะเหรอ?” แต่ฉันก็จะถือซะว่า “เรื่องของแกสิ แกมันหัวโบราณต่างหาก” เพราะฉันน่ะมีแนวคิดแบบ “ฉันจะขยี้แก” (หัวเราะ)

จูรินะ: น่ากลัวอ่ะ (หัวเราะ)

ฟูจิโมริ: เพราะว่าโลกของพวกเราไม่ใช่กรุ๊ปไง

นากาตะ: แต่ว่านะ ในโลกนี้มันก็ยังมีคนที่เราอยากบดขยี้แต่ทำไม่ได้อยู่ เพราะงั้นพอฉันได้ฟังคำพูดของจูรินะจังก็รู้สึกว่าใจดีจริงๆ ถ้าพูดออกมาว่า “ฉันไม่มีทางยอมแพ้พวกแกแน่!” จะไม่ทำให้ SKE48 มีสีสันมากกว่าเหรอ เมื่อกี้ฉันคิดอย่างนี้ตลอดเลยล่ะ

- ถ้าทำแบบนั้น แรงสะท้อนกลับจากข้างล่างก็จะแรงขึ้นด้วย

นากาตะ: ถ้าแสดงออกไปว่า “แน่จริงก็เข้ามาเลย!” จะทำให้ทุกคนรู้สึกว่า “อย่ามาทำเป็นเล่นนะ!” ใช่มั้ยล่ะ? แต่จะบอกว่ามันเป็นแค่ทางนึงที่อาจจะทำได้อ่ะนะ

จูรินะ: นั่นสินะ

นากาตะ: ไม่จำเป็นต้องฝืนนะ ไม่ต้องรับผิดชอบถึงขั้นว่า “ถ้าไม่ส่งเสริมรุ่นน้องขึ้นมาให้ได้ก่อนจะจบการศึกษาไม่ได้” ขนาดนั้นก็ได้

- จูรินะซังก็เหมือนกัน เพราะไม่ได้เหมือนรุ่นพี่คนไหน ตอนนี้เลยสามารถเป็นตัวท๊อปแนวหน้าได้ ใช่มั้ยล่ะครับ?

จูรินะ: จริงด้วยนะ ไม่มีใครเป็นเป้าหมาย ซึมซับข้อดีของรุ่นพี่มาบวกกับของตัวเอง ถ้าทำแบบนี้ฉันคิดว่าก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ อย่างเช่น ราระก็พูดอังกฤษแล้วก็ตีกอล์ฟเก่งไม่ใช่เหรอคะ สำหรับรุ่นน้องที่มีสิ่งที่ฉันไม่เก่ง ยังไงก็น่าสนใจ อยากให้มีเมมเบอร์แบบนั้นโผล่มาค่ะ



ทฤษฎีการแพ้ชนะของ Oriental Radio



- พวกเราถามเมมเบอร์ทุกคนที่ให้สัมภาษณ์คราวนี้ว่า “ถ้าพูดถึงคู่แข่งนึกถึงใคร?” Oriental Radio มีเล็งใครเป็นคู่แข่งมั้ยครับ?

ฟูจิโมริ: คู่แข่งเหรอ...

นากาตะ: เรื่องนั้น ในความคิดฉันตัวตนของ Audrey (คู่หูตลก) ยิ่งใหญ่มากเลยล่ะ

จูรินะ: เอ๋!

นากาตะ: ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะตอนที่พวกเราเริ่มจะดรอปลง Audrey ก็เริ่มดังขึ้นมาพอดี ได้เป็นขาประจำในรายการ “Waratte iitomo” พร้อมๆกัน แถมยังอยู่วันเดียวกันด้วย พวกเราเป็นขาประจำในรายการมาก่อน พวกเขาก็เข้ามาเสริม ตั้งแต่นั้นพวกเขาก็เริ่มมีรายการของตัวเอง พวกเราสองกรุ๊ปมักจะถูกเปรียบเทียบกันบ่อยๆ วากาบายาชิ (มาซายาสุ) ซังยังมีรายการเดี่ยวด้วย แม้ว่า Audrey จะเป็นรุ่นพี่พวกเราถึง 5 ปี แต่ตอนนั้นพวกเราอยากเอาชนะพวกเขามาตลอด

จูรินะ: ไม่รู้เลยนะเนี่ย!

นากาตะ: รายการ “Shikujiri Sensei สำหรับพวกเราเป็นสนามรบเลยล่ะ ทุกๆครั้งจะแข่งกันจริงจังมาก

ฟูจิโมริ: ครั้งแรกเป็นพวกเราที่ได้ไปออก

นากาตะ: ใช่ ตอนที่ได้ข้อเสนอนี้พวกเรากลุ้มใจมากเลย แต่ยังไงถ้าจะต้องไปออกก็ต้องทำให้คนพูดถึงให้ได้ ก็เลยจัดเต็ม จากนั้นถ้ารายการจบลงก็เป็นชัยชนะของพวกเรา แต่ถ้ารายการจัดต่อก็เป็นความพ่ายแพ้ของพวกเรา เราคิดของเราเองแบบนี้แหละ แต่แล้วรายการก็ได้จัดต่อ แถมได้เลื่อนเวลาจากกลางดึกมาเป็นเวลาไพรม์ไทม์ด้วย พอฉันคิดว่า “เราแพ้แล้ว...” ในรายการตอนสุดท้ายที่ยังอยู่เวลาดึกนั้นพวกเราก็ถูกเรียกให้ไปออกอีกรอบ ฉันก็แบบว่า งั้นก็ได้ ฉันจะเล่นตอนนี้ให้ดีที่สุด แล้วถ้ารายการย้ายไปช่วงเวลาไพรไทม์แล้วโดนถอดออก ก็แปลว่าฉันชนะ (หัวเราะ)

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆๆๆ

นากาตะ: แต่แล้ว ช่วงที่ออกอากาศเวลาไพรไทม์ ด้วยกระแสตอบรับที่ดีพวกเขาก็จัดรายการต่อไปได้ พอฉันคิดว่า “เราแพ้อีกแล้วสินะ” ก็ถูกเรียกไปอีกรอบ แต่ว่าฉันคงหมดมุขแล้ว แต่เพราะคิดว่า “ความล้มเหลวของคนในประวัติศาสตร์ก็ถูกพูดถึงอยู่เหมือนกันนะ” ก็เลยไปออก อีกอย่างมันเป็นสิ้นปีของปีที่แล้วพอดี ก็ตัดสินใจว่าจะจัดเป็นการสรุปผลงานทั้งปี ดังนั้นก็เลยเสนอไปว่าจะจัดงานมอบรางวัล ถ้างานนี้เป็นที่พูดถึงล่ะก็ ถือเป็นชัยชนะของฉัน (หัวเราะ)

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆๆๆ

นากาตะ: แต่ตอนนั้นกลับเรียกเรทติ้งได้ไม่มากเท่าไหร่ ตั้งแต่นั้นมาครึ่งปีเขาก็ไม่เรียกอีกเลย แบบว่า “อ่า แพ้แล้ว!

ฟูจิโมริ: ฮ่าๆๆๆ

นากาตะ: แต่แล้ว พอรายการออกอากาศเนื้อหาที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน ก็ได้รับเสียงตอบรับดีมาก เพราะงั้นสตาฟฟ์รายการ “Shikujiri Sensei” ก็เลยจัดรายการพิเศษ “Nakata rekishi juku” ถ้ากระแสดีล่ะก็ถือเป็นชัยชนะของฉัน!

จูรินะ: แล้วชนะมั้ยคะ?

นากาตะ: เรื่องนั้น จนถึงตอนนั้นตัวเลขก็ออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานนะ พอ “rekishi juku” เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ถ้ารายการของทางนั้น(Audrey)จบไป ก็เหมือนพวกเรายึดที่มั่นไว้ได้แล้ว เราสู้กับวากาบายาชิซังแบบนั้นล่ะ

- SKE48 เองก็ได้รับการสั่งสอนจากมากิโนะ อันนะเซนเซย์แบบนั้นเหมือนกัน “งานแต่ละชิ้นที่ทำคือแพ้ชนะ!

นากาตะ: จูรินะจังมีคู่แข่งมั้ย?

จูรินะ: ถ้าเมมเบอร์...ที่สำคัญที่สุดคงเป็นซาชิฮาร่า (ริโนะ) ซังมั้งคะ

ฟูจิโมริ: ซัชชี่เหรอ แข็งแกร่งมากนะ

นากาตะ: คู่แข่งน่ะ ไม่ว่ายังไงก็ต้องเป็นคนที่เหนือกว่าตัวเรานิดนึงล่ะ ดูจากอันดับเลือกตั้งจูรินะจังก็เป็นแบบนั้นแหละ จะเอาชนะซาชิฮาร่าซังเป็นเรื่องใหญ่นะ เพราะซาชิฮาร่าซังได้อันดับหนึ่งในงานเลือกตั้ง เลยทำให้ HKT48 ได้รับความสนใจด้วย

จูรินะ: นั่นสินะคะ วิธีขายเมมเบอร์ HKT48 ของซาชิฮาร่าซังน่ะเยี่ยมมาก พอฉันกลับมา SKE48 เต็มตัว ตอนที่คิดว่าจะทำยังไงให้เมมเบอร์เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลายครั้งก็จะรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ซาชิฮาร่าซังเก่งมาก อยากขโมยข้อดีของเธอมาเลยค่ะ

นากาตะ: เหมือนเป็นทั้งผู้เล่นทั้งโค้ชอ่ะนะ พอคิดอย่างนี้ จะมองว่าเป็น “ทัพจูรินะ vs ทัพซาชิฮาร่า” ก็ได้ เป็น One Top ของทั้งสองวงเหมือนกัน ถ้าสู้กันขึ้นมาคงสนุกแน่

- จำนวนคนที่ติดอันดับก็เหมือนกันครับ SKE48 ได้ 20 ที่ HKT48 ก็ตามมาติดๆด้วย 19 ที่

นากาตะ: งี้นี่เอง งั้นโค่นมันเลย! ฉันจะเชียร์เธอเอง!

จูรินะ: เอาจริงเหรอคะ!?

ฟูจิโมริ: โค่นล้มซาชิฮาร่า! ในเมื่อถ้าจะต้องออกเดิน ก็เอานี่แหละเป็นเป้าหมาย

นากาตะ: ฉันคิดว่าซาชิฮาร่าซังเป็นคนที่เก่งมากนะ เธอมีอิมเมจที่ตลกรุ่นใหม่อย่างพวกเราให้ความสำคัญ แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีความรู้สึกต่อต้าน (หัวเราะ) เพราะงั้นฉันเลยอยากจะสนับสนุนเธอ(จูรินะ)น่ะ



โอกาสชนะของจูรินะ



- ถ้าจะเอาชนะซาชิฮาร่าล่ะก็ จะใช้อะไรเป็นตัวเปิดทางดีครับ?

นากาตะ: ซาชิฮาร่าซังถนัดเรื่องโปรดิวซ์มาก ฉันว่าไม่จำเป็นต้องไปในด้านเดียวกับเค้าหรอก แต่ถ้าพูดเรื่องความสวย เธอเหนือกว่าซาชิฮาร่าซังนะ

- ฮ่าๆๆๆๆ

ฟูจิโมริ: ตรงนี้แหละข้อได้เปรียบ (หัวเราะ)

นากาตะ: จูรินะจังแค่แสดงด้านนี้ออกไปก็พอแล้ว ไม่ต้องตลกแต่ใช้ความน่ารักและความสวยเนี่ยแหละเข้าสู้

จูรินะ: ฉันว่าแค่ฉันเต้นและร้องเพลงได้ไม่แพ้ใครก็พอแล้วล่ะ

- ถ้า oriental radio จะทำงานร่วมกับ SKE48 หรือกับจูรินะซัง คิดว่าจะทำออกมาแบบไหนครับ?

นากาตะ: ยังไงดีนะ? ถ้าได้จัดรายการด้วยกันซักรายการก็คงดีนะ

จูรินะ: ทั้งสองคนรู้เรื่องพวกเราเยอะขนาดนี้ ถ้าได้จัดรายการที่สามารถดึงเอาจุดเด่นของเมมเบอร์ออกมาได้ก็คงดีค่ะ ยกตัวอย่างจากที่เราคุยกันเมื่อกี้นี้ เช่น การแข่งขันเรื่องแฟชั่นของเรียวฮะกับริอง ก็รู้สึกว่าทั้งสองคนจะคิดให้พวกเราได้ค่ะ เพราะว่าการจะโปรดิวซ์ออกมาให้เหมาะกับเมมเบอร์ได้ ถ้าไม่ได้ชอบหรือไม่เข้าใจเรื่องของเด็กคนนั้นก็คงคิดไม่ออก

นากาตะ: ถ้ามีรายการแบบนั้นก็คงดีเนอะ แต่ว่าเรื่องที่อยากจะเอาชนะซาชิฮาร่าซังน่ะ ฉันว่าเป็นความตั้งใจที่ดีมากเลย

จูรินะ: แม้เมื่อกี้จะบอกว่าเธอเป็นคู่แข่ง แต่จริงๆแล้วฉันชอบซาชิอาร่าซังนะคะ

- ผมจะจดไว้อย่างดีครับ

จูรินะ: ฉันก็มีไปกินข้าวกับเธอเหมือนกันนะคะ! เพราะว่าชอบเลยอยากเอาชนะเธอน่ะ

นากาตะ: ก็เพราะเป็นคนละสายกันนี่เนอะ

ฟูจิโมริ: เรื่องนี้ ฉันว่าพูดต่อไปเรื่อยๆก็ดีนะ มันค่อนข้างดึงดูดคนน่ะ

นากาตะ: ซาชิฮาร่าซังก็ใช้ SNS เก่งเหมือนกัน ฉันว่าจูรินะจังลงรูปสวยๆบ่อยๆก็ดีนะ

จูรินะ: แบบที่แม้ผู้หญิงด้วยกันเห็นก็รู้สึกชื่นชม อย่างนั้นเหรอ?

นากาตะ: ใช่ ได้เล่น Instagram อยู่มั้ย?

จูรินะ: ไม่ค่อยค่ะ

นากาตะ: เล่นเถอะ! อัพพวกรูปสวยๆดูเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ดี ตอนนี้ในทวิตเตอร์ชอบอัพรูปเซลฟี่ธรรมดาๆ
ใช่มั้ยล่ะ?

จูรินะ: ใช่ค่ะ...รู้เยอะจังเลยนะคะ (หัวเราะ)

นากาตะ: จูรินะจังยังถ่ายได้สวยกว่านี้อีกนะ! ไม่ต้องทุกวันก็ได้ ถ้าอัพรูปขึ้น Instagram ฉันว่าอิมเมจจะดีขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ซาชิฮาร่าทำไม่ได้

- ฐานแฟนก็จะเปลี่ยนไปด้วยนะครับ

จูรินะ: ว้าว ได้อะไรเยอะเลยแฮะ ที่คุยกันนี่จัดอาทิตย์ละครั้งเลยได้มั้ยคะ?

นากาตะ: ฮ่าๆๆๆ

ฟูจิโมริ: จะตั้งให้นากาตะเป็นโปรดิวเซอร์เหรอ?

จูรินะ: ฮ่าๆๆๆ จากที่คุยกันวันนี้ได้อะไรเยอะเลย ต้องขอบคุณมากๆเลยนะคะ!




blogged by 91

[91][bsummary]

Translation

[Translation][bsummary]

Subtitle

[subtitle][bsummary]

Update

[SKEUpdate][bsummary]